ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕ ตอนที่ ๖ ตอนที่ ๗ ตอนที่ ๘ ตอนที่ ๙
ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้ โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า จึงทยอยลงหลายตอน
ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก
วิกฤติ กระบวนทัศน์ มโนทัศน์ เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร
ต่อจากตอนที่ ๙
การเปลี่ยนแปลงประชากรและกลุ่มเป้าหมายอุดมศึกษาที่เปลี่ยนไป
ประเด็นที่ผมจะกล่าวต่อนั้น ผมหยิบยกบางประเด็นมาจากแผนอุดมศึกษาระยะยาว ฉบับที่ 2 (2551-2565) ตอนที่ทำงานแผนอุดมศึกษาระยะยาว ทีมที่ช่วยกันทำแผน คณะกรรมการกำกับแผน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาคสังคมและเศรษฐกิจ มองเห็นโจทย์ของประเทศและโจทย์ของอุดมศึกษา 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นภาพฉายอนาคตของโลกที่จะส่งผลต่อทุกภาคส่วน ทั้งสังคมทั้งการศึกษา รวมทั้งอุดมศึกษา และส่วนที่สองเป็นสภาพของระบบขององคาพยพอุดมศึกษา ส่วนแรกประกอบด้วยประเด็นความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร พลังงานและสิ่งแวดล้อม การมีงานทำและตลาดแรงงานในอนาคต การจัดการความขัดแย้งและความรุนแรง การกระจายอำนาจการปกครอง เยาวชนไทย นักศึกษาไทย และบัณฑิตในอนาคต และเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนที่สองเป็นเรื่องรอยต่ออุดมศึกษากับการศึกษาระดับอื่น การแก้ปัญหาอุดมศึกษาในปัจจุบัน ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเงินอุดมศึกษา การพัฒนาบุคลากรในอุดมศึกษา เครือข่ายอุดมศึกษา การพัฒนาอุดมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ ผมจะไม่พูดทุกประเด็น แต่จะหยิบบางประเด็นที่สำคัญเพื่อเป็นฐานของการคิดต่อไป

สิ่งแรกที่เราไม่ตื่นตัวเท่าที่ควรคือสภาวะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมสูงอายุ (Aging society) เด็กเกิดน้อยลง คนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น จำนวนคนที่ไม่ได้ทำงานคือเด็กและผู้สูงอายุมากขึ้นตลอดเวลา แต่จำนวนคนทำงานไม่เปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้นสัดส่วนคนทำงานต่อคนที่ไม่ได้ทำงานจะลดลง ถ้าเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าเดิมหรือมากขึ้น คนทำงานแต่ละคนจะต้องสามารถเพิ่มขึ้นที่จะดูแลคนที่ไม่ได้ทำงาน ผมขอแสดงการเปลี่ยนแปลงประชากร(demographic profile)ของประเทศไทยช่วงเวลา 20 ปีระหว่างปี 2543 และ2563 จากการศึกษาของอาจารย์เกื้อ วงศ์บุญสิน ในรูปนั้นใต้เส้นประสีแดงเส้นล่างคือคนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษารวมทั้งอุดมศึกษา เหนือเส้นประสีแดงเส้นบนเป็นคนสูงอายุ ระหว่างสองเส้นประเป็นคนในวัยทำงาน ภายใน 20 ปีจำนวนคนใต้เส้นประเส้นล่างน้อยลงหรือคนที่จะเข้าเรียนหนังสือลดลง เหนือเส้นประเส้นบนคนสูงอายุเพิ่มขึ้น จำนวนคนวัยทำงานคือระหว่างเส้นประสองเส้นค่อนข้างคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง คนเหล่านี้ต้องหาเลี้ยงคนไม่ทำงานคือเด็กนักเรียนใต้เส้นประล่าง และคนสูงอายุเหนือเส้นประบน เราจะออกแบบการศึกษาการพัฒนาคนอย่างไรให้คนทำงานสามารถเลี้ยงคนไม่ทำงานได้เพิ่มขึ้น อีกนัยหนึ่งก็คือคนทำงานต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มขึ้นทางเศรษฐกิจ เราจะ สร้างแรงจูงใจใดที่ยังให้ผู้สูงอายุที่สุขภาพดีทำงานได้ต่อไปหรือเป็นหลักทางสังคม ให้ผู้สูงอายุมีผลผลิตให้ประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม
อุดมศึกษาไทยปัจจุบันเน้นให้การศึกษาแก่ คนวัยอุดมศึกษา(อายุ 18-22 ปี) ที่ยังไม่เคยทำงานและไม่มีประสพการณ์ชีวิต ภาษาอังกฤษเรียกคนวัยนี้ว่า “กวางเขาเขียว (Green horn)” คือกวางที่เขายังไม่แข็ง ขวิดกับกวางอื่นเขาก็หักหมด ตอนนี้ทั้งอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาดูแต่กวางเขาเขียว ไม่ได้ดูคนวัยทำงานหรือกวางเขาแข็ง กราฟที่ผมแสดงเป็นแนวโน้ม (Projection) ผู้เรียนในระดับต่างๆในช่วง 25 ปีระหว่าง 2540-2565 จะเห็นว่าผู้เรียนก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษาลดลงตลอดเพราะคนเกิดน้อยลง เด็กเข้าเรียนประถมศึกษาน้อยลง ก็จะทำให้เด็กเรียนมัธยมศึกษาน้อยลง และคนเรียนอุดมศึกษาน้อยลงเป็นลำดับต่อเนื่องกันมา เด็กที่เข้าเรียนประถมศึกษาน้อยลง ทำให้โรงเรียนประถมเริ่มร้าง นักเรียนมัธยมศึกษาน้อยลง โรงเรียนมัธยมศึกษาก็จะเริ่มร้าง แม้ว่าคนเรียนอุดมศึกษาเพิ่มขี้นในช่วงทศวรรษ 2540 และในต้นทศวรรษ 2550 แต่เป็นผลของอัตราการเรียนต่อจากประถมศึกษาไปมัธยมศึกษาสูงขึ้นจากการขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 9 ปีและการศึกษาพื้นฐานเรียนฟรี 12 ปีเมื่อ 2542 รวมทั้งเศรษฐกิจของคนโดยรวมดีขึ้น ลูกหลานจึงได้เรียนสูงขึ้น ไม่ใช่เพิ่มเพราะคนเกิดมากขึ้น ช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 2550 กลุ่มกวางเขาเขียวจะเริ่มลดลงต่อเนื่อง
ถ้าเราไม่เปลี่ยนกระบวนทัศนการศึกษา จะสอนกวางเขาเขียว ไม่สอนกวางเขาแข็ง ภายในไม่เกินสิบปีมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มร้าง ไร้ความหมายที่จะตอบโจทย์ประเทศ ทั้งๆที่ประเทศลงทุนกับอุดมศึกษาไปมากมาย จำนวนนักเรียนประถมศึกษาและนักเรียนจบมัธยมปลายที่จะเรียนอุดมศึกษามีเวลาทิ้งช่วง(time delay)ราว 12 ปี เช่นสมมติว่า ปี 2540 คนเรียนประถมศึกษาจำนวน 6 ล้านคน อีก1ปี ในปี 2552 สมมุติว่าคนเรียนจบ70 % จะมีคนจบมัธยมศึกษา 4.2 ล้านคน ถ้าออกแบบระบบอุดมศึกษาเมื่อ 2552 เพื่อรองรับคน 4.2 ล้านคน(สมมุติว่าจบมัธยมศึกษาแล้วเข้ามหาวิทยาลัยหมด ซึ่งไม่จริง) จะมีปัญหาแล้ว เพราะในปี 2552 มีเด็กประถมศึกษา 5.4 ล้าน แต่อีก 12 ปีในปี 2564 จะเหลือเรียนอุดมศึกษาเพียง 3.8 ล้านคน จะเห็นว่าใน12 ปีระหว่าง 2552-2564 คนเข้าเรียนอุดมศึกษาที่มีอายุอยู่ในวัยอุดมศึกษาหรือพวกกวางเขาเขียวลดลง 10% และจะลดลงเร็วขึ้น จากกราฟที่แสดง คนเรียนอุดมศึกษาใหม่จะอิ่มตัวใน 3-4 ปีจากนี้ไปในกลางทศวรรษ 2550 หลังจากนั้นจะตกลงตลอด นี่คือพวกกวางเขาเขียว หรือคนเรียนการศึกษาพื้นฐาน 12 ปีแล้วเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปทันที คนกลุ่มนี้จะลดลง

บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่
วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒