คุณดังตฤณ ได้กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการ นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๗๐ พฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒ ไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับความรวย – ความจน ได้อย่างน่าสนใจว่า...
“คนรวยมากๆนั้น ถ้าเราตัดสินด้วยตาเปล่า จะรู้สึกเหมือนพวกเขามีทุกอย่าง เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอยากมี ไม่ว่าจะเป็นรถคันยาว คฤหาสน์หลังโต หรือกระทั่งเกียรติยศและอิทธิพล ที่มากพอจะเปลี่ยนอะไรในวงกว้าง ภายในชั่ววันเดียวที่พวกเขาต้องการ
แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาล่ะ? …ผมเคยอ่าน สัมภาษณ์ แล้วก็เคยพบตัวจริงมา สะท้อนให้เห็นว่าในส่วนลึกยังรู้สึกขาด เท่าที่ผมรวบรวมแบบแปลกๆไว้ ก็เช่น
๑) บางคนขาดความรู้สึกปลอดภัย วันๆต้องเปลี่ยนเส้นทางเข้าออกจากที่ทำงาน เพราะกลัวพี่น้องด้วยกันจะส่งมือปืนมายิง
๒) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะเจอแต่ลูกน้องคนสนิทที่ปั้นมากับมือ แย่งเก้าอี้ แย่งอำนาจ หรือรวมหัวกันด่าทอในห้องประชุม และน่าเศร้าที่หลายคนในนั้นกระเด็นจากบัลลังก์จนได้
๓) บางคนขาดความรู้สึกว่ามีครอบครัว แม้จะมีลูกเมีย รายหนึ่งแบ่งสมบัติให้ลูกไปเกือบหมด ของตัวเองเหลือพอทำธุรกิจได้ต่อไป แต่วันดีคืนดีธุรกิจเกิดปัญหา ใกล้ล้มละลาย เขาเรียกลูกชายหญิงสามคนมาขอเงินบางส่วนคืน เพื่อจะเอาไปประทังหนี้ที่ต้องจ่ายเดี๋ยวนั้น แต่ลูกทั้งสามปฏิเสธ และบอกว่ามันเป็นปัญหาของพ่อ พ่อก่อปัญหาแล้วไม่ควรทำให้พวกเราเดือดร้อน เขามึนงงและไม่เชื่อหูตัวเอง แต่จากนั้นสองปีเขาก็กู้วิกฤตได้ด้วยตนเอง ทว่าเมื่อมีใครถามถึงลูกๆของเขา เขาจะทำหน้าเฉยชา นัยน์ตาว่างเปล่า และถามกลับว่า "ลูกไหน? ผมไม่เคยมีลูก"
๔) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเอง "มี" เพราะถ้ามีจริง ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย บางคนต้องวิ่งไปขอความสุข ขอความรู้สึกว่า "มี" จากใครบางคน ที่ดูภายนอกเหมือน "ไม่มี" ในสายตาคนทั่วไป ซึ่งก็ได้แก่พระสงฆ์องค์เจ้า ผู้สละเรือน สละสมบัติ สละกรรมสิทธิ์ทุกอย่างทางโลก เหลือเพียงผ้าพันกาย กันอุจาด กับที่อยู่อาศัยซึ่งชาวบ้านลงขันกันสร้างเป็นของกลางของสงฆ์ และอาหารแต่ละมื้อที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ตามกำลัง
คนที่มีอะไรทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรสักอย่าง ต้องเร่ขอความมีไปทั่วทุกทิศ กับคนที่ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่กลับรู้สึกว่ามีครบทุกอย่าง แถมเป็นฝ่ายแจกความมีให้กับใครต่อใครที่เข้ามาหา สะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีหรือไม่มี ไม่ใช่เรื่องของการครอบครองวัตถุภายนอก แต่เป็นเรื่องของการครอบครองสมบัติภายใน ถ้าใครเข้าใจ และสามารถเข้าถึงได้ ก็ย่อมเป็นคน "มั่งมี" ที่ฉายชัดออกมา ให้คนอื่นรู้สึกอยาก "ขอแบ่ง" บ้าง
ความมั่งมี หรือทรัพย์อันเป็นภายใน เป็นอย่างไร? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธนสูตรที่ ๒ ใจความสรุปว่าท่านถือเหล่าอริยเจ้า เป็นพวกที่มีทรัพย์จริง ไม่อาจเรียกว่ายากจนเลย เพราะเป็นของติดตัว เป็นของทำลายไม่ได้ สะสมแล้วไม่อาจเป็นผู้มีใจแห้ง และเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นแก่นสาร ว่าชีวิตของพวกท่านคุ้มค่าแล้ว
ทรัพย์อันเป็นภายในดังกล่าวนี้ แม้เหล่าอริยเจ้าก็มีไม่เท่ากัน มากบ้างน้อยบ้างตามบารมีที่สั่งสมมา และแม้ยังเป็นปุถุชน ก็อาจมีทรัพย์เช่นเดียวกันนี้ได้ เพียงแต่อาจจะไม่คงทนถาวรเหมือนเหล่าอริยเจ้า ผู้บรรลุธรรมแล้ว ที่จะถึงนิพพานแน่แล้ว มีอัธยาศัยในการสละมายาลวงตาแน่แล้ว
… ถ้าคุณเป็นผู้มีศีล คุณย่อมไม่เพ่งเล็งอยากได้ของใครด้วยอาการแห่งขโมย ตราบใดไม่เป็นขโมย ตราบนั้นคุณย่อมไม่รู้สึกว่าตัวเองยากจนกระทั่งสิ้นท่า และถ้าคุณเป็นนักให้ทาน ชอบสละออก คุณย่อมรู้สึกว่าตนเองมีพอจะให้ และในระดับของพระ ที่ใจถึงขนาดสละเรือนได้แล้ว แน่พอจะยกทรัพย์ทั้งหมดของตนให้คนอื่นได้แล้ว จะมีอะไรอีกเล่าที่ให้ไม่ได้?
พอถึงจุดที่สามารถทิ้งอาการกระเสือกระสนเอาเข้าตัว ธรรมชาติของใจคือจะเกิดความรู้สึก "พอ" และความพอ ความไม่อยากเอาเพิ่มนั่นแหละ คือความรู้สึกของเศรษฐีที่แท้จริง! ..."
เป็นผู้ให้ดีกว่าเป็นผู้รับ
สวัสดีครับอาจารย์
ทำให้ผมคิดถึงนิทานเรื่องนี้ครับ
Which of us is poor?
One day a father of very wealthy family took his son on a trip to the country whit the firm purpose of showing his son how poor people can be.
They spent a couple of days and nights on the farm of what would be considered a very poor family.
On their return from their trip, the father asked his son, “How was the trip?”
It was Great, Dad.”
Did you see how poor people can be? The father asked.
“Oh yeah.” Said the son.
“So what did you learn from the trip?” asked the father.
The son answered: “I saw that we have one dog and they had four.”
“We have a pool that reaches to the middle of our garden and they have a creek that has no end.”
“We have imported lanterns in our garden and they have the stars at night.”
“Our patio reaches to the front yard and they have the whole horizon”
“We have a small piece of land to live on and they have fields that beyond our sight.”
“We have a servants who serve us, but they serve others.”
“We buy our food, but they grow theirs.”
“We have walls around our property to protect us; they have friends to protect them.”
With this the boy’s father was speechless.
Then his son added, “Thanks dad for showing me how poor we are.”
คนข้างบ้านครับ เป็นเศรษฐีตัวจริง
เศรษฐีจริงๆก็มี ค่ะแต่ตรงกันข้ามกับที่อาจารย์พูดมา เพราะมีแต่เศรษฐีศูนย์รวมความอยาก อยากมีเงินมากๆ อยากมีตำแหน่งโตๆ แต่ไม่อยากทำงาน อยากได้อยากดีแต่ไม่อยากให้ใคร มีและมากมาย ไม่เคยเจออย่างที่อาจารย์บอกมาเลย จะไปหาได้ที่ไหนค่ะ
ถ้าเรามีความมั่นคงในจิตใจ ยอมรับนับถือคนที่คุณความดี มากกว่าเงินหรือวัตถุ เมืองไทยก็น่าอยู่มากขึ้น ตกใจจริงๆที่ผลการสำรวจพบว่าคนเป็นจำนวนมาก (แม้แต่นักศึกษา ปัญญาชน) ยังเห็นว่า ถ้าใครก็ตามทำให้เศรษฐกิจดีแม้จะคดโกงบ้างก็ไม่เป็นไรยอมรับได้ น่ากลัวนะ