การประชุมวิชาการภูมิภาคประจำปี 2548

ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 Forum on Quality Improvement & Hospital Accreditation

18-19 สิงหาคม 2548

โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จังหวัดขอนแก่น

 
 

          ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล  เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมวิชาการในครั้งนี้  ได้กล่าวในการเปิดประชุมว่า

 

          ขอชื่นชมว่าการประชุมนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ เห็นชัดว่ามีกระแส มีพลังเกิดขึ้นด้วยความพยายามที่จะทำให้บริการสุขภาพของโรงพยาบาลต่างๆ ดีขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ของพวกเราทุกคน การที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นด้วยความรู้และเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่น่ายินดี  ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเกิดกับผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานมากขึ้น มีโอกาสรอดมากขึ้น มีโอกาสพ้นทุกข์มากขึ้น เห็นชัดว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม  วันก่อนได้พบกับชาวต่างชาติที่มาติดตามเรื่องนี้ เราประทับใจที่พวกเราเคลื่อนไหวกันอย่างเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหน  ปีนี้ขอต้อนรับเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มาร่วมประชุมจากประเทศลาว แสดงให้เห็นความร่วมมือ ความตั้งใจตรงกันที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อบริการสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น  ความจริงแล้ว เรื่องของคุณภาพ เรื่องความทุกข์ทรมานของคนไข้ ไม่มีพรมแดน  การที่เราจะได้ร่วมมือกันทำให้เกิดความเจริญด้านนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง  ทั้งหมดขึ้นนี้อยู่ที่ความตั้งใจหรือใจของทุกท่านที่เข้ามาร่วม การจัดการประชุมก็เป็นกระบวนการในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ส่วนหนึ่งมาจากทฤษฎี อีกส่วนหนึ่งมาจากการปฏิบัติ การที่มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนกันก็มีความสำคัญ นำความรู้จากการปฏิบัติมาใช้ประโยชน์ การจัดการความรู้น่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญ ไม่ใช่การประชุมที่ท่านมารับฟังอย่างเดียว แต่ผู้ปฏิบัติมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  นิทรรศการที่ท่านนำมาแสดงก็เป็นเครื่องบ่ง ค่อนข้างประทับใจที่เห็นนวตกรรมที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของหลายๆ คนจำนวนมาก ทำให้กระบวนการนี้ดียิ่งขึ้น  คำตอบไม่ได้มากจากหลักทฤษฎีทั้งหมด  แต่มาจากทุกๆ ท่านในห้องนี้  ขอแสดงความชื่นชมยินดีกับทุกท่าน  การที่ ม.ขอนแก่นและ พรพ.จัดประชุม เป็นเพียงเครื่องมือให้ทุกท่านมาพบปะกัน และร่วมมือกันในการพัฒนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ขออนุโมทนาในผลบุญที่ทุกท่านร่วมกันกระทำ  ผลที่เกิดขึ้นคือการช่วยผู้ที่ลำบากยากเข็ญ ผู้ที่มีอันตรายจากโรคต่างๆ หวังว่าท่านคงจะได้ความรู้ ได้แสดงความคิดเห็นต่างๆ  ได้นำไปปฏิบัติเพื่อทำให้ระบบทั้งหมดแข็งแรงยิ่งขึ้น และประเทศของเราก็มีความพยายามจากพวกเราที่จะทำให้บริการสุขภาพดียิ่งขึ้นไป

 

          หลังจากนั้น ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลาได้กล่าวปาฐกถาพิเศษให้หัวข้อที่ผู้จัดกำหนดให้คือ “การจัดการเชิงระบบ วิถีองค์รวมเพื่อการสร้างคุณค่า”  ดังนี้

 

          ทางผู้จัดประชุมคิดถึงเรื่องระบบ จึงเอาเรื่องระบบมาเป็นโจทย์ ได้มีการประชุมไปครั้งหนึ่งแล้วที่กรุงเทพฯ ถ้าจะมองระบบก็มีหลายประเด็น

          ประเด็นแรกคือการมอง HA บางทีก็ไม่รู้ว่าอะไร บางคนก็ใส่เครื่องหมายคำถาม บางคนโหดร้ายก็ด่าว่าทำให้งานเพิ่มขึ้น บางคนบอกว่า ฮา เป็นของตลก เป็นแค่แฟชั่น มาแล้วก็ไป

          ความคิดที่สำคัญกว่านั้นคือการพัฒนาคุณภาพ คำว่า HA เป็นคำที่อาจจะผิด เพราะว่าการรับรองเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่ของเรื่องคือการพัฒนาคุณภาพที่อยู่ในมือของท่านทั้งหลาย 

บังเอิญคำว่า HA ทำให้คิดว่าเป็นการรับรองไป

 

          ประเด็นต่อมาคือระบบคุณภาพมีหลายส่วน ตั้งแต่ความตั้งใจ ผู้นำแบบมีสวนร่วม มีจิตวิญญาณ ความรู้ทางวิชาการและฝีมือ ข้อกำกับในเชิงจริยธรรม จรรยาบรรณ ตัวระบบงาน ระบบคุณภาพ การจัดการความเสี่ยง การพัฒนาบุคลากร และอื่นๆ อีกมาก ที่ยกขึ้นมาก็เพื่อให้เห็นว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไรกัน

          ระบบคุณภาพกลายเป็นอีกระบบหนึ่งซึ่งมีคนรับผิดชอบ แต่ความจริงอยู่ที่ทุกคนอยู่แล้ว

          เนื่องจากเนื้อหารายละเอียดต่างๆ จะมีการพูดโดยวิทยากรท่านอื่น ในครั้งนี้จึงจะขอเล่านิทานให้ฟัง

 

          เรื่องแรกคือสามเกลอ ได้แก่ สมอง หัวใจ ปอด

          คืนวันหนึ่ง ได้ยินหัวใจกับปอดพูดกัน บอกว่าสมองได้พักวันละหลายชั่วโมง แต่หัวใจกับปอดต้องทำงานตลอด  เวลาเกิดความเครียด สมองทำงานมากขึ้น สมองก็ไประดมกล้ามเนื้อมาช่วย เวลาเครียดสมองทำงานมากขึ้น ขณะเดียวกันหัวใจก็มาช่วย เต้นแรงมากขึ้น ส่งเลือดไปช่วยสมองมากขึ้น 

          นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และสิ่งที่กำกับปฏิสัมพันธ์เหล่านั้น  มันเกิดจากการช่วยเหลือกัน การรู้จักหน้าที่ของตัวเอง เคารพหน้าที่ของตัวเอง

 

          เรื่องที่สอง นกกระเรียน

          นกกระเรียนบินเป็นฝูง เป็นรูปตัว V มีนกตัวหน้านำ เรียงกันเป็นแถวเป็นแนว  บินจากไซบีเรียหนีหนาวมาเขตร้อนเป็นระยะทางหลายพันกิโล  พอบินถึงเพดานบินแล้วจะเหมือนกับเครื่องร่อน  ถ้าบินตัวเดียวอาจจะใช้พลังมาก การบินเป็นฝูงทำให้สามารถบินได้ไกลกว่าตัวเดียวบิน เพราะแรงของการเป็นกลุ่มทำให้มีการผลักดันและใช้พลังน้อยลง 

          นกกระเรียนเก่งกว่าคน ที่สามารถรวมพลังได้  การทำงานเป็นทีมจะเสริมพลังกัน  หนึ่งบวกหนึ่งกลายเป็นสามและสี่  อาจจะใช้ได้ในการดูแลระบบคุณภาพของโรงพยาบาล ผลที่เกิดขึ้นจากการรวมพลังจะมากกว่าแต่ละส่วน

 

          เรื่องที่สาม นิทานอาหรับราตรี

          ตั้งต้นด้วยกาหลิบ ซึ่งสติฟั่นเฟือนเนื่องจากมเหสีเป็นชู้กับญาติคนหนึ่ง  ต้องประหารมเหสี แล้วก็ระแวงทุกคน หลายคนเข้ามาเป็นมเหสีได้คืนเดียวก็ถูกประหาร  เชอราเสดเข้ามาเป็นมเหสี ช่วยชีวิตตนเองด้วยการเล่านิทาน พอเช้ามืดถึงตอนสำคัญก็เล่าไม่จบ ต้องไปต่อคืนต่อไป จึงไม่ถูกประหาร  เล่าได้ทั้งหมด 1001 เรื่อง

          มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กษัตริย์เยเมนมีลูกสามคนเป็นผู้ชาย คนหนึ่งเก่งมวย อีกคนหนึ่งเก่งธนู อีกคนหนึ่งเก่งดาบ  ทะเลาะกันอยู่เรื่อย กาหลิบไม่แน่ใจว่าจะเอาลูกคนไหนมาเป็นกาหลิบต่อจากตน  จึงให้แต่ละไปหาของวิเศษ เอามาดูว่าของใครจะวิเศษกว่ากัน  ลูกทั้งสามเดินทางไปชายแดนแล้วแยกย้ายไปตามดินแดนต่างๆ นัดกันว่าหนึ่งปีจะกลับมาพบกัน

          เมื่อครบหนึ่งปีทุกคนกลับมาพบกัน พี่ชายใหญ่ได้แอปเปิลสีเขียวใช้รักษาโรคได้ทุกอย่าง  คนที่สองได้กล้องส่องทางไกล ดูไกลแค่ไหนก็ได้  คนที่สามได้พรมวิเศษที่เหาะได้ 

          เมื่อมารวมกัน แลกกันดูว่าใครได้อะไร ก็ยกกล้องขึ้นมาส่อง สิ่งแรกที่จะส่องคือส่องดูพ่อ เห็นว่าพ่อกำลังป่วยหนัก น่ากลัวจะเดินทางไปไม่ทัน  ก็ขี่พรมไป  ไปถึงทันพอดีเอาลูกแอปเปิลเขียวไปรักษา 

          นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความเป็นเลิศอยู่ตามที่ต่างๆ อาจจะรบกัน ไม่ร่วมกันอยู่ ที่สำคัญคือเอาความเป็นเลิศมาเสริมกัน สร้างระบบที่ต้องทำต้องทำร่วมกับคนอื่นให้ได้

 

          เรื่องสุดท้าย สามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ 

          โจโฉยกกองทัพ 15 หมื่นลงไปตีเมืองอื่นๆ  มาตั้งกองทัพอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำซึ่งใหญ่มากเหมือนเป็นทะเล พร้อมที่จะเข้าบุก   แม่ทัพเมืองกันตั๋งคือจิวยี่ พร้อมที่จะรบ  เห็นว่าโจโฉเอาทหารมาจากเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นที่บก ลงเรือแล้วจะเมาเคลื่อน จึงเอาไม้กระดานมาผูกติดกันเพื่อไม่ให้ทหารเมาคลื่น น่าเกรงขามมาก  จิวยี่ก็นึกไปว่า สิ่งที่จะได้รับประโยชน์คือการเผา น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี  มีลมสลาตันพัดมา ธงไชยของฝ่ายโจโฉหักสะบั้น เป็นลางที่ดี  แต่ครู่เดียวหางลมก็พัดกลับมาทำให้ธงไชยของฝ่ายจิวยี่หัก  ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเดือดร้อน ลมกลับมาพัดฝ่ายของตัวเอง  จิวยี่อาเจียนเป็นโลหิต  ขงเบ้งไปช่วยราชการจิวยี่ รู้ว่าวันเดือนอ้าย แรมห้าค่ำ เวลายามเศษ จะมีลมสลาตันเปลี่ยนทิศ ขงเข้งจึงหลอกขอตั้งพิธีเรียกลม พอถึงเวลานั้นก็บอกให้เตรียมทัพ  การที่ลมเปลี่ยนทิศเป็นของจริง กองทัพจิวยี่จึงบดขยี้กองทัพโจโฉได้  อันนี้เป็นตัวอย่าง  ในระบบจะมีเรื่องยุทธศาสตร์ เรื่องกาละเทศะ ซ่อนอยู่  ต้องเอาเรื่องเหล่านี้ไปช่วยกันคิด

 

          หัวใจของระบบคือคุณธรรม  ทั้งหมดที่ท่านกำลังทำอยู่คือเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ เครื่องมือ แน่นอนสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ

          เราให้บริการด้วยความรู้ที่พิสูจน์แล้ว (explicit knowledge)  มีบริการที่ต้องใช้ประสบการณ์และฝีมือซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ (implicit knowledge) ที่ท่านจะพูดกันในกลุ่มย่อยเป็นความรู้ที่ทำไปแล้ว เกิดความรู้ ยิ่งสะสมมากก็เป็นความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) 

          อีกด้านหนึ่งคือเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ การเคารพสิทธิผู้ป่วย ความรับผิดชอบ ความใส่ใจ ทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นในระบบคุณภาพ

          ประการสุดท้ายคือความมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ต้องตั้งต้นด้วยเมตตากรุณาก่อน อยากให้เขาพ้นทุกข์ และช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ถ้าช่วยไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องวางอุเบกขา แต่ไม่ใช่อุเบกขามาก่อนจนเป็นความกระด้าง ตายก็ตายไปเถอะ  อุเบกขาที่แท้จริงก็ต้องเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง

          เรื่องทั้งหมดป็นงานบุญ ผลตอบแทนส่วนหนึ่งอยู่ที่ผู้ป่วยที่พ้นจากทุกข์ เขาก็ยินดี เราก็ยินดีกับเขา  แต่ผลตอบแทนที่ใหญ่กว่านั้นคือความปิติที่เกิดในใจของพวกเรา จากการที่ทำให้เขาพ้นจากโรค

          ขอให้พวกเราทุกคนมีกำลังใจกำลังกายเข้มแข็ง ที่จะดำเนินการเรื่องคุณภาพ โดยใช้ปิติที่อยู่ในใจของเราช่วยหล่อเลี้ยงให้ทุกสามารถมีพลังที่จะดำเนินการเรื่องนี้ แม้จะมีความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม อย่าไปท้อถอย เพราะเรื่องที่ทำเป็นสิ่งที่ดี ไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันอะไรอื่นจากข้างนอก ไม่ต้องอาศัยงบประมาณอะไร แต่มาจากใจของเราเอง  ขออนุโมทนาในความตั้งใจดีของทุกท่าน