ครอบครัว ความผูกผัน

              ตอน พ.ย.  51 ผมตั้งใจว่าจะย้ายไปเป็น ผอ.รพ.ในอำเภอที่ใกล้จังหวัดมากขึ้น แต่ก็มีความขัดแย้งในใจว่าเพื่อนร่วมงานหลายท่านที่ยังอุตสาห์อยู่ไกลบ้านเหมือนเรา ไม่ได้อยู่ดูแลพ่อ แม่ อยู่กับลูก ก็ยังลังเล พี่ผอ.รพอื่นๆ ในจังหวัด  สสจ.ก็ไต่ถามตลอดว่าจะย้ายเข้ามาไหม จะได้สบายขึ้น  แต่ก็สับสนตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ความที่ยังอยากผลักดัน รพร.นครไทยให้ก้าวหน้า แข็งแข็งมีบริการที่มีศักยภาพสูงขึ้น ดูแลประชาชนที่อยู่ในเขตกันดาร ห่างไกลได้มากขึ้น ลดการส่งต่อ และเพิ่มโอกาสในการดูแลตนเองได้ในระยะยาว  เพราะแนวโน้มงบประมาณ นั้น งบส่งเสริม ป้องกันโรคจะไปที่ท้องถิ่น งบ OPD ไปที่ สอ.มากขึ้น งบIPD จะไปที่รพ.ที่รักษาในระดับซับซ้อนมากขึ้น รพ.ที่รักษาได้แค่ระดับพื้นฐานก็จะมีปัญหารายรับได้ในอนาคต  แต่ก็เหนื่อยการว่ายทวนน้ำ กระแสการฟ้องร้อง รพ.  คำพูดผู้บริหาร  ระดับจังหวัด ระดับเขตที่ว่า " อย่าไปฟืนไปเลยหมอ   ยังไงแพทย์เฉพาะทางก็อยู่ได้ไม่นานหรอก  สู้เอามาร่วมกันมาก ๆ ในจังหวัดดีกว่า หรือมาพัฒนารพช.ใกล้เมืองยังจะง่ายกว่า เหมือน จังหวัดลำปาง "   ทำให้เกิดความคิดที่สับสน หรือสิ่งทีท่านพูดคือความจริง  เรากำลังทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่รึเปล่า   ทุกวันก็ไม่ได้อยู่กับลูก  กับภรรยา เราทำไปเพื่อใครกัน  ทีมงานบางส่วนก็ไม่ได้ทุ่มเทในการทำงานมากนัก  คอยแต่คิดเล็กคิดน้อย หรือทำงานแบบคนอื่นทำไปฉันทำเฉพาะของฉันก็พอ บ่นคนอื่นได้ทุกเรื่อง แต่ไม่เคยทบทวนตนเอง  แต่ในเดือนธ.ค. ก็มีปัยหารมารดามาคลอดบุตรเสียชีวิต  แต่ทีมงานของรพ.ก็สามารถรวมมือใกล่เกลี่ยกับชาวบ้านได้ และชาวบ้านอ.นครไทยก็มีความใจกว้างพอที่จะเข้าใจทางรพ. เช่นกัน   พอเดือน ก.พ. แซว (ภรรยา)บอกว่าอยู่ นครไทย ต่อน่ะเพราะแซวเอาทุนเขามาเรียน ก็ต้องกลับไปทำงานที่เดิมก็ทำให้ตัดสินใจว่าต้องอยู่ไปก่อน  อย่างน้อยก็อยู่พัฒนาบางเรื่องให้ดีขึ้น   พัฒนาหัวหน้างานที่มีศักยภาพให้มีโอกาสมาพัฒนารพ. ได้มากขึ้นต่อไป   พยายามที่จะบริหารในเชิงบวกมากขึ้น  สร้างวัฒนธรรมที่หัวหน้างาน หัวหน้าฝ่ายควรเสียสละเป็นต้นแบบที่ดีมากขึ้น