การปฏิรูประบบราชการให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อให้มีเจ้าภาพและความคล่องตัวโดยทำงานแบบเครือข่ายถือเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่ลงตัวนัก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพจากส่วนกลางหลายแห่งถ้าไม่ระวังให้ดีก็จะทำงานคล้ายคลึงกันอย่างมี     เป้าหมายแต่เป็นคนละส่วนงานที่ไม่ประสานกัน และหากเราไม่มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนก็ไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์บนศักยภาพที่มีอยู่ เรื่องแรกทำให้ได้ผลงานที่น้อยกว่าควรจะได้ซึ่งเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ เรื่องที่สองเป็นเรื่องทิศทางว่าจะไปที่ไหน เพื่ออะไร?
คลินิคเทคโนโลยีสนับสนุนโดยกระทรวงวิทย์ฯซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้มีวัตถุประสงค์และกลไกการทำงานผ่านเครือข่าย 17 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนของสกอ.ทำงานผ่านกลไกเครือข่าย 8 ภูมิภาค เมื่อเข้ามาเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยก็ผ่าน 2 ช่องทางคือศูนย์บริการวิชาการและสถาบันวิจัยและพัฒนาซึ่งทำงานอยู่ตึกเดียวกันแต่คนละชั้น คราวก่อนตอนประชุมกำหนดความต้องการใช้เทคโนโลยี ส่วนที่เกี่ยวข้อง    ก็ทำงานไปโดยไม่ได้สนใจอีกส่วนหนึ่ง เราจึงทำงานบนเป้าหมายและกลไกที่ส่วนกลางกำหนดโดยไม่ประสานเชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของเรา ซึ่งเป็นตัวอย่างเพียงกรณีเดียว
ผมเห็นว่า ควรใช้ทรัพยากรและเครือข่ายที่มีเป็นเครื่องมือแสดงตัวตนของเราซึ่งมีอยู่แล้วคือ    วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่มีพลังเพียงพอ CoPน่าจะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
ในเรื่องใกล้ตัวที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น   ผมคิดว่า การประชุมศูนย์ฯเดือนหน้าจะเสนอให้เป็นการประชุมแนวจัดการความรู้คือ กำหนดหัวข้อประชุมในเรื่องที่ผมพูดถึงคือเรื่องคลินิคเทคโนโลยี โดยขอให้คนทำงานเล่าประสบการณ์การทำงานโดยเชิญคนทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาซึ่งรับผิดชอบในเรื่องเดียวกันมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังด้วย แน่นอนว่าก่อนเล่าประสบการณ์ต้องเกริ่นนำที่มา โครงสร้าง กลไกการทำงานต่าง ๆด้วยผมคิดว่าถ้าได้เตรียมล่วงหน้า โดยแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและได้ทำการบ้านมา การประชุมของเราก็จะเพิ่มสีสันมากยิ่งขึ้น เดือนต่อไปก็เป็นเรื่องอื่น ๆ โดยพยามยามเชื่อมโยงกับงานที่คล้ายคลึงกันจากส่วนต่าง ๆมาร่วมนำเสนอ เราก็จะเกิดCoPจากฐานของงานที่คล้ายคลึงกันอีกวงหนึ่งด้วย