พักนี้ได้เมล์โจมตีเสื้อแดง-เสื้อเหลืองบ่อย รู้สึกรำคาญเป็นอย่างยิ่ง
อยากแสดงความเห็นดังนี้ครับ
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ชอบคุณทักษิณเอาเสียเลย ไม่ใช่เพราะการทุจริตของแก(ทุกๆรัฐบาลมันก็คือๆกัน)
แต่เพราะแนวทางในการบริหารประเทศของแกที่พยามจะยัดความเป็นทุนนิยมเสรีเข้าไปในทุกหน่วยของสังคม
ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มากอยู่แล้วยิ่งมากขึ้นไปอีก
ก่อน 19 กันยาผมยังไปชุมชุมกับพันธมิตรฯเพื่อขับไล่คุณทักษิณมาครั้งนึงเลย…
แต่ที่อยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นก็คือ ผมคิดว่าตอนนี้สังคมเรากำลังถูกครอบงำด้วย"วาทกรรมของความเป็นอื่น"
อย่างที่ชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน สิ่งที่แกนนำของผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายทำ คือพยายามจะผลักให้ผู้คนเลือกข้าง
และแบ่งแยกคนที่เห็นไม่ตรงกันกับเราเป็น “คนอื่น” ซำร้ายบางคนยังมองว่าเป็น "ศัตรู" ด้วย
ซึ่งผมเห็นว่าน่ากลัวอย่างยิ่ง ยิ่งโครงสร้างของสังคมเราที่มันหลวมและมีความเหลื่อมล้ำมากอยู่แล้ว
การถูกทำให้มองคนที่คิดต่างเป็นฝ่ายตรงข้ามยิ่งส่งผลที่ลึกกว่าที่จะแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวก็อย่างเช่น เวลาเราดูข่าวการชุมนุมของม๊อบเกษตรกรต่างๆ สิ่งที่คนเมืองอย่างเราคิดก็คือ
“เอาอีกแล้ว รถติดอีกแล้ว งานการไม่ทำมัวแต่มาประท้วงกันอยู่อย่างนี้แล้วมันจะรวยมั๊ย” คิดแล้วก็นั่งกินไก่ซีพีต่อ
ที่ยกตัวอย่างมาก็คือ ความรู้สึกของเราต่อ “คนอื่น” ที่ไม่เกี่ยวกับเรา โดยที่ไม่ได้นึกมองในมุมของเค้าว่าเหตุที่เค้าทำแบบนั้น
มันเพราะอะไร ทำไมเขาต้องมาปิดถนน
เรามองคนไทยด้วยกันที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองเดียวกันว่าเป็นคนอื่น
เราไม่เคยคิดเลยว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่เราซื้อมากินในราคาถูก(19 บาท)นั้นเกิดมาจากการที่เกษตรกรถูกเอาเปรียบขนาดไหน
การที่เรามีน้ำ-ไฟ ใช้ในราคาถูก ต้องแลกมาด้วยแหล่งน้ำ หรือสุขภาพของชาวบ้านใกล้ๆโรงไฟฟ้ากี่ครอบครัว…เราไม่เคยมองตรงนั้นเลย
ยิ่งสถานการทางการเมืองตอนนี้ยิ่งทำให้ความรู้สึก(หรือไม่รู้สึก) นั้นยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก
จากที่ไม่เคยสนใจคนไทยต่างจังหวัดเลย เมื่อเราเห็นพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ว่ากันว่าเป็นคนต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่
ยิ่งสร้างอคติของเราต่อคนต่างจังหวัดมากขึ้น
เคยคิดมั้ยว่าเค้ามีความคับแค้นอะไร ถึงต้องมาปิดถนน เผารถเมล์...
เชื่อจริงๆหรือว่าเงินค่าจ้าง 500 บาทจะทำให้คนมาเสี่ยงชีวิตได้ขนาดนี้
ยังจำวันที่พันธมิตรปิดสนามบินได้มั๊ย ปฏิกริยาของเราเป็นอย่างไร...อาจจะก่นด่าเขานิดหน่อย
แล้วก็นั่งกินข้าวต่อ ...ก็รถมันไม่ติดนี่(ลองนึกภาพคนที่ต้องใช้เครื่องบินวันนั้นว่าจะเจ็บแค้นขนาดไหน)
แล้วลองถามตัวเองว่าวันที่เสื้อแดงปิดถนนทำไมเราเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเราเดือดร้อนโดยตรง
วันที่มีการสลายการชุมนุมผมไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ได้ยินแม่ค้าคุยกันว่า
“โธ่เอ๊ยยย เรียนหนังสือรึเปล่าก็ไม่รู้ ยังจะมีหน้ามาเรียกร้องหาประชาธิปไตย”
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งผมว่าอคติแบบนี้อันตรายมากๆ
อันตรายกว่าคุณทักษิณ อันตรายกว่าสามเกลอหัวขวด อันตรายกว่าท่านศาสดาลิ้ม
เพราะมันทำให้ความแตกร้าวที่มีอยู่เดิมในสังคมระหว่าง ชนชั้นกลาง กับชนชั้นรากหญ้ายิ่งเห็นชัดขึ้น จนอาจจะยากที่จะเยียวยา
ที่สำคัญก็คือทั้งสองฝ่ายจะไม่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
คนเมืองมองว่าชาวบ้าน โง่ จน ขายเสียง ถูกชักจูงได้ง่าย(ซึ่งอาจจะไม่จริง)
คนชนบทมองว่าคนเมืองเอาเปรียบ ไร้น้ำใจ กดขี่ (ซึ่งอาจจะจริง)
ถามว่าอคติแบบนี้เพิ่งเกิดหลังจากมีคุณทักษิณหรือ…ตอบว่ามันมีมาก่อนและฝังลึกในจิตใต้สำนึกของเรามาตั้งนานแล้ว
เพียงแต่เราไม่อยากจะยอมรับ เพราะกลัวที่จะถูกหาว่าเป็นคนไม่ดี ไม่มีความเห็นอกเห็นใจเท่านั้นเอง
ถามจริงๆเถอะว่าพวกเราเคยพยายามทำความเข้าใจฝ่ายที่คิดไม่ตรงกับเราบ้างไหม
พันธมิตรเคยนั่งคุยกับเสื้อแดงที่มาชุมนุมไหมว่าเค้ามาทำไม เค้ารู้สึกอย่างไร ถูกจ้างมาหรือเปล่า
เชื่อคุณทักษิณจริงหรือ…เคยแม้แต่จะดูข่าวที่เค้าไปสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมหรือไม่
เสื้อแดงเคยนั่งคุยกับพันธมิตรไหมว่าคุณทักษิณเลวยังไง นโยบายเค้ามันเลวร้ายกว่านโยบายรัฐบาลอื่นยังไง
ไอ้กองทุนหมู่บ้านเนี่ยมันไม่ดียังไง นอกจาก “ความจริงวันนี้” เคยดูความจริงวันอื่นบ้างไหม
ที่ผมเห็นๆอยู่ตอนนี้ก็คือ พอเราฟังใครพูด สิ่งแรกที่เราจะทำคือคิดก่อนว่า “มันอยู่ฝั่งไหน”
ถ้ามีเหตุให้เราคิดว่าเค้าอยู่อีกฝ่ายเราจะสร้างกำแพงขึ้นมาทันที ไม่ว่าเขาจะพูดมีเหตุผลอย่างไร
เราก็ไม่ฟังและหาเหตุผลมาแย้งมันได้ทุกเรื่อง
เราตัดสิน “คนอื่น” ด้วยอคติส่วนตัวทั้งนั้น
บอกตรงๆว่าตอนนี้ผมเลิกสนใจไปแล้วว่าใครจะชนะใครจะแพ้ในสงครามครั้งนี้
(สงครามที่นำโดยชนชั้นนำสองฝ่ายที่คิดต่างกันคนละขั้ว และใช้ประชาชนเป็นตัวหมาก)
แต่ที่อยากจะบอกก็คือการมองอะไรด้วยอคติ และตัดสินคนอื่นด้วยอารมณ์ มันจะทำให้เราหลงทาง
การมองอะไรแบบเหมารวม ติดสินง่ายๆว่าฝ่ายโน้นดีฝ่ายนี้ชั่ว…เป็นมิฐฉาทิฐฐที่ไม่น่าให้อภัย
อยากให้ทั้งสองฝ่ายก้าวพ้นจากคุณทักษิณเสียที สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ทักษิณแต่เป็น"คนแบบทักษิณ"ต่างหาก
ซึ่งผมว่า "คนแบบทักษิณ" ตอนนี้มีทั้งที่ใส่สีเหลืองและสีแดง
หัดที่จะฟังและเคารพ และคิดตามความเห็นของคนที่ไม่ได้เห็นตรงกับเราเสียบ้าง เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง
ก็คุยกันหาจุดร่วมที่พอจะรับได้…นั่นแหละที่เรียกว่าประชาธิปไตย
ปล.จะถูกหาว่าเป็นอีแอบมั๊ยเนี่ย
สวัสดีค่ะ
เขียนไม่เก่ง ถนัดอ่านมากกว่า ไว้จะเข้ามาอ่านความคิดเห็นของผู้รู้ทั้งหลายค่ะ