วิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา เมื่อ ๒๕๐๐ ปีเศษ ที่สวนลุมพินีวัน ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับ เมืองเทว ทหนคร ณ ที่นั้น พระนางสิริมหามายา อัครมเหสีของ พระเจ้าสุทโธทนะได้ประสูตร พระโอรสพระองค์หนึ่ง ครั้นประสูติแล้วได้ ๕ วันพระเจ้าสุทโธทนะทรงทำมงคลพิธีขนานพระนามว่า ั"สิทธัตถราชกุมาร"เมื่อสิทธัตถราชกุมารทรงพระเจริญขึ้น ได้รับการศึกษาในสำนักครูวิสามิตรจนจบวิทยาการที่อาจารย์สอนให้ ครั้นพระขนม์ได้ ๑๖ พรรษา ก็ทำพิธีอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาราชบุตรีของพระเจ้าสุปพุทธะ กษัตริย์กรุงเทวทหะ สิทธัตถราชกุมารเสวยสุขสมบัติอยู่ตลอดกาล จนพระชนม์ได้ ๒๙ พรรษา มีพระโอรสพระองค์หนึ่งพระนามว่า"ราหุล"สิทธัตถราชกุมารไม่พอพระทัย ในการอยู่เป็นฆราวาส ท่านตริตรองถึงชีวิต ของคน เล็งเห็นว่าล้วนแล้วไปด้วยทุกข์ จึงหาอุบายที่จะให้พ้นทุกข์ เรื่องอยากพ้นทุกข์นั้นมีด้วยกันทุกคน แต่อุบายที่จะให้พ้นทุกข์ มีต่างๆกันตามความ เห็นของคนสามัญเห็นว่าถ้ามั่งมีก็พ้นทุกข์ถ้ามียศมีอำนาจก็พ้นทุกข์ ผู้ที่ชอบดื่มเหล้านึกว่า ถ้ามีเหล้าดื่มอยู่เสมอแล้ว ก็จะละลายความทุกข์ให้หมดไป เหมือนน้ำละลายดินสอพอง แต่ทั้งนี้ก็ไม่พ้นทุกข์กันไปได้ ทุกข์มีอยู่เสมอ ถึงจะมั่งมี มียศ มีอำนาจบริบูรณ์ก็ยังไม่เห็นพ้นทุกข์กันไปได้ จึงเป็นอันว่า คนสามัญหาอุบายแก้ทุกข์ ไม่สำเร็จ ยิ่งไปแก้ทุกข์ก็ยิ่งทับถมหนักขึ้น เพราะแก้ไม่ถูกทาง ส่วนสิทธัตถราชกุมารหาอุบายแก้ทุกข์ได้สำเร็จ คือ ทรงตัดสิน พระทัยสละโภคสมบัติยศศักดิ์ อำนาจวาสนา เสียโดยสิ้นเชิงทรงค้นหาความบริสุทธิ์อันเป็นรากฐานแห่งความดีทั้งหลายในที่สุดพระองค์ได้บรรลุ ุคุณวิเศษอันเป็นเหตุให้หมดทุกข์ทรงพบความสุขอันแท้จริงในเมื่อ พระชนม์ได้ ๓๕ พรรษาที่เราเรียกว่า ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนวิสาขะในระหว่างนี้พระองค์ได้ทรงเผยแพร่ประกาศศาสนธรรมให้แพร่หลายไปใน หมู่พุทธศาสนิกชน ่ พระองค์ไม่ได้อยู่ว่างคำสอนของพระองค์มุ่งให้ตั้งอยู่ในความสงบ ความสามัคคี การหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบเป็นต้น
พระองค์ทรงบำเพ็ญอยู่เช่นนี้ตลอด ๔๕ พรรษา ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว ณ ระหว่างใต้ต้นรังทั้งคู่ในเมืองกุสินารา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบรรทมผินพระเศียรไปทางทิศอุดร บรรทมโดยข้างเบื้องขวา พระหัตถ์ซ้ายหยียดตรงทาบกับพระองค์เบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวายันไว้กับพระเศียรเบื้องขวา ตั้งพระบาทเบื้องซ้ายทับพระบาทเบื้องขวามีพระสติสัมปชัญญะมั่นคง ทรงบรรทมครั้งนี้เป็นอวสาน เรียกว่า"อนุฏฐานไสยา"แปลว่า "นอนอย่างไม่ลุกต่อไปอีก"สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระคุณ ๓ ประการ คือ พระองค์ทรงรู้ดีรู้ชอบ เป็นพระปัญญาคุณประการหนึ่ง พระองค์ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิง เป็นพระบริสุทธิคุณประการหนึ่ง พระองค์ทรงสงสารสั่งสอน ผู้อื่น เป็นพระกรุณา คุณประการหนึ่ง ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้วในวันวิสาขะนี้เองตามที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นนั้น แสดงให้เห็นว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญ ยิ่งนัก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าของเราได้ประสูติ คือ เกิด ได้ตรัสรู้ คือ สำเร็จ ได้ปรินิพพานคือ ดับทั้ง ๓ อย่างนี้ในวันวิสาขบุรณมีตรงกันเมื่อมาถึงวันเช่นนี้ทุกปี เราคิดถึง พระพุทธเจ้าจึงพร้อมใจกันบูชาพระองค์ในวันวิสาขะ จึงเรียกกันว่า"วิสาขบูชา" แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า"วิสาขบุรณมีบูชา"แปลว่า"การบูชาพระ ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ"แต่ยาวไป เราจึงเรียกให้สั้นว่า"วิสาขบูชา" เมื่อถึงวันเช่นนี้ควรตั้งข้อกำหนดลงไปว่า วันเช่นนี้ตรงกับวันประสูติวันตรัสรู้วันปรินิพพาน ของพระพุทธองค์แล้วบูชานึกน้อมถึงคุณพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ตามความเข้าใจของตน ความจริง พระพุทธองค์ถึงจะประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ห่างปีกัน คือ จากปีประสูติ มา ๓๕ ปี จึงได้ตรัสรู้
ต่อมาอีก ๔๕ ปี จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน แต่ก็ตรง ในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ ถ้าพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานในวันต่างๆ กัน หน้าที่ของเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนก็จะต้องทำการบูชาใหญ่ต่างๆกันได ้ทั้ง ๓ คราว นี่เป็นการอัศจรรย์นักหนาที่วันสำคัญได้ตรงกันทั้ง ๓ ครา เราจึงได้ทำการบูชาใหญ่กันเพียงปีละครั้งแต่ว่าตั้งข้อกำหนดไว้ถึง ๓ อย่างรวมกันไปในคราวเดียว การทำวิสาขบูชา เป็นภารกิจที่ทำได้ง่ายมาก เพราะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา หากขาดการทำพิธีบูชาพระในวันเช่นนี้ ก็ดูเป็นนับถือพระแต่เพียงชื่อชีวิตจิตใจมิได้เป็นอย่าง ผู้นับถือพระ ท่านแต่ก่อนชั้นปู่ย่าตายายของเราที่หนักแน่นในคุณพระ แม้กำลังนอนเจ็บอยู่กับที่ เมื่อได้ทราบว่า เป็นวันวิสาขบูชา ท่านก็ประนมมือ ยกขึ้นสาธุระลึกถึงคุณพระ ที่ทุพพลภาพยกมือขึ้นไม่ไหวก็ตั้งใจระลึกถึงคุณพระเป็นอารมณ์ ทำใจให้แจ่มใสไม่ระส่ำระสายในเวลาเช่นนี้ลูกหลาน ของท่านที่รู้ระเบียบมักจะ จุดธูปเทียนดอกไม้ จุดบูชาให้ท่านเสร็จ แล้วก็แจ้งให้ท่านทราบ ท่านก็อนุโมทนาและสาธุเหมือนได้จุดบูชาเองหรือไม่เช่นนั้น ท่านก็ฝากธูปเทียนดอกไม้ให้แก่ใครผู้หนึ่งไป บูชาแทน ท่านผู้ที่หนักแน่นในคุณพระเช่นนี้ ที่อยู่ใกล้ๆวัดได้ยินเสียงระฆังถนัด ในเวลาไม่เจ็บไข้แม้มิใช่วัน วิสาขบูชาเมื่อได้ยินเสียงระฆังนัดไหว้พระประจำวัน ถึงกำลังรับประทานอาหารอยู่ ท่านก็ยกมือขึ้นสาธุ เป็นจริยวัตรของท่าน การทำดังนี้ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ท่านทำด ้วยความเลื่อมใสจริงๆ
อนึ่ง การทำวิสาขบูชานี้ ปรากฏว่า ได้ทำมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ดังปรากฏตามตำนานที่กล่าวไว้ว่า"อันพระนครสุโขทัยราชธานีถึงวันวิสาขะ นักขัตฤกษ์ครั้งใดก็สว่างไสว ไปด้วยแสงประทีปเทียนดอกไม้เพลิง และสลับสลอนไปด้วยธงชายและธงผ้าไสวไปด้วยพู่พวงดวงดอกไม้กรองร้อยห้อย แขวนหอมตลบไปด้วยกลิ่นสุคนธสรวยรื่น เสนาะสำเนียง เสียงพิณพาทย์ฆ้องกลองทั้งทิวาราตรี มหาชนชายหญิงพากันมากระทำกองการกุศล เหมือนจะเผยซึ่งทวารพิมานฟ้าทุกช่อชั้น"นั้แสดงว่าในครั้งกระโน้นทำวิสาขบูชาเป็นการ สนุกสนาน เพิ่มพูนศรัทธาปสาทะในวันเช่นนี้อย่างมากมาย แต่มาในชั้นกรุงเก่า ยังไม่พบหลักฐานว่า ได้ทำกันมาอย่างไร มาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ เข้าใจว่า มีพิธีวิสาขบูชา เพราะปรากฏในกาพย์เห่เรือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้เถลิงสิริราชสมบัติ ว่า คำนึงถึงเดือนหก ทั่วทายกตามโคมเคย งานสุดนุชพี่เอย ได้เห็นกันวันบูชา
แต่ในรัชกาลที่ ๑ นี้ ไม่ปรากฏชัดว่า ได้ทำกันเป็นแบบแผนอย่างไรมาสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงปรากฏว่าได้มีพิธีวิสาขบูชาเป็นแบบแผนขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริกับสมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดมหาธาตุพระนคร โปรดให้รื้อฟื้นการวิสาขบูชาขึ้นใหม่ เมื่อปีฉลู นพศก จุลศักราช ๑๑๗๙ พ.ศ. ๒๓๖๐ เป็นครั้งแรกที่ได้ทำกัน เป็นแบบแผนขึ้นมีพระราชกำหนดเรียกว่า"พระราชกำหนดพิธีวิสาขบูชา" ได้ทรงเกณฑ์ข้าราชกาลให้ร้อยดอกไม้มาแขวนไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันละร้อยพวงเศษ ทั้งประกาศไปตามอำเภอและกำนันให้ ้ป่าวร้องบอกราษฎรรักษาศีล ให้ชวนกันไปฟังเทศน์ เลี้ยงพระ ให้จุดโคมตามประทีปบูชาทั้งในพระอารามและตามบ้านเรือนทั่วไป มาถึงรัชกาล ที่ ๓ ได้จัดมีเทศน์ปฐมสมโพธิในวันวิสาขบูชา ซึ่งยังคงใช้เทศน์อยู่จนบัดนี้ ใจความในปฐมสมโพธิ ว่าด้วยเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติตรัสรู้ และปรินิพพาน ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงเกณฑ์ให้เจ้านาย ข้าราชการ ตั้งโต๊ะเครื่องบูชาตามรอบเฉลียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการครึกครื้นสนุกสนานมาก จนเกิดเล่นเครื่องโต๊ะลายครามกันขึ้น เมื่อการเล่นเครื่องโต๊ะจืดจางลง ได้โปรดให้เปลี่ยนใหม่เกณฑ์ให้ข้าราชการทำ โคมตราตำแหน่งมาแขวนตามศาลาราย และพระระเบียง โดยรอบ เป็นการเอิกเกริกยิ่งนัก สมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์และ ข้าราชการฝ่ายในเดินเทียนและสวดมนต์ที่พระพุทธรัตนสถานก็ยืนอยู่ที่ เช่น เลขาธิการพระราชกุศลในวันวิสาขบูชา ซึ่งเคยมีมาแต่ก่อนก็คงยืนอยู่ที่ เช่นเลขาธิการพระราชวังได้บอกบุญไปยังกระทรวงทบวงกรมต่างๆเพื่อแจ้งให้ข้าราชการผู้มีจิตศรัทธาปราถนาจะแต่งตามประทีปโดยเสด็จ พระราชกกุศล จะทำโคมตราหรือเทียนไปจุดเป็นพุทธบูชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามก็ได้ นี้เป็นพระราชพิธีเนื่องในวันวิสาขบูชา ส่วนที่พุทธศาสนิกชน ทั่วๆไปทำกันในวันเช่นนี้ ก็คือนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาตามวัด แล้วประชุมกันตั้งแถวให้เป็นระเบียบกล่าวคำบูชาพระ คำบูชาพระนั้นมีหัวหน้าเป็น ผู้ว่านำ เมื่อจบใจความของคำบูชา ต่อนั้นไปก็จัดแถวเดินประทักษิณเวียนขวาพระสถูปหรือพระปฏิมา ๓ รอบเรียกว่า"เดินเวียนเทียน"
การเดินเวียนเทียนในขณะนั้น ข้อสำคัญต้องรักษามรรยาทและจิตใจให้สุภาพและแน่วแน่อย่าทำไปเพราะเห็นแก่สนุกเฮฮาเบียดเสียดกัน การทำ เช่นนี้เสียมาก ไม่ทำดีกว่าเมื่อจะทำทั้งทีก็ทำให้เป็นกุศลขึ้น ในรอบสามนึกถึงพระสังฆคุณ เมื่อเสร็จการเวียนเทียน ก็นำเครื่องสักการะวางไว้ตามที่ที่จัดไว้ แล้วไปในพระอุโบสถ ประชุมฟังพระทำวัตรสวดมนต์และฟังเทศน์ เป็นลำดับไป เรื่องที่พระเทศน์ในวันนั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวแก่ประวัติของพระพุทธเจ้า การเทศน์ในวันนั้นมีไปจนตลอดรุ่ง และผู้ฟังที่มีศรัทธาก็อยู่ฟังเทศน์จนตลอดรุ่งเหมือนกัน เป็นการอุทิศร่างกายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในวันนั้นจริงๆนี้เป็นพิธีทำวิสาขบูชาของพุทธศาสนิกชนใน