การศึกษาพิเศษ

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้

 

สุรีย์พร  สารีแก้ว

ครู วิทยฐานะชำนาญการ

โรงเรียนสามพร้าววิทยา

 

      ในสังคม ณ ปัจจุบันนี้   สถิติเด็กภาวะบกพร่องทางการรับรู้  ที่ส่งผลให้มี ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ มีจำนวนมากขึ้นตามความเจริญของเทคโนโลยี และการเลี้ยงดูที่เปลี่ยนไปตามความเจริญของวัตถุนิยม   ซึ่งคุณครูตามโรงเรียนจะทราบดีว่า  เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ กลุ่มนี้จะถูกเลื่อนขึ้นตามลำดับชั้นเรียนอย่างไม่มีความสามารถทางการเรียน เขียน อ่าน คำนวณ ตามลำดับชั้น   ที่เรียน  แต่ต้องถูกเลื่อนขึ้นชั้นตามลำดับอายุ   เพราะระบบการศึกษากำหนดให้ไม่มีการเรียนซ้ำชั้น  หากทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจในภาวะบกพร่องทางการรับรู้ของเด็ก  เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตมาพร้อมความกดดันทางจิตใจเมื่อถึงวัยหรือสบโอกาสจะสร้างปัญหาให้กับตนเอง ครอบครัวสังคมได้ตามการนำเสนอของสื่อที่ประจักษ์ต่อสังคมอย่างเช่นทุกวันนี้ ทั้งที่เด็กกลุ่มบกพร่องทางการรับรู้ ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้การ อ่าน  การเขียน คำนวณเหล่านี้   เขาอาจคือบุคคลที่มีความสามารถทางการเรียนรู้ด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นดนตรี   กีฬา   ศิลปะ   ทักษะงานฝีมือ งานสร้างสรรค์  นักคิดนักค้นคว้า อีกหลายด้าน   ที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมเช่นบุคคลในอดีตมากมายทั้งในระดับโลก ระดับชาติที่ทุกคนได้รู้จัก ได้แก่ โทมัส อันวาเอดิสัน   เซอร์ไอเซ็ก นิวตัน  บีโทรเฟน   ลีโอนาโด  ดาวินชี คุณพุ่มพวง  ดวงจันทร์  คุณขาวทราย  กาแล็กซี  เป็นต้น ดังนั้น หากทุกคนได้ทำความเข้าใจและรู้เท่าทันภาวะบกพร่องทางการรับรู้ของประสาทรับสัมผัสทั้ง 7 ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ร่วมกันเฝ้าระวังก่อนวัย 5 ขวบ และให้การเล่น การเลี้ยงดู การบำบัดที่เหมาะสมจะช่วยแก้ไขภาวะบกพร่องทางการรับรู้ได้   แต่หากพบปัญหาทางการเรียนรู้ในวัยเรียน  สถานศึกษาร่วมกันจัดการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลและสร้างเสริมทักษะการทำงานของระบบประสาทสัมผัสให้มีความสามารถที่จำเป็นในการดำรงชีวิต การทำงานเพื่อเลี้ยงชีพในอนาคตได้   ร่วมทั้งสังคมควรตอบรับและให้โอกาสตามความสามารถ   และที่สำคัญทุกภาคส่วนให้ความเข้าใจในภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่สร้างความกดดันทางด้านจิตใจ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็ก ครอบครัว และสังคมในอนาคตได้ดังนั้น การจัดการศึกษาของโรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการ จึงมุ่งหวังเด็กเป็นพลเมืองดีของชาติ เปิดโอกาสให้เด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา ได้เรียนรู้และอยู่ร่วมในสังคมอย่างเกื้อกูลกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                  

                    เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ  ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาของประเทศทุกระดับ ดังพระราชบันทึกเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย  ตอนหนึ่งว่า

                    ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น  คือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ข้าจะ           ไม่โศกเศร้าเลย  ถ้าเจ้ามารายงานว่า เด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือไม่คล่อง คิดเลขซ้อนไม่เป็น และไม่รู้วิชาเรขาคณิต ถ้าข้าได้รู้ว่า เด็กคนนั้นได้ศึกษาพอที่จะรู้ว่าความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

                      ข้าต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่งดงาม   จนทำให้เด็กที่ออกไปแล้วหวนกลับมาคิดถึง            ในวันข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ.....

      

 

 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พุทธศักราช  2545  หมวด 2 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา  มาตรา 10 ที่ระบุว่า การจัด การศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิ และ โอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า  12  ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มี ความบกพร่องทางการเรียนรู้  ต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่ง กระทรวงศึกษาธิการ  ได้กำหนดนโยบายให้เป็นปีแห่งการศึกษาเพื่อคนพิการ  โดยประกาศนโยบายว่า    ผู้พิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน รวมทั้ง ได้มีการจัดระบบโครงสร้างการจัดการศึกษา เพื่อคนพิการเพื่อที่จะเร่งรัดขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้พิการ หรือผู้ที่มีความบกพร่องอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน , 2545:1)   อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนร่วมถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้บริหาร  ครู  และบุคลากรในโรงเรียน โดยการจะจัดการเรียนร่วมนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งจากผู้ปกครอง โรงเรียนและรัฐบาล        การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนครอบคลุมทั้งการบริการและการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนร่วม การบริหารหลักสูตรปกติ ที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานภาพความต้องการพิเศษ  การบริหารงบประมาณ  การปรับและการสร้างอาคารสถานที่  และเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนร่วม  การประสานงานชุมชน  และนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการบริการเสริมแก่นักเรียน รวมทั้งความต้องการของผู้บริหารและครูผู้สอน 

                      

ทำไมปัจจุบันเด็กเป็น LD กันเยอะไหม ?

 

                       เด็กอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้เรียนรู้ช้า มีมาตั้งแต่ในอดีต โดยคนส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เกิดจากความบกพร่องทางสติปัญญา แต่ความจริงแล้วความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีรายงานในวารสารการแพทย์ต่างประเทศนานเกิน 100 ปี ระยะหลังมีการศึกษาวิจัยกลุ่มนี้กันมากขึ้น จึงทำให้การแพทย์และการศึกษาเข้าใจปัญหา และผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น

                   ในประเทศไทย พระราชบัญญัติการศึกษา 2542 ได้กำหนดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา ครูและผู้ปกครองจึงรู้จักโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นคาดการณ์ได้ว่าอนาคตปัญหานี้จะเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ไม่ต้องยืนอยู่มุมมืดของสังคมอีกต่อไป

 

 เด็กอ่านไม่ออกมีมากแค่ไหน ?

 

                     ความบกพร่องทางการเรียนรู้พบได้ทุกชาติทุกภาษา ทั่วโลก ประมาณร้อยละ 5- 10  ของ  เด็กวัยเรียน ดังนั้นทุกโรงเรียนมีปัญหานี้ หากครูไม่รู้จัก...พวกเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กอ่านหนังสือไม่ออก สอนไม่จำ และสร้างความลำบากใจให้กับครูไปวันๆ เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เด็ก LD  เป็นอย่างไร ?

 

                      เด็กหน้าตาปกติเหมือนกับเพื่อนทุกอย่าง พูดคุยตอบคำถามทั่วไปได้รู้เรื่องดี แต่เวลาเรียนหนังสือ จะสังเกตเห็นความบกพร่องชัดเจน

1.       เด็ก LD  จัดว่าอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีระดับ    IQประมาณ 70 

ซึ่งเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในแต่ละระดับมีความ แตกต่างตามช่วงอายุ  ดังนี้

 

อายุ

ระดับปัญญาอ่อน

ปฐมวัย  (  0- 5  ขวบ )

วัยเรียน ( 6 –12  ปี )

วัยผู้ใหญ่ ( 21 ปี ขึ้นไป )

วุฒิภาวะและพัฒนาการ

การศึกษา

สังคมและอาชีพ

1.ขั้นเล็กน้อย

(  mild )

  IQประมาณ 50 - 70

สามารถพัฒนาทักษะในการสื่อความหมายและทักษะทางสังคมได้ ยังไม่สามารถสังเกตความแตกต่างจากเด็กปกติได้มากนักจนกว่าเด็กจะโตขึ้น

สามารถเรียนหนังสือได้สูงสุดประมาณชั้น  . 6 เมื่อเด็กมีอายุในวัยรุ่นไม่สามารถเรียนวิชาสามัญได้เท่าเทียมกับเด็กปกติ  ควรได้รับการศึกษาที่จัดเฉพาะเด็กประเภทนี้

สามารถประกอบอาชีพและอยู่ในสังคมได้ หากได้รักการศึกษาและการฝึกอาชีพอย่างเพียงพอ ต้องการดูแลและเอาใจใส่จากผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ

2.       ขั้นปานกลาง

      ( moderate )

IQ ประมาณ 35 - 49

สามารถพูดได้พอสื่อสารกับผู้อื่นได้มีพัฒนาการช้า พอช่วยเหลือตัวเองได้  ต้องการการควบคุมดูแลจากผู้ใกล้ชิด

สามารถเรียนหนังสือได้สูงสุดประมาณชั้น   . 4   เมื่ออายุถึงวัยรุ่นหากได้รับการศึกษาที่เหมาะสม

สามารถทำงานประเภทที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก

( unkilled, semiskilled )

ต้องการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใกล้ชิด

 

3.       ขั้นรุนแรง

        ( severe )

IQ ประมาณ 20 - 34

มีปัญหาในการเคลื่อนไหว พูดไม่ค่อยได้หรือพูดไม่ได้เลย ช่วยตัวเองไม่ได้

เรียนหนังสือไม่ได้

สอนพูดได้บ้าง

ฝึกเกี่ยวกับสุขภาพ อนามัยได้บ้าง

ต้องการการดูแล

เอาใจใส่จากผู้ใกล้ชิด ช่วยตัวเองได้บ้างแต่น้อย

4.       ขั้นรุนแรงมาก

       ( profound )

IQ  ต่ำกว่า  20

ช่วยตัวเองไม่ได้ มีความสามารถน้อยที่สุด  ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

ฝึกให้ช่วยตัวเองได้บ้าง  แต่ไม่ค่อยได้ผลมากนัก

ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

 

จากตารางจะเห็นได้ว่าระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ  คือ  ตั้งแต่