ข้อมูลเวลากินอาหาร เวลาเจาะเลือด เวลากินยา หากมีความชัดเจนพอ ช่วยให้การวางแผนดูแลคนไข้เบาหวานง่ายขึ้น แปลผลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของโรคได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

วันก่อนเล่าเรื่องลุงที่เป็นมุสลิมคนหนึ่งเอาไว้ วันนี้ขอนำมาเล่าต่อเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน

วันนี้ที่แวะมาเยี่ยมลุงอีก มา่ตามดูผลที่ขอจากทั้งพยาบาลและภรรยาลุงไว้นะแหละ เผื่อว่าจะช่วยหมอเจ้าของไข้เขาได้บ้าง 

ได้ข้อมูลมาแล้วก็จับเอาข้อมูลมาไล่เรียงกันใหม่  ได้มาอย่างนี้  

เมื่อวานคนไข้กินข้าวต้มได้เพียงถ้วยเดียวทั้งวัน  ผลเลือดที่เจาะ 15.00 น. สูงถึง 300 กว่า

เอ๊ะกับค่าเลือดที่เจาะได้อีกแล้ว  อะไรกันกินข้าวต้มถ้วยหนึ่งนี่น่ะ ทำให้น้ำตาลขึ้นไปถึงขนาดนี้ น่าจะมีอะไรคลาดเคลื่อนอยู่นะสำหรับข้อมูลที่อยู่ในมือ ก็ข้าวต้มนะมันทำให้น้ำตาลขึ้นน้อยกว่าข้าวสวยตั้งเยอะ แล้วกินแค่สองสามคำต่อครั้งเองนะ ป้าแกไม่ได้หลอกหรอกน่า ดูท่าแล้วอยากจะกลับบ้านอยู่่นา

นึกไปนึกมาก็นึกขึ้นได้ หาข้อมูลเรื่องเวลากินข้าวกับเวลาเจาะเลือด ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร เวลาเกิดห่างแค่ไหนเพิ่มดีกว่า


ถามไถ่เพิ่มเติมก็ได้ความมาว่า เลือดนะ่เจาะหลังกินข้าวต้มครึ่งชั่วโมง 

นี่ไงๆ เอาแล้วซิเกือบแปลผลเลือดครั้งนี้ผิดไปแล้วซิ  ก็จะแปลว่าเบาหวานขึ้น ควรที่จะดูที่ค่าเลือดหลังกินอาหารไปแล้ว 4 ชั่วโมงนะ  นี่กินเข้าไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง

จึงดูต่อผลเลือดเจาะครั้งถัดมาเวลา 20.00 น. ปรากฎว่าสูงเกินกว่า 300 อีกแล้ว 

บทเรียนจากผลครั้งที่แล้ว ทำให้ต้องถามกลับเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าคนไข้กินอะไรก่อนเจาะเลือดรึเปล่า 

คำตอบบอกว่าไม่ได้กินอะไรอีกหลังจากกินข้าวต้ม  เออ ค่านี้น่าจะเชื่อได้นะ ว่าเบาหวานขึ้น แต่เอาไว้ก่อนไว้ดูข้อมูลให้หมดก่อน

ดูต่อผลเลือดอีกค่าดีกว่า อ้าวมีแต่ผลเลือดของเช้าวันนี้ 7.00 น. ดูดีทีเดียวผลเลือดตอนเช้า  ได้ค่าที่ 148 เท่านั้นเองแหละ 


ป้าเสริมข้อมูลให้รู้้ว่า ผลเลือดที่เจาะได้ตอนเช้านั้น คนไข้ยังไม่ได้กินอะไรลงท้องเลยแม้แต่น้ำ  วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานที่คนไข้กินข้าวได้แค่สองสามคำ

เมื่อไล่เรียงผลที่เจาะเลือดและมื้ออาหารได้แล้ว ฉันก็ชวนป้าให้ดูผลที่เปรียบเทียบมื้อและจำนวนการกินไปด้วยกัน

ป้าเริ่มอ้อว่า ผลเลือดมีผลมาจากการกินอาหารที่ป้าจัดให้ลุงนะ และเวลากินกับเวลาเจาะเลือดนะสำคัญในการแปลผลด้วย 

เมื่อได้ผลเลือดทั้ง 3 ครั้งมาดู ทำให้ฉันกลับไปทวนดูแผนการรักษา บะแหล่วคนไข้รายนี้ไม่มียาคุมเบาหวานอยู่ในแผนยาที่รักษานี่นา  เอาแล้วซิ  รึว่าป้าฉีดยาเบาหวานให้ลุงเอง

ฉันกลับไปถามป้า้อีกครั้งว่า    "ยาฉีดที่เคยฉีดรักษาตามที่หมอร.พ.เดิมสั่งให้นั้น ยังฉีดให้ลุงอยู่รึเปล่า"

ป้าตอบมาว่า "ไม่ได้ฉีดตั้งแต่วันมานอนร.พ." 

"อ้าว" นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ฉันร้องออกมาก่อนผละมาจากป้า


บทเรียนจากเรื่องนี้

- แปลผลว่าน้ำตาลสูง ทั้งๆที่อาจจะไม่สูงจริง จะพลาดได้หากว่า้ใช้ค่าที่เจาะหลังกินครึ่งชั่วโมงเป็นค่าบอกว่าสูง อย่างในลุงคนนี้

-ตั้งเวลาเจาะเลือดตามสะดวกของคนดูแล แล้วไม่สนใจเวลากินอาหารจริงๆของคนไข้ จะแปลผลความสัมพันธ์ของค่าเลือดและผลของอาหารต่อระดับน้ำตาลในคนเบาหวานไม่ตรงจริง

- คนไข้รับการรักษาจากที่หนึ่งเป็นประจำอยู่แล้ว และย้ายเข้ามาอยู่ในมือให้รักษา ถ้าไม่ทวนสอบแผนการดูแลตนเองจากผู้ดูแล(ญาติ)ให้รู้เขารู้เราไว้ก่อน จะมีจุดพลาดเกิดได้จากวางใจว่าคนไข้ฉีดยาเองอยู่แล้ว ทำให้เริ่มยารักษาช้าได้อย่างเช่นกรณีของลุง


- กะอีแค่ข้าวต้มถ้วยเดียว (มีข้าวต้มราวๆ 2 ทัพพี) กว่าที่ลุงจะจัดการน้ำตาลให้ลงต่ำได้โดยไม่ใช้ยา ก็ใช้เวลาซะนานตั้ง 15 ชั่วโมงเชียวนะ (ระยะห่างจาก 15.00 น. - 7.00 น. วันรุ่งขึ้น) และถ้าไม่เจาะเลือดและจดเวลากินอาหารไว้เป็นระยะๆก็ไม่รู้ด้วยนะ

- เรื่องของลุงเตือนใจว่า คนไข้ที่เป็นเบาหวานน้ำตาลขึ้นสูงมากทั้งๆที่กินน้อยๆก็ได้นะ

- อย่าเชียวนะ อย่าเชียว อย่ารีบสรุปว่า ข้าวต้มทำให้เบาหวานขึ้น อย่าเชียว ความรู้จากลุงได้มาแค่มุมเดียวว่า กินข้าวต้มเข้าไป กว่าที่จะจัดการให้น้ำตาลในเลือดลงมาปกติได้ ลุงนะใช้เวลานานน๊านนานทีเดียว

ขอบคุณลุงที่เป็นครู

28 พ.ค.2552