โละขยะออกจากใจ

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า อายุเท่าไรดีจึงควรหันหน้าเข้าหาธรรมะ ?
มีหลายคนบอกว่า...เอาไว้เกษียณก่อนแล้วค่อยคิดถึง หรือบ้างก็บอกว่า...เป็นเรื่องของคนแก่รีบคิดไปทำไม !
ทั้งที่ความจริงไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าไร ก็สามารถศึกษาธรรมะได้ทั้งนั้น เนื่องจากคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสากลและตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเหตุและผล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็สามารถทำความเข้าใจและปรับมาใช้กับชีวิตประจำวันได้
เช่นเดียวกับที่ "สิริมตี นิมมานเหมินท์" หรือ ติ๊บ นักบินสาวแห่งบางกอก แอร์เวย์ส ลูกไม้ใต้ต้นของ "กัปตันอัศวิน นิมมานเหมินท์" แห่งการบินไทย สาวสวยที่มีความมั่นใจเกินร้อย จนบางครั้งกลายเป็นความก้าวร้าว หัวรั้น และนิสัย (ที่เคย) แย่ๆ ของเธอได้สร้างความปวดร้าวทางจิตใจให้กับผู้คนรอบกายหลายต่อหลายครั้ง สิริมตีได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ ประเทศอังกฤษ ในฐานะนักเรียนทุน เธอต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด บ้านพัก ก็ต้องอยู่ร่วมกับ เพื่อนต่างชาติต่างภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งที่เธอไม่ชอบ "มีคนหนึ่งที่ติ๊บไม่ชอบเอามากๆ เพราะติ๊บรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้เห็นแก่ตัว ทำให้เขาทำอะไรก็พานขัดหูขัดตาไปหมด เธอต้องทนเก็บเอาความไม่พอใจนี้ไว้ถึง 7 เดือน เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปิดเทอม คุณแม่ของติ๊บชักชวนไปอบรมธรรมะที่ มศว.ประสานมิตร โดยลูกศิษย์ของหลวงปู่ทูล ในช่วงท้ายของการอบรมวิทยากรหรือน้าญาติธรรมได้ให้ทุกคนเล่าถึงความทุกข์ที่มีในใจตัวเอง ติ๊บจึงเล่าความทุกข์จากพฤติกรรมของเพื่อนร่วมบ้านให้ฟัง" ความทุกข์ของติ๊บ คุณน้าญาติธรรมเปรียบเทียบเหมือนเรื่องเป็ดกับไก่ที่เป็นเพื่อนกัน... "วันหนึ่งเป็ดว่ายน้ำอยู่อย่างสนุกสนาน แล้วก็คะยั้นคะยอให้ไก่ลงมาว่ายน้ำด้วยกัน ไก่ปฏิเสธ เป็ดก็โกรธไก่ น้าเขาบอกว่าติ๊บเหมือนกับเป็ด แล้วเพื่อนที่ติ๊บไม่ชอบเขาเป็นไก่ เราไม่สามารถเปลี่ยนให้ใครมาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นได้ เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของเขา เหตุที่ติ๊บไม่พอใจเพื่อนเพราะเขาไม่เปลี่ยนตามที่ติ๊บต้องการ ติ๊บได้ฟังอย่างนั้นก็เออ...จริงด้วย เราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ ก็ย้อนกลับมาคิดว่าที่ผ่านมาเราโกรธหรือหงุดหงิดเพราะเราไม่พอใจที่คนอื่นเขาไม่ทำอย่างที่เราอยากให้เป็น" ขยะในใจ คนที่จะหยิบออกคือตัวเรา "สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเราไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือเรื่องแย่ๆ ที่เราเก็บมาคิดทั้งหลายเป็นเหมือนขยะอยู่ในใจของเรา เรามองความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา แต่ความผิดของเราเท่ากับเมล็ดถั่ว เราไม่เคยน้อมดูใจเราเองเลยว่าเรากับเขาก็เหมือนกัน สามารถทำผิดได้เท่ากัน" ..."การน้อม" ก็เหมือนกับการหันมาถามตัวเราเองว่าเรามีแต่ข้อดีเหรอ หรือความจริงแล้วเรามีเรื่องอะไรติดค้างอยู่ในใจ การศึกษาธรรมะดีตรงที่มันบอกด้วยตัวมันเอง ถ้าเราเห็นอะไรไม่ตรงกับความเป็นจริง มันจะมีความหงุดหงิด ทุกข์ใจ น้อยใจ หรือโกรธ ถ้ามีอาการเหล่านี้แสดงว่าเราต้องแก้ไขแล้ว แต่คิดแบบไม่เข้าข้างตัวเองนะ ต้องใช้ความพยายามพอสมควรที่จะค้นหาใจ ค้นหาความคิดของตัวเอง หงุดหงิดก็ยอมรับว่าหงุดหงิด แล้วค่อยไปหาสาเหตุว่าหงุดหงิดเพราะอะไร ถ้าไม่ยอมรับโอกาสที่จะเอาความหงุดหงิดนั้นมาหาทางออกก็หมดไป ไม่ใช่ว่าคนเราจะหงุดหงุด เรื่องเดิมตลอดเวลานี่ ถ้าไม่เอามาแก้โอกาสที่จะมาแก้อาจจะไม่มีแล้วก็ได้ "ตัวติ๊บเองถ้าไม่ได้คำแนะนำของญาติธรรมหรือวิทยากรที่ติ๊บเข้าอบรมก็คงไม่มีวันนี้" ...สำคัญที่ต้องมีคนแนะนำเรา ไม่ใช่อยู่ๆ เราจะสามารถคิดเองได้ ติ๊บเองก็คลุกคลีกับธรรมะมานาน แต่ไม่มีใครสามารถสื่อกับเราให้เราเข้าใจได้แบบนี้ และตลอดเวลาเรารู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัว ยากในการเข้าถึง พอได้คำแนะนำที่ตรงกับความเข้าใจของเรา จนเราเข้าใจสามารถเอามาใช้กับชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนตัวเราเองให้มีความสุขมากขึ้น ก็ลดพฤติกรรมแย่ๆ เก็บขยะออกจากใจได้ ชีวิตเราก็มีความทุกข์น้อยลง" ครั้งไหนที่หญิงสาวไม่ต้องไปบิน เธอก็จะใช้เวลาว่างนั้นถ่ายทอดหลักธรรมในรูปแบบเดียวกับที่เธอได้รับการถ่ายทอดมาจากญาติธรรมให้แก่เด็กๆ ด้วยเรื่องราวที่เข้าใจง่าย เพราะเธอเป็นคนช่างสังเกต นำเอาสิ่งรอบตัวมาเชื่อมโยงอุปมาอุปไมยเข้ากับหลักธรรม ทำให้แม้แต่เด็กเล็กก็เข้าใจได้ จากกิจกรรมการอบรมหลายครั้งทำให้สิริมตีคิดที่จะแบ่งปันแนวคิดนี้ให้แก่ผู้คนมากขึ้น เธอจึงเขียนหนังสือกุญแจใจ โดยมุ่งหวังให้วัยรุ่นได้มีโอกาสเข้าใจธรรมะอย่างที่เธอได้รับมาก่อน ธรรมะกับชีวิต "ธรรมะสามารถใช้กับทุกช่วงในชีวิต แล้วแต่ความคิดของเรา การกระทำและคำพูดของเรามันเกิดจากตัวเราทั้งนั้น เมื่อเราเอาธรรมะมาใส่ในความคิดจะพบว่าธรรมะคือธรรมชาติและความเป็นจริง ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี สามารถชั่งน้ำหนักได้ ไม่ว่าในการทำงานหรือชีวิตประจำวันเราสามารถเอามาใช้ได้หมด" ติ๊บเองก็ประยุกต์เอามาใช้กับการทำงานของเธอด้วยหลัก "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" "คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าเราต้องไปทำบุญที่วัด แต่ถ้าเราลองมองดูดีๆ การทำบุญคืออะไร บุญคือความสุขที่เกิดขึ้นที่ใจ ลองดูสิว่าอาชีพการงานของเราสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไรบ้าง เป็นนักบิน เราก็ขับเครื่องบินให้ดีๆ ลงจอดให้นุ่มนวล บางคนเก็บเงินเพื่อจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยว ถ้าเราเอาหัวใจใส่ไปในงาน เราจะได้รับรู้ถึงความสุขของผู้โดยสารที่เดินทางไปที่ต่างๆ นี่คือการทำบุญอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการทำบุญไม่จำกัดอยู่ที่วัดอย่างเดียว เราทำบุญได้ตลอดเวลา" ความสุขเกิดขึ้นในหัวใจ ก่อนจะมาปฏิบัติธรรม สิริมตียอมรับว่าคนรอบข้างต่างหลีกไกลจากเธอ เพราะกลัวถูกวิจารณ์หรือต้องทะเลาะกับเธอ แต่เมื่อเธอเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง รอบตัวเธอก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี "เมื่อก่อนติ๊บก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่รู้หรอกว่าการรักษาใจเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผ่านมาเราเรียนรู้แค่การรักษาร่างกาย กินอาหารดีๆ ทำงานดีๆ ได้เงินเดือนเยอะๆ เราจริงจังกับทุกเรื่อง แต่เราลืมนึกถึงเรื่องใจ คนมองข้ามเพราะไม่รู้ว่าจะรักษาได้ยังไง คิดว่าโดนด่าก็ต้องโกรธ คิดว่าเศรษฐกิจแย่ก็ต้องเดือดร้อน คิดว่าได้ผู้นำประเทศที่ไม่ถูกใจก็ต้องโกรธ สรรหาวิธีที่จะทำร้ายจิตใจตัวเอง !" "คนแสวงหาความสุขจากภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้วความสุขหรือความทุกข์เกิดขึ้นที่ใจของเรา สิ่งที่มีอิทธิพลที่สุดคือความคิดของเรา แต่เราคิดว่าคนอื่นทำให้เรามีความทุกข์ มันก็เลยแก้ผิดจุด ถ้าทุกคนรู้ความลับข้อนี้ว่าความคิดนี่แหละที่ทำให้ใจเป็นทุกข์หรือเป็นสุข แล้วหันมาสนใจการดูแลใจของตัวเองมากขึ้น พอดูแลใจของตัวเองก็เข้าใจคนอื่นด้วย ถ้าตัวเองต้องการความสุข คนอื่นก็ต้องการความสุขด้วยเหมือนกัน ถ้าเราต้องการคำพูดหวานๆ การแสดงการปฏิบัติที่ดีๆ คนอื่นเขาก็ต้องการเช่นกัน ในที่สุดทุกอย่างมันก็ให้อภัยกันได้" หากคิดจะปฏิบัติธรรมในรูปแบบเดียวกับ "สิริมตี นิมมานเหมินท์" ต้องไม่ลืมว่า "ใจ" ของเราเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยความเข้มแข็งอย่างมาก เพราะสิ่งที่สอนได้ยากที่สุด คือ "จิตใจของตัวเอง" บางส่วนจาก ธรรมะมุมใหม่ สิริมตี นิมมานเหมินท์
|