โครงการ R2R ของ สวรส. กำลังจัดพิมพ์หนังสือ “เคล็ดไม่ลับ R2R ในบริบท รพศ.  รพท.  และ รพช.”    และขอให้ผมเขียนคำนิยม   ผมจึงนำเอาคำนิยมมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้

คำนิยม
หนังสือ


เคล็ดไม่ลับ R2R ในบริบท รพศ.  รพท.  รพช.


วิจารณ์ พานิช
กรรมการอำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข


          การวิจัยจากงานประจำ (R2R – Routine to Research) กำลังเป็นขบวนการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมเรียนรู้ หรือสังคมอุดมปัญญา    ภายในเวลา ๕ ปี ที่ R2R งอกงามขึ้นที่ศิริราช   บัดนี้  R2R ได้แพร่ขยายออกไปทั่วประเทศไทย ในหน่วยงานด้านสุขภาพ   ภายใต้การจัดการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย

          กระบวนการขับเคลื่อน R2R ไปสู่วงการสาธารณสุขทั่วประเทศดำเนินการมาเป็นเวลาปีเศษ    ก่อกระแสคึกคักในกลุ่มคนหน้างาน หรือเจ้าหน้าที่ระดับทำงานประจำ    ให้เห็นว่า มีวิธีดำเนินการให้งานประจำไม่เป็นเรื่องน่าเบื่อ   ตรงกันข้าม งานประจำเป็นโอกาสในการทำงานเชิงสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จบ   หากคนหน้างานรู้จักทำงานวิจัยแฝงอยู่ในงานประจำนั้น   เพื่อใช้งานวิจัยนั้นเอง พัฒนางาน และพัฒนาตนเอง

          แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าตนเองจะมีความสามารถทำ R2R ได้   บางคนอาจคิดว่าการทำ R2R เป็นภาระเพิ่มขึ้น   เพิ่มความยากลำบาก   เบียดบังเวลาทำงาน   ท่านที่คิดเช่นนี้ ต้องอ่านหนังสือ “เคล็ดไม่ลับ R2R ในบริบท รพศ.  รพท.  รพช.” เล่มนี้   แล้วท่านจะเปลี่ยนใจ 

          มองในมุมหนึ่ง R2R ก็คือการพัฒนางานประจำนั่นเอง    แต่เป็นการพัฒนาแบบมีการออกแบบทำวิจัยควบคู่ไปด้วย   มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเชื่อถือได้   สำหรับนำมาใช้ประเมินและติดตามผลของงานพัฒนานั้น   เพื่อใช้ในการปรับวิธีการของงานพัฒนาจนเกิดผลดีตามที่ต้องการ   และเมื่อได้ผลตามที่ต้องการแล้ว ก็สามารถนำมาเขียนเป็นรายงานผลการวิจัยที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะตีพิมพ์เผยแพร่   หรือนำไปนำเสนอในงานประชุมวิชาการ    ได้ผลงานวิชาการเป็นของแถม   และอาจได้รับรางวัลหรือการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งแถมอีก

          โดยสิ่งที่ได้รับที่แท้จริง คือการทำงานที่สนุก มีชีวิตชีวา มีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ และมีมิตรไมตรี    โดยมีกัลยาณมิตรคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ หรือร่วมคิด ด้านเทคนิควิธีการด้านการวิจัย ในรูปแบบที่ไม่ยาก ไม่น่ากลัว    มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลสำเร็จของ R2R ระหว่างคนหน้างานด้วยกัน   ให้เห็นว่า R2R เป็นเรื่องไม่ยาก และมีคุณค่าสูง    ให้เห็นว่าในงานประจำมีโอกาสทองแห่งการสร้างสรรค์    ยิ่งคนที่มีจิตสาธารณะสูง มีจริตในการคิดทำประโยชน์แก่ผู้อื่นสูงเป็นพิเศษ จะคิดโจทย์วิจัย R2R ที่ล้ำลึกได้โดยไม่ยาก

          หนังสือ “เคล็ดไม่ลับ R2R ในบริบท รพศ.  รพท.  รพช.” เขียนแบบเล่าเรื่อง    เพื่อสื่อสารหลักการ วิธีการ ผลลัพธ์ และผลกระทบ ของ R2R ในบริบทของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก   ให้เห็นว่า R2R ทำไม่ยาก   และจริงๆ แล้ว มีการทำ R2R ในบริบทต่างๆ อยู่แล้วก่อนจะมีการคิดคำนี้ขึ้นมาในปี ๒๕๔๗   และจะเห็นว่า พลังสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนกิจกรรม R2R ไม่ใช่ความรู้เทคนิคด้านการวิจัย ไม่ใช่ความรู้เทคนิคด้านวิชาการ    แต่เป็นพลังของความต้องการบริการผู้ป่วยให้ดีขึ้น เป็นพลังของความต้องการทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น  พลังของความฉงน ต้องการทำงานประจำให้ดีกว่าเดิม มีคุณภาพสูงขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น   พลังที่ยึดโยงอยู่กับการพัฒนางานประจำ จะดึงดูดพลังของความรู้ทางเทคนิควิธีการ และพลังวิชาการเข้ามาเอง   เข้ามารับใช้จิตสาธารณะ

          การฝึกทำ R2R คล้ายการฝึกขี่รถจักรยาน   ในช่วงแรกจะรู้สึกว่ายาก   แต่เมื่อฝึกจนเป็นแล้ว ก็จะเป็นเรื่องง่าย เป็นกิจกรรมที่ทำไปตามธรรมชาติ    ยิ่งทำต่อเนื่องก็จะยิ่งมีลูกเล่น มีความรู้วิธีการต่างๆ มากมาย   ให้รสชาติในการดำรงชีวิตแบบสนุกกับงาน

          แต่จริงๆ แล้ว R2R ไม่เหมือนการขี่รถจักรยาน   เพราะทุกคนต้องหัด จึงจะขี่รถจักรยานเป็น    แต่จะมีคนจำนวนหนึ่ง ที่มีนิสัยและจริยวัตรทำ R2R อยู่แล้ว โดยไม่รู้จักคำว่า R2R   ถ้าเรารู้จักสังเกตและเรียนรู้จากคนแบบนี้    เราจะทำ R2R ได้เก่งยิ่งขึ้น

          และ R2R ยิ่งต่างจากการขี่จักรยาน เมื่อคำนึงถึงประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ได้จากการลงมือทำ    ลูกเล่นที่แพรวพราวของการขี่จักรยานมีมากมาย    แต่ก็ยังไม่เท่าความแพรวพราวของ R2R ที่เนียนอยู่ในเนื้องาน    ยิ่งลงมือปฏิบัติ ยิ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนคอเดียวกัน (คอ R2R) แล้วเอาลูกเล่น หรือวิธีการเล็กๆ น้อยๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย มาลงมือปฏิบัติ แบบปรับใช้ในบริบทของเราเอง   ก็จะยิ่งสะสมและสร้างสรรค์ลูกเล่นที่แพรวพราวได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น   เป็นความงดงามของชีวิต   เพราะได้งอกงามตนเองทุกวัน แพรวพราวขึ้นทุกวัน จากการทำให้งานประจำเป็นงานสร้างสรรค์

          หนังสือเล่มนี้ เป็นกลไกอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยส่งเสริมความแพรวพราวของ “คนคอ R2R”   และช่วยให้ผู้ยังไม่รู้จักพลังของ R2R ได้เข้าใจบ้างรางๆ    โดยผมขอแนะนำว่า วิธีอ่านให้ได้ประโยชน์ต้องอ่านอย่างน้อย ๒ รอบ   รอบแรก อ่านเหมือนอ่านนวนิยาย   คือติดตามเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ ให้ได้อารมณ์ของเรื่อง ทั้งดื่มด่ำในอารมณ์และได้สาระของเรื่อง   รอบที่ ๒ อ่านเพื่อให้ได้สิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด   โดยสวมแว่น “ทำงานประจำให้เป็นงานวิจัย” ค้นหาแบบไม่เพ่งหา    ผมเองมีวิธีค้นหาแบบนี้โดยวิธีตั้งคำถามไว้ล่วงหน้าชุดหนึ่ง   เมื่ออ่านหนังสือแบบหาสาระระหว่างบรรทัด ก็อ่านสบายๆ แบบไม่เพ่ง   ปล่อยให้ใจที่สวมแว่นคำถามมันสะดุดคำตอบเอง    เป็นวิธีหา “ความรู้ฝังลึก” ที่ผู้เขียนเล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรงของเขา    ผมบอกกับตัวเองว่า เป็นเทคนิคการทำเหมืองความรู้ (Knowledge Mining ล้อคำว่า Data Mining)   จากเรื่องเล่าที่เป็นประสบการณ์ตรง    ผมเรียกวิธีอ่านหนังสือแบบนี้ว่า “อ่านแบบไม่อ่าน”

          ผมขอขอบคุณตัวละครตัวจริงทุกคนที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้แทนสังคมไทย   ที่ท่านได้ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งให้แก่สังคม   ขอขอบคุณคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้    และขอเสนอว่ายังมีโอกาสทำหนังสือเล่มต่อๆ ไปอีก   เพราะความรู้เกี่ยวกับ R2R นั้น มีหลายชั้น หลายมิติ หลายมุมมอง    การรวบรวม ตีความ จัดหมวดหมู่ และนำเสนอความรู้จากประสบการณ์ตรง เป็นเรื่องที่ท้าทาย สนุกสนาน และมีคุณค่าสูงยิ่ง   ดังที่ท่านผู้อ่านจะสัมผัสได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้  

          อย่าลืมทดลองอ่านแบบไม่อ่านนะครับ

วิจารณ์ พานิช
๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒