สารต้านอนุมูลอิสระใกล้ตัว
อนุมูลอิสระ (อังกฤษ: radical และมีการใช้ free radical) หมายถึง สารซึ่งมีอิเล็กตรอนซึ่งไม่มีคู่อยู่ในวงรอบของอะตอม หรือโมเลกุล ซึ่งสารอนุมูลอิสระ (Free Radical) คือ โมเลกุลซึ่งขาดอิเลคตรอนไป 1 ตัว หรือได้รับอิเลคตรอนจากภายนอกเพิ่มเข้ามาอีก 1 ตัว ปกติโมเลภุลในร่างกายจะมีอิเลคตรอนวิ่งเป็นวงรอบเป็นจำนวนคู่ ซึ่งจะทำให้โมเลกุลนั้นคงตัว ในกรณีที่มีการสูญเสียหรือมีการเพิ่มของอิเลคตรอนเพียงตัวเดียว จะทำให้โมเลกุลนั้นไม่มั่นคงกลายเป็นอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวอันตราย ต้องไปแย่งอิเลคตรอนจากโมเลกุลข้างเคียง ทำให้โมเลกุลที่ถูกแย่งอิเลคตรอนไปกลายเป็นอนุมูลอิสระแทน จึงต้องไปแย่งอิเลคตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงต่อไปอีกเรื่อยๆ จนเกิดปฎิกิริยาลูกโซ่
อนุมูลอิสระเกิดจากอะไร
สาเหตุการเกิดอนุมูลอิสระ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย
- สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น แสงแดด แสงอาทิตย์ซึ่งมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต โอโซน ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ ยาฆ่าแมลง
- รังสี เช่น รังสี X-ray
- อาหารบางชนิดจากขบวนการประกอบอาหาร เช่น การย่างเนื้อสัตว์ที่มีส่วนประกอบของไขมันสูง การนำน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารที่อุณหภูมิสูงๆ มาใช้ซ้ำ
- อาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว
- การติดเชื้อ ทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Autoimmune Diseases) เช่นข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์
2. อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย
- ผลจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน (Metabolism) ที่เกิดขึ้นในเซลล์ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ
ร่างกายก็มีกลไกที่จะกำจัดอนุมูลอิสระ เหล่านี้โดย 2 วิธี คือ
1. วิธีการใช้เอนไซม์ต่างๆในร่างกาย เป็นกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย โดยร่างกายจะผลิตสารต่อต้านอนุมูลอิสระขึ้นเอง เช่น
- Superoxide dismultase (SOD) มีธาตุสังกะสี, ทองแดง, แมงกานีส เป็นองค์ประกอบ
- Catalase (CAT)
- Glutathione peroxidase (GPX) มีธาตุซิลีเนียม เป็นองค์ประกอบ
2. วิธีการไม่ใช้เอนไซม์ เป็นการต่อต้านวงจรอนุมูลอิสระโดยการได้รับสารอาหาร หรือสารธรรมชาติอื่นๆ จากการรับประทานเข้าสู่ร่างกาย ไดแก่ วิตามิน อี (a tocopherol), เบต้าแคโรทีน (Betacarotene) และวิตามิน ซี เนื่องจากมีการสังเกตว่า เอนไซม์ต่างๆ ที่ใช้กำจัด อนุมูลอิสระ เช่น SOD มีได้จำกัด แต่สารที่เราสามารถทานเสริม ได้แก่ วิตามิน อี วิตามิน ซี เบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่จำกัดจากผัก ผลไม้ ที่เรารับประทานเข้าไป เนื่องจาก เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้บางชนิด จึงมีการสนับสนุนให้ทานสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น
อันตรายจากอนุมูลอิสระต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย
1.อนุมูลอิสระกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ
ในระบบหลอดเลือดและหัวใจ สารต้านอนุมูลอิสระสามารถต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาอนุมูลอิสระของโคเลสเตอรอลชนิดที่มีโทษต่อร่างกาย นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และอาการหัวใจขาดเลือดรวมถึงอวัยวะอื่นๆ เช่น สมอง อีกด้วย สารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยป้องกันการสูญเสียความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดและการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการป้องกันการเกาะตัวกันของแผ่นเลือด ซึ่งนำมาสู่การแข็งตัวเป็นก้อนของเลือดกับระบบหลอดเลือด และหัวใจอีกด้วย
การสะสมของสารต่างๆ และการที่หลอดเลือดถูกทำลายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนที่มีปัญหาทางพันธุกรรมเกี่ยวกับไขมันและโคเลสเตอรอลเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย การป้องกันแต่เนิ่นๆ เป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก แต่สารต้านอนุมูลอิสระเพียงลำพังไม่สามารถที่จะทำงานเดี่ยวๆได้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโปรแกรมในการรักษาสุขภาพต่างๆ ถึงต้องมีทั้งการแอโรบิกออกกำลังกาย การควบคุมความเครียด การรับสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม การผ่อนคลายอารมณ์ด้วยเสียงเพลงและงานศิลป์ การหัวเราะ การเข้าสังคมและการบริโภคอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระรวมเข้าไปด้วย
2.อนุมูลอิสระกับระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกันช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันยังทำหน้าที่ในการตรวจตรา และทำลายเซลล์มะเร็งต่างๆ ที่แปลกปลอมเข้ามา สารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการต่อสู้กับมะเร็งและเซลล์ที่มีการติดเชื้อ
3.อนุมูลอิสระกับเซลล์ประสาท
ในสมองพบว่าเซลล์ประสาทบางส่วนได้รับผลกระทบ และเกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ผลกระทบต่อเซลล์ประสาทนี้ ได้แก่ โรคเสื่อมของเซลล์ประสาท เช่น โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ที่มีอาการสั่น กล้ามเนื้อตายและการเคลื่อนไหวลำบาก, โรคอัลไซเมอร์ (Aizheimer’s disease)
เราสามารถป้องกันเซลล์ประสาทจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นได้โดยการยับยั้งการเพิ่มขึ้นของการก่อตัวของอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ผลจากการป้องกันการก่อตัวของอนุมูลอิสระเมื่อเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ จะได้ผลที่ดีกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่มั่นใจว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่จะสามารถช่วยปกป้องเซลล์สมองได้นั้น ควรเริ่มตั้งแต่แรกและดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตลอดช่วงชีวิต
4.อนุมูลอิสระกับการต่อต้านเซลล์มะเร็ง
เซลล์มะเร็งสามารถก่อตัวได้ เมื่อกลไกพันธุกรรมของเซลล์มีการเปลี่ยนแปลง สาเหตุที่สนับสนุนการเกิดของเซลล์มะเร็ง ได้แก่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม สารพิษจากสิ่งแวดล้อม รังสี อาหารที่บริโภคเข้าไปและสาเหตุอื่นๆ มะเร็งแต่ละชนิดมีความจะเพาะ และมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน จึงทำให้การบำบัดรักษาเป็นไปได้ยาก
แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกลไกทางพันธุกรรมแก่เซลล์หลายชนิด และสนับสนุนให้เกิดความเสี่ยงต่อการก่อตัวของมะเร็งอีกด้วย การต่อต้านมะเร็งหลายชนิด สามารถทำไดโดยการบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เหมาะสม เป็นที่น่าสังเกตว่าวิธีที่ดีที่สุด คือเริ่มบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ ก่อนที่มะเร็งจะเกิดขึ้นจะดีกว่า ที่จะบริโภคหลังจากที่มะเร็งได้เกิดขึ้นแล้ว
5.อนุมูลอิสระกับการต่อต้านวัยชรา
อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง อาทิ ระบบเลือดและหัวใจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากเส้นเลือดแข็งตัว ระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้านมะเร็งบางชนิดลดน้อยลง ระบบประสาทบางส่วนในสมองไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทตัวใหม่มาทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนการเกิดมะเร็งเกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิตของเรา การทำลาย DNA สะสมเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราควรจะบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร
สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น กระบวนการออกซิเดชั่นมีได้หลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วยทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเราซึ่งสร้างความเสียหายต่อร่างกายได้ ในความเป็นจริงไม่มีสารประกอบสารใดสารหนึ่งสามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น
กระบวนการออกซิเดชั่นเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เราใช้ออกซิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไปไปเผาผลาญอาหารที่ร่างกายได้รับให้เป็นพลังงานสำหรับการทำงานของเซลล์ต่างๆ แต่ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นผลพลอยได้ อนุมูลอิสระต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับแอลดีแอล (LDL : low - density lipoprotein) ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลตัวเลว ทำให้เกิดออกซิไดซ์แอลดีแอล (oxidized LDL) ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า ออกซิไดซ์แอลดีแอล เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ
การตรวจสอบสารต้านอนุมูลอิสระทำได้หลายวิธี
1.
การตรวจหาปริมาณสารฟีโนลิกทั้งหมด
(total phenolic
compound)
การตรวจหาปริมาณสารฟีโนลิกทั้งหมดในสารสกัด โดยใช้วิธี
Folin-Ciocalteu(Singleton & Rossi,1965)
โดยนำสารสกัดที่ละลายด้วยเอทานอล จำนวน 50
ไมโครลิตร ผสมกับ Folin reagent จำนวน 250
ไมโครลิตร และสารละลาย 20% sodium carbonate
จำนวน 250 ไมโครลิตร เติมน้ำกลั่นจนครบ 5
มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากัน
จากนั้นทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องในที่มืดเป็นเวลา 30 นาที
นำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 765 นาโนเมตร
นำค่าการดูดกลืนแสงที่ได้ไปวัดหาปริมาณสารประกอบฟีโนลิคจากกราฟมาตรฐานระหว่างความเข้มข้นของ
gallic acid และค่าการดูดกลืนแสงในหน่วย gallic acid
equivalents (GAE) มิลลิกรัม/กรัม น้ำหนักแห้ง
2. Ferric Reducing Ability Power (FRAP) Assay
วิธีนี้เป็นการวัดสมบัติการต้านออกซิเดชั่น
โดยอาศัยหลักการว่าสารต้านออกซิเดชั่นทำให้ที่ให้อิเล็กตรอนจึงจัดเป็นสารรีดิวซ์
(reducing agent) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Total
Antioxidant Capacity (TAC)
เป็นการวัดความสามารถรวมในการรีดิวซ์
โดยใช้สารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก เฟอริค Fe3+ -TPTZ
(ferric tripyridyltriazine) เป็นสารทดสอบ
อะตอมของเหล็กในสารนี้จะถูกรีดิวซ์โดยสารต้านออกซิเดชั่น
ได้สารประกอบเชิงซ้อนของเหล็กเฟอรัส Fe2+-TPTZ
ซึ่งมีสีน้ำเงิน ดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 593
นาโนเมตร
การตรวจหาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสสารสกัดมุนไพร
ด้วยเทคนิค FRAP (SzöllÖsi & Varga-SzöllÖsi ,2002)
โดยนำสารสกัด ปริมาตร 1 มิลลิลิตร
มาเจือจางในเอทานอล 10 มิลลิลิตร ใน volumetric
flasks จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ 0.1 มิลลิลิตร
เติมลงไป 3.0 มิลลิลิตร FRAP reagent (25
มิลลิลิตร ของ acetate buffer 300
มิลลิโมล/ลิตร pH 3.6 กับ 2.5
มิลลิตร ของ 10 มิลลิโมล/ลิตร TPTZ
ในส่วนผสมของ 40 มิลลิโมล/ลิตร HCl
และ 2.5 มิลลิลิตร
FeCl3.6H2O 20 มิลลิโมล/ลิตร)
จากนั้นตั้งทิ้งไว้ 5 นาทีที่อุณหภูมิห้อง
แล้ววัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 593 นาโนเมตร
โดยใช้ตัวทำละลายปริมาตร 0.1 มิลลิลิตร
แทนสารสกัดเป็น blank คำนวณค่า activity
จากกราฟมาตรฐานของ L-ascorbic acid (0.2-1
มิลลิโมล/ลิตร)ผลที่ได้แสดงค่าเป็น ascorbic acid
equivalents
(AAE)/มิลลิกรัมน้ำหนักแห้งของพืช
สารต้านอนุมูลอิสระดีอย่างไร
มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็ว หรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทันอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น จะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
สมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
1.
หญ้าหวาน
หญ้าหวานเป็นสมุนไพรที่มีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์สูงสุด
(18.88)
ในบรรดาผัก-สมุนไพรที่นำมาวิจัยทดสอบในครั้งนี้ของนักวิจัยทางโภชนาการในปี
2545
ซึ่งเมื่อพิจารณาธรรมชาติขององค์ประกอบทางเคมีในหญ้าหวานแล้ว
พบว่าในหญ้าหวานมีสารประกอบฟีนอลิคค่อนข้างสูงถึง 448.59
มิลลิกรัม ส่วนปริมาณเบต้า-แคโรทีน 5.10 มิลลิกรัม
แซนโทฟิลล์ 5.30 มิลลิกรัม
และวิตามินซีแม้จะไม่สูงนักแต่ก็ไม่ถือว่าน้อยคือ 16.50
มิลลิกรัม
จึงคาดว่าสารที่โดดเด่นที่น่าจะทำให้หญ้าหวานมีดัชนีแอนติออกซิเดนท์สูงน่าจะเป็นสารประกอบฟีนอลิค
หญ้าหวานนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มชาสมุนไพร
ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
เนื่องจากในใบของหญ้าหวานมีสารที่เรียกว่า สตีวีโอไซด์
(stevioside) ซึ่งเป็นสารที่
ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 250 – 300 เท่า
แต่สารดังกล่าวไม่ให้พลังงานจึงไม่ทำให้อ้วน
2.
ชาใบหม่อน
ชื่อพื้นเมือง มอน
(อีสาน)
จากการวิเคราะห์ค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ของหม่อนพบว่ามีค่าสูงถึง 14.06 และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบในหม่อนแล้วพบว่า มีสารประกอบฟีนอลิคค่อนข้างสูงคือ 88.53 มิลลิกรัม
การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำ
จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ
และยังมีสรรพคุณแก้ไข แก้ไอ และบรรเทาอาการปวดศีรษะ
ส่วนผลหม่อนใช้รับประทานแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด มีสรรพคุณเป็นยาระบาย
บำรุงไต และทำให้นอนหลับดี
3.
ไพล
ชื่อพื้นเมือง ปูเลย (เหนือ) มิ้นสะล่าง
(แม่ฮ่องสอน)
ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าไพลมีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์สูง คือ
12.12 แต่
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบในไพลแล้วไม่มีสารใดที่โดดเด่นเป็นพิเศษจนสามารถชี้ขาดได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนติออกซิเดนท์ในไพล
แต่อาจเป็นสารทั้งหมดที่ช่วยๆ
กันทำหน้าที่นี้จึงทำให้ไพลมีแอนติออกซิเดนท์สูง
ในตำรายาแผนโบราณมีการใช้เหง้าที่แก่จัดของไพลเป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคหืด
นอกจากนี้ไพลยังมีสรรพคุณอื่นๆตามมาอีกมาก ตั้งแต่แก้อาการฟกช้ำ
เคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้เหน็บชา ขับลม รักษาอาการท้องเดิน
และขับประจำเดือน
4.
ฟ้าทะลายโจร
ชื้อพื้นเมือง หญ้ากันงู (สงขลา) สามสิบดี
(ร้อยเอ็ด) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง)
จากผลการวิจัยฟ้าทะลายโจรมีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ปานกลาง
คือ 8.64
สารที่โดดเด่นในฟ้าทะลายโจรน่าจะเป็นสารประกอบฟีนอลิค
ที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนติออกซิเดนท์
ทั้งต้นสดและแห้งของฟ้าทะลายโจรนำมาต้มน้ำดื่ม
มีสรรพคุณรักษาโรคบิดชนิดติดเชื้อ บรรเทาอาการหวัด ท้องเดิน
ทางเดินอาหารอักเสบ และปอดอักเสบ ส่วนใบมีสรรพคุณสมานแผล
โดยนำใบมาบดผสมกับน้ำมันพืช แล้วใช้ทาตรงบริเวณที่เป็นแผล แผลไฟไหม้
แผลน้ำร้อนลวก จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
5.
กวาวเครือขาว
ชื่อพื้นเมือง ทองเครือ จานเครือ ตานจอมทอง
กวาวเครือขาวมีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ 7.52
มิลลิกรัม
หน้า 3 จาก 10
สารชมรมศาสนาและการกุศล เรื่องที่ 27
สมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
6. ชุมเห็ดเทศ
ชื่อพื้นเมือง หมากกะลิงเทศ ลับมืนหลาว ขี้คาก
(เหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย) จุมเห็ด
(มหาสารคาม)ชุมเห็ดเทศมีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ 7.12
มิลลิกรัม
ชุมเห็ดเทศมีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นเดียวกับมะขามแขกโดยใช้ใบหรือดอกมาต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย
ป้องกันอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ นอกจากนี้ทั้งต้นยังมีสรรพคุณขับเสมหะ
ขับพยาธิ รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
และอาการฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายได้
7. พญาปล้องทอง
ชื้อพื้นเมือง พญาปล้องคำ (ลำปาง) ลิ้นมังกร
ผักมันไก่ พญายอ
ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) เสลดพังพอน
(กลาง)
พญาปล้องทอง หรือที่ชาวบ้านภาคเหนือเรียกกันว่าพญายอ
มีแอนติออกซิเดนท์ 6.28 มิลลิกรัม
พญาปล้องทองมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาโรคผิวหนัง
โดยใช้ใบของพญาปล้องทองมาขยี้หรือตำให้ละเอียดใช้พอกทาผิวหนังรักษาโรคงูสวัดและไฟลามทุ่ง
รักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมลงป่องหรือตะขาบ
8. มะระขี้นก
ชื่อพื้นเมือง มะห่อย มะไห่ (เหนือ) ผักไซ
(อีสาน)
ผลมะระขี้นกมีค่าดัชนีแอนติออกซิแดนท์ 1.72
ส่วนยอดมะระมีค่าดัชนีสูงกว่าคือ
6.28
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทางเคมีแล้วพบว่ายอดมะระมีปริมาณเบต้า-แคโรทีน
3.83 มิลลิกรัม แซนโทฟิลล์ 18.01 มิลลิกรัม
วิตามินซี 16.23 มิลลิกรัม และสารประกอบฟีนอลิค
93.15 มิลลิกรัม จึงทำให้มีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์สูงกว่า
แม้ว่ามะระมีรสขมแต่ก็ให้คิดว่าขมนั้นคือยา
รับประทานแล้วช่วยเจริญอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน
โรคม้าม โรคตับ เป็นยาระบาย และขับพยาธิ
หรือนำผลสุกมาคั้นน้ำแล้วใช้ทาหน้าเพื่อรักษาสิวได้
9.
รางจืด
ชื่อพื้นเมือง กำลังช้างเผือก ยาเขียว เครือเถาเขียว
ขอบชะนาง (ไทย) คาย (ยะลา) ย้ำแย้
(อุตรดิตถ์)รางจืดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง
แม้จะชื่อรางจืดแต่คุณค่าไม่ได้จืดเหมือนกับชื่อเลย
เพราะมี
แอนติออกซิเดนท์จัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง คือ 6.25 สมุนไพรรางจืดใช้เป็นส่วนประกอบของยาเขียวซึ่งเป็นยาไทยแผนโบราณขนานหนึ่ง มีสรรพคุณใช้ถอนพิษเบื่อเมา และถอนพิษไข้ได้ทุกชนิด ส่วนรากและเถาของต้นรางจืดก็นำมาต้มน้ำดื่ม มีสรรพคุณแก้ร้อนในและกระหายน้ำ
10.
เถาวัลย์เปรียง
ชื่อพื้นเมือง เครือตาปา
(โคราช) มีสารฟลาโวนอยด์สูง
มีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ 5.81
ในตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงใช้เป็นยารักษาเส้นเอ็นขอด
บรรเทาอาการเมื่อยขบ รักษาโรคบิด โรคหวัด ขับเสมหะ และขับปัสสาวะ
ส่วนรากมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย รักษาอาการไข้
และขับปัสสาวะ
11.
ทองพันชั่ง
ชื่อพื้นเมือง ทองคันชั่ง หญ้ามันไก่ ทองพัน ดุล
(กลาง) มีค่าดัชนีแอนติออกซิเดนท์ 5.04
ใบสดหรือแห้งนำมาชงน้ำดื่ม มีสรรพคุณเป็นยาระบาย
รักษาอาการท้องผูกได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะด้วย
สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนังก็ให้นำใบและรากมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำออก
จากนั้นนำมาแช่ในเหล้าหรือแอลกอฮอล์ ใช้เป็นยารักษาแผล กลากเกลื้อน
หรือผดผื่นคันตามผิวหนังได้
กรุณาเขียนชื่อผู้แต่งด้วย จะได้นำมาอ้างอิงงานวิจัยค่ะ