เสียงกระซิบจากครูไม่ใหญ่ ตอนที่ 2 : ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

  ดังนั้นการทำ KM จึงน่าจะต้องคำนึงถึงหลักการของ "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" ด้วย   

          อ่าน ตอนที่ 1 : โรงเรียนอยู่ไหน..?

          ในการจัดการเรียนการสอนของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขานั้น  เมื่อมาคิดทบทวนอดีตที่ผ่านมา  ทำให้พบว่าเรามีกระบวนการเรียนการสอนที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า การเรียนการสอนที่ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ตามจริต)  ผมก็เพิ่งเข้าใจคำนี้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง  แต่ก็ทำมาบ้างแล้ว ทำอย่างไรบ้าง ผมมีเรื่องเล่าถึงการจัดการเรียนของศูนย์ฯ ดังนี้ครับ

  1. ครูไม่มีข้อห้ามเรื่องระเบียบการแต่งกาย ตามสะดวก ใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ไม่ผิดระเบียบ
  2. ใครจะนำน้องมาเลี้ยงหรือมาเล่นด้วยก็ได้ ไม่ห้ามไม่ได้แยกการศึกษาออกจากชีวิตจริงๆ
  3. ตอนกลางคืนจะห่มผ้าห่มมาเรียนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพื่อความอบอุ่นเพราะโรงเรียนยังไม่มีฝาห้อง
  4. ใครพร้อมจะเรียนตอนกลางวันก็ได้  หรือจะมาเรียนตอนกลางคืนก็ได้ หรือเด็กๆ บางคนจะมาเรียนทั้งกลางวันกลางคืนก็ตามใจปรารถนา (ตามความพร้อม)
  5. สามารถเรียนควบคู่กับการเลี้ยงวัวด้วยก็ได้  โดยอาจผูกหลักไว้แล้วมาเรียนสักพักหนึ่งจะขออนุญาตไปดูแลวัวที่เลี้ยงก็ยินดี จะได้ไม่เสียเวลาทำมาหากิน
  6. ในขณะที่มาเรียน ครูและผู้เรียนก็สามารถปรึกษาพูดคุยเรื่องในชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องเคร่งเครียดกับการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว
  7. ไม่มีการแยกชั้นเรียน แต่จะจัดเป็นกลุ่มๆ ตามความก้าวหน้า
  8. ร้อยะ 80 เป็นตำราที่มีมาจาก กศน. ส่วน อีกร้อยละ 20 ชาวบ้านร่วมกันสร้าง เรียกกันในสมัยนั้นว่า "หลักสูตรท้องถิ่น" หากเป็นสมัยนี้คงเรียกว่า "ภูมิปัญญา" ครับ
  9. การประเมินผล ไม่ใช้การสอบครับ ไม่เคยมีการสอบ แต่จะประเมินเป็นรายบุคคลตามความก้าวหน้า
  10. ในบางฤดูกาล ผู้เรียนก็จะมาต่อรองถึงช่วงเวลาของการเรียนที่เหมาะสมได้ เช่น ในฤดูทำนา  เกี่ยวข้าว หรือขอหยุดเรียนทั้งวันเพื่อไปกินแขกแต่งงาน(ออมุ) ต่างหมู่บ้านเป็นต้น

     ภาพนี้ ตอนกลางวันจะเป็นช่วงของเด็กๆ ครับ

                                     

 

     ภาพนี้ เป็นบรรยากาศการเรียนการสอนในตอนกลางคืน เป็นของผู้ใหญ่หรือคนที่ไม่ว่างในตอนกลางวัน

                                      

                                                

บทสรุป

          บทเรียนที่เรียนรู้จากประสบการณ์ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา  ที่ผมได้มีโอกาสได้เรียนรู้ ขอสรุปไว้ดังนี้

  • ได้เรียนรู้ว่า...ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นครูในการจัดการสอนการเรียนนั้น  แม้ว่าจะมาจากหลายสาขาวิชาทั้งครู สายช่าง อื่นๆ  หรือวุฒิของครูที่มีตั้งแต่ ม.6 ถึงระดับปริญญาตรี  แต่ทุกคนต่างก็สามารถทำหน้าที่ของครูได้ดี  อาจแตกต่างกันบ้าง  แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่จิตวิญญาน  ความตั้งใจจริง  และความรับผิดชอบในหน้าที่ของครูที่มีอยู่ในตัวคนๆ นั้นต่างหาก  เพราะเราเป็นเพียงผู้เอื้ออำนวยให้คนได้เรียนรู้ (ทุกอย่างเรียนรู้และฝึกฝนได้)
  • ในการทำงานในชุมชนนั้น ต้องใช้ความรู้หลายๆ แขนงผสมผสานกัน ไม่ใช่แต่การสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว  ต้องใส่ใจกับสภาพและความเป็นไปในชุมชนด้วย เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในชุมชน ล้วนส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของเราทั้งสิ้น
  • ได้เรียนรู้ว่าคนตัวผู้มาเรียนนั้น มีความหลากหลายและความพร้อมที่จะเรียนรู้แตกต่างกันมาก ดังนั้นการออกแบบหรือการจัดการเรียนการสอน จึงต้องจัดให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • บางเรื่อง ชาวบ้านหรือผู้เรียนตัวน้อยๆ ของเรา มีความรู้และความสามารถมากกว่าครูเสียอีก เช่น ความสามารถในการหาของป่า  การหุงหาอาหาร  การพึ่งพาตนเองโดยไม่ใช้เงินตรา เป็นต้น (ทุกคนมีศักดิ์ศรีและความรู้ความสามารถ)
  • สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะขอบันทึกไว้ก็คือ มาตรวัดที่ใช้ในการศึกษาหรือการเรียนรู้นั้น จะใช้เพียงว่าการจบการศึกษาชั้นนั้นชั้นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หรือใช้ได้ในทุกๆ ที่   ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่าในวิถีชีวิตจริงของชุมชนแล้วเขาต้องใช้องค์ความรู้อะไร   จึงจะสามารถดำรงชีวิตรอดอยู่ได้อย่างมีความสุข  เพราะในบางพื้นที่แม้มีเงินก็ไม่สามารถซื้ออะไรๆ ได้ (ต้องทำเป็นและทำเอง)   แต่ความรู้ความสามารถทำอะไรได้ ทำอะไรเป็น ฯลฯ ต่างหาก  (ที่ส่วนใหญ่ไม่มีการสอนในห้องเรียน) แต่เขากลับเรียนรู้กันเองอย่างเป็นธรรมชาติ  และสามารถนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริงๆ ส่งผลที่ทำให้เขาดงรงชีวิตอยู่ได้

          ประสบการณ์นี้  สามารถนำมาปรับใช้กับกระบวนการจัดการความรู้ได้เป็นอย่างดี เพราะในการจัดการความรู้  มิติหนึ่งของบุคคลที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือความพร้อมหรือความถนัด/ความชอบในการเรียนรู้ของแต่ละคน(จริต) ที่แตกต่างกัน  ดังนั้นการทำ KM จึงน่าจะต้องคำนึงถึงหลักการของ "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" ด้วย  เพราะจะเป็นส่วนที่เอื้อหรือสนับสนุนต่อความสำเร็จของ KM ด้วย

 

                                            

วีรยุทธ สมป่าสัก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMนักส่งเสริมการเกษตร

คำสำคัญ (Tags)#แลกเปลี่ยนเรียนรู้

หมายเลขบันทึก: 26560, เขียน: 17 May 2006 @ 17:26 () , แก้ไข, 06 Sep 2013 @ 17:21 (),  | , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

นายรักษ์สุข
IP: xxx.157.156.112
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณวีรยุทธ

เยี่ยมมาก ๆ เลยครับ ถูกต้องเลยครับการทำงานแบบมีส่วนร่วมเราต้องยึดผู้ที่เข้าไปร่วมเป็นศูนย์กลาง ให้เขาเป็นพระเอก ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุข "ร่วมรับประโยชน์" ครับ

เขาได้ประโยชน์ เราก็ได้ความรู้ครับ ความรู้ที่ได้จะเป็นกำลังใจในการทำงานครับ

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

JJ
IP: xxx.121.177.208
เขียนเมื่อ 

 Flower เรียน ท่านสิงห์ป่าสัก

 ชื่นชมครับ





ประถม
IP: xxx.29.20.21
เขียนเมื่อ 
ขอชื่นชม และให้กำลังใจครับ อย่างนี้เป็นของจริงพื้นที่จริง มีผลเกิดเป็นรูปธรรมจริง ขอให้ทำต่อไปนานๆ และมีคนสนับสนุนมากๆ มีงบประมาณให้ด้วย
สิงห์ป่าสัก
IP: xxx.47.247.135
เขียนเมื่อ 
    ต้องขอขอบพระคุณทุกๆ ท่าน  ทั้ง คุณ ปภังกร อาจารย์หมอ JJ และ คุณประถม มากนะครับ  ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น