การแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ

เรื่อง “รามเกียรติ์ ตอน พรหมาศ ”

        วันที่ 19 - 21 มิถุนายน 2552        

ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 

              เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิตที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาศร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงหลังจากที่ได้ทราบว่าถูกเรียกตัวไปแสดงหรือในทางสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จะเรียกว่า "โดนงานหลวง" หรือ "โดนงานราชการ"  รู้สึกดีใจมากเพราะไม่ใช่ใครๆจะได้แสดงง่ายๆ

              ขอบคุณสำหรับคุณครูบาอาจารย์ทุกๆท่านที่ได้ให้โอกาส และไว้ใจ เลือกตัวไว้แสดง

              ตัวแสดงโขนสมเด็จฯ ตอน ศึกพรหมมาศ ครั้งนี้ได้แสดงเป็น "เทวดา" เป็นบทรำที่ต้องใช้ฝีมือ ลีลา ความอ่อนช้อย ความจำ ไหวพริบ และความอดทนสูง

              นี้เป็นปีที่2 แล้วสำหรับการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติเรื่อง “รามเกียรติ์ ตอน พรหมาศ ” ท่านสามารถชมการฝึกซ้อมเมื่อปีที่แล้วได้ที่นี้ค่ะ  http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2007/12/O6168520/O6168520.html

              ในการฝึกซ้อมปีนี้ก็ดำเนินไปตั้งแต่ 18 พ.ค.52 เป็นต้นไปจนถึงวันแสดงจริง ยอมรับว่าเหนื่อยมากค่ะ แต่ก็สู้ตาย เพราะถือว่าเป็นการรับใช้ชาติอย่างหนึ่ง เพื่อศิลปะ เพื่อวัฒนธรรม เพื่อต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม หรือมีกลุ่มที่สนใจและชอบในทางนี้น้อย ส่วนใหญ่มักไปเห่อกับ มิวสิคเคอร์ บรอตเวย์ จากทางตะวันตก ฯลฯ เพราะอะไรนั้นหรือ....! เคยลองถามคนส่วนใหญ่ วัยรุ่นสมัยนี้ มักตอบคล้ายๆกับว่าน่าเบื่อ!!!!  เชื่องช้า ไม่เร้าใจ ล้าสมัย และดูไม่เป็น ถ้าเรามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุแล้วก็ต้องเห็นใจ เพราะเป็นสึ่งที่จริง เมื่อเทียบกับ ณ ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปจากเดิม ทุกคนล้วนแต่รีบเร่ง แข่งกับเวลา ต้องการความรวดเร็วเข้าใจง่าย สั้นๆได้ใจความไม่ต้องมาอารัมภบทกันให้เสียเวลา โขนเป็นการแสดงที่เรียกได้ว่าให้ดูวันเดียวก็ไม่จบ ดำเนินไปเรื่อยๆ กินเวลานาน เป็นการแสดงที่อยู่ในรั้วในวัง จึงมีความปราณีตเกือบจะทุกศาสตร์ที่ว่าด้วยศิลปะก็ว่าได้ และใช้งบประมาณสูงมาก ผู้ที่ได้ชมการแสดงนี้จะเป็นพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงค์ เจ้าขุนมูลนาย เท่านั้น ส่วนชาวบ้าน เหล่าตาสีตาสา ยายแม้น บุคคลสามัญทั่วไป ส่วนน้อยที่จะได้รับชม เรียกได้ว่าใครได้ชมถือว่าเป็นบุญตาโดยแท้ แต่ในปัจจุบันใครๆก็ดูโขนได้ เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและต้องการให้แพร่หลายสู่ประชาชนทั่วไป มีการปรับปรุงบทให้กระชับขึ้นแต่ยังคงซึ่งอัตถรสโขนอยู่ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการแสดง การตัดต่อเรื่องให้เป็นตอนๆ เพื่อจำกัดระยะเวลาและเนื้อหาในการแสดง พยายามทำให้คนชมแล้วไม่น่าเบื่อ 

           แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดานะค่ะที่ทุกคนชอบสิ่งใหม่ๆ เห็นอะไรใหม่ๆแล้วก็อยากไปชม โลกที่เปิดกว้างไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหนก็สามารถพบเจอกัน เรียนรู้ และรับวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรา  การเรียนรู้วัฒนธรรมจากชาวต่างชาติก็เป็นสิ่งดีถ้าเรารับมาอย่างเข้าใจ และนำสิ่งดีๆของเค้ามาพัฒนาของเรา โอเคไม่ว่าอะไรในจุดนี้ค่ะ แต่ถ้ารับมาในแบบผิดๆ ก็อย่าไปรับมันเสียดีกว่า จะเป็นการทำลายวัฒนธรรมของเรา ที่ทุกวันนี้ก็แทบจะแย่ (อันนี้ความคิดส่วนตัวนะค่ะ) แต่ก็อยากให้คนไทยช่วยกันหันกลับมามองรากเหง้าที่บรรพบุรุษของเราได้ทำไว้บ้าง แม้แต่ชาวต่างชาติมาประเทศเราก็ต้องทึ่ง เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าอยากมาเมืองไทย มาดูวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว มาดูวัด ฯลฯ แล้วเราคนไทยละทำไมจึงไม่ดู

           ระบายความในใจมานานมาเข้าถึงเรื่องโขน เรื่อง “รามเกียรติ์ ตอน พรหมาศ ” กันต่อ ขอบอกว่าอลังกาลทั้งฉากแสง สี เสียง เทคโนโลยีทันสมัย รับรองว่าคุณหรือท่านไหนๆ ที่มาอ่านไม่เคยเห็นมาก่อน เอาหัวเจ้าของบล็อกแห่งนี้เป็นประกัน  แทบที่จะจำลองสวรรค์มาให้เห็นกันเลยที่เดียว ต้องไปชมวันที่ 19 - 21 มิถุนายน 2552  ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เดี๋ยวจะหาว่าเวอร์ !!! บัตรก็ราคาถู๊กถูก คุ้มค่ามาก และอยากชวนเยาวชนมาพร้อมกับคุณย่า คุณยาย ท่านจะได้เล่าเรื่องราวให้เราหายข้องใจ หรือจะชวนพ่อแม่ หรือ พ่อ แม่ ชวนลูก ก็ถือว่าได้ปลูกฝังในการรักษ์วัฒนธรรมไทยไปในตัว ถ้าหากท่านใดที่ชื่นชอบดนตรีคลาสสิค ไม่เป็นไรเรามีรอบที่ทำให้ท่านต้องตะลึง เรายกวงออเคสตร้าจากกองดุริยางค์ทหารบกมาเล่นในการแสดงโขน สมเด็จฯ ครั้งนี้ด้วย โดยมีสองเวอร์ชั่น คือวงออเคสตร้า และ วงปี่พาทย์ไทย ให้ท่านเลือกรับฟังแล้วแต่รอบ แล้วท่านจะบอกว่าสุดยอด!!!!!

เรื่องย่อ พอเข้าใจของโขน เรื่อง “รามเกียรติ์ ตอน พรหมาศ ”

ทศกัณฐ์เจ้าพระนครลงกา ทรงทราบข่าวสมเด็จพระเจ้าหลาน คือ แสง อาทิตย์และมังกรกัณฐ์ เสียทีแก่ทัพพระราม จึงตรัสสั่งให้กาลสูรไปทูล อินทรชิตให้เร่งชุบศรพรหมาศ ยกไปราญรอนกับกองทัพพระลักษมณ์ อินทรชิตแสร้งทำกลแปลงกายาเป็นองค์อมรินทรา ให้การุณราชแปลง เป็นคชาเอราวัณ พร้อมกับให้โยธาทั้งหลายกลายเพศเป็นเทพบุตรและ เทพธิดา ออกมาจับระบำรำฟ้อนกลางเวหา พระลักษมณ์และพลวานร หลงกล คิดว่าองค์อมรินทรา เทพบุตร เทพธิดา มาจับระบำรำฟ้อนด้วย ความหรรษา จึงพิศเพลินด้วยความจำเริญตา เป็นทีให้อินทรชิตแผลงศร พรหมาศต้ององค์พระลักษมณ์และพลวานรสลบไสลทั้งกองทัพ เว้นแต่ หนุมานไม่ต้องศรศิลป์อินทรชิต จึงขึ้นราญรอนกับอินทรชิต หนุมานตี ควาญท้ายคชาอาสัญและง้างหักคอพญาเอราวัณได้สำเร็จ แต่ก็ต้องคันศร อินทรชิตฟาดสลบอยู่กลางสนามรบ ฝ่ายอินทรชิตและโยธาทั้งหลายก็ เลิกทัพกลับพระนครลงกาด้วยความหรรษา

เมื่อความทราบถึงพระรามจึงรีบรุดมาช่วยเหลือ ครั้นเดินทางมาถึงสนาม รบ ก็พบกับหนุ-มานซึ่งกลับฟื้นคืนมาเมื่อพระพายพัดต้องกาย หนุมานจึง ทูลความทั้งหมดให้พระรามได้ทราบ เมื่อพระรามตรัสถามวิธีแก้ไขกับ พิเภก พิเภกโหราจารย์จึงกราบทูลว่ามีสรรพยาที่จะแก้ไขให้กลับฟื้นคืนมา ได้อยู่ในภูผาชื่ออาวุธ พระรามจึงใช้ให้หนุมานเดินทางไปเอาสรรพยามา แก้ไข กองทัพพระลักษมณ์จึงกลับฟื้นคืนมา

ติดตามรายละเอียดได้ที่นี้ค่ะ http://www.thaiticketmajor.com/performance/khon_phrommas.php

 

วันที่ 29 พ.ค. 52 ที่ผ่านมาได้ไปแสดงรายการคุณพระช่วยฉากโรงพิธี บรรเลงโดยวงโยธวาทิต ณ บริษัทworkpoint  แถวรังสิต เป็นการประชาสัมพันธ์การแสดง มีภาพบรรยากาศมาให้ชมค่ะ

นี้ค่ะ คือ ที่ที่เราจะมาอัดรายการคุณพระช่วย                           เข้ามาแล้ว studio คุณพระช่วย

                             

           อ้าว  ! รีบแต่งตัว                                                            ถ่ายรูปคู่กันหน่อย

         

   หามุมใน studio สวยๆ ถ่ายออกมาชอบมาก                               ฉายเดี่ยวค่ะ

                                          พร้อม 5.....4......3......2.....1

 

สุดท้ายนี้ของกล่าวคำกลอน เพราะๆ ของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กลอนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันภูมิใจกับสิ่งที่ตนปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

                " ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ                เอกราชเอกลักษณ์เอกศักดิ์ศรี

           เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี         เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน  "

 

ปล.อย่างลืมดูช่อง 9 รายการคุณพระช่วย วันที่ 9 มิ.ย.2552 นะค่ะ 

แล้วจะมาเล่าเพิ่มสัญญาค่ะ...........

 

                                                                                นางสาว ภัทรพร      ชูสกุล

                                                               นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  กระทรวงวัฒนธรรม

                                                                                เขียน 30 พฤษภาคม 2552