PMS อาการที่ผู้หญิงควรตระหนักแต่อย่าตระหนก ประเด็นนี้เป็นเรื่อที่ผู้หญิงจับกลุ่มคุยกันเป็นประจำ โดยอาการไม่สบายกาย หงุดหงิด อารมณ์ไม่แจ่มใส มักเกิดก่อนมีประจำเดือนไม่กี่วัน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า 70-80% ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ คือช่วงอายุ 25-45 ปี มีอาการดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า "อาการก่อนมีประจำเดือน" (premenstrual syndrome) หรือ PMS รู้อาการ PMS แม้ว่าจะยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการก่อนมีประจำเดือน แต่ก็คาดว่าสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรนในช่วงตกไข่ของแต่ละเดือน ประมาณ 7-10 วันก่อนมีประจำเดือน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายและจิตใจ ทั้งผู้หญิงแต่ละคนจะมีอาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรม วิธีการดำเนินชีวิต และสภาพร่างกายในช่วงนั้นๆ อาการก่อนมีประจำเดือนโดยทั่วไปมักจะมีอาการเหมือนกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือช่วงก่อนเข้าสู่วัยทอง โดยแยกผลกระทบได้ 2 ทาง คือ ทางร่างกายและจิตใจดังนี้ ทางร่างกาย -คลื่นไส้ -วิงเวียน ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน -รู้สึกร้อนวูบวาบ -มีสิวขึ้นตามใบหน้า - ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก และปวดหลัง -หน้าบวม ตัวบวมน้ำ หน้าท้องบวมและเท้าบวม -มีอาการท้องอืด ท้องผูกและท้องเสีย ทางด้านจิตใจ -นอนไม่หลับ -อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย -ขี้รำคาญ -เครียด และวิตกกังวล -ซึมเศร้า อ่อนไหวละร้องไห้ง่าย -เจริญอาหาร หรือเบื่ออาหาร PMS ตระหนักได้แต่ไม่ต้องตระหนก เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่เข้าข่ายมีอาการก่อนมีประจำเดือนอาจกำลังวิตกกังวลและอยากจะรักษาให้หายขาด อย่างไรก็ตาม อาการนี้ไม่ถือเป็นโรค หรือความผิดปกติ เพราะเมื่อประจำเดือนมาตามปกติ อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ ระหว่างนี้ถ้ารู้สึกไม่สบายก็สามารถทานยารักษาได้ตามอาการ เช่น ทานยาแก้ปวดศีรษะ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รับมือกับอาการก่อนมีประจำเดือนได้ดีขึ้น เรามีคำแนะนำเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นได้ เริ่มจาก -เลือกรับประทานอย่างเหมาะสม นั่นคือรับประทานให้ครบ 5 หมู่ แต่ละครั้งควรรับประทานทีละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด มันจัด ไม่ดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ -ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารความสุขหรือเอนดอร์ฟินออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดก่อนมีประจำเดือนได้อย่างดี -รับประทานยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมเพื่อบรรเทาอาการ ผู้หญิงบางคนที่ได้รับผลจากอาการก่อนมีประจำเดือนมาก เช่น มีอารมณ์แปรปรวนมากจนคนรอบข้างอึดอัดใจ ในกรณีนี้สูตินรีแพทย์อาจจะให้ทานยาปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ นอกจากนี้ผู้หญิงที่มีอาการไม่มากอาจเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทน้ำมันจากดอกอิฟนิ่งพริมโรส วิตามินบี หรือวิตามินซี ที่เชื่อว่าช่วยลดอาการบวมน้ำ หรืออารมณ์หงุดหงิดได้ สุดท้ายขอย้ำอีกครั้งว่า อาการก่อนมีประจำเดือนไม่ใช่โรคหรือความผิดปกติ ดังนั้นหากมีอาการเพียงเล็กน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ เพียงแต่ฟิตร่างกายให้แข็งแรง เตรียมอารมณ์ให้แจ่มใส แต่คนที่ได้รับผลการะทบรุนแรง ขอแนะนำให้จดบันทึกความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงนั้น และทำติดต่อกัน 2-3 เดือน หากมีการเปลี่ยนแปลงในทางลบและรุนแรงมากขึ้น การหิ้วสมุดบันทึกไปปรึกษาหมอก็เป็นอีกเครืองมือหนึ่งที่ช่วยคุณหมอในการรักษา ข้อมูล นิตยสาร Health Today ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552
สวัสดีค่ะ คุณ bob แวะมาอ่านข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ No comment นะค่ะ เพราะน้าตุ๊ก 4 กว่าแล้ว คริคริ
สวัสดีค่ะพี่เขี้ยว
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลที่ผู้หญิงทุกคนควรตระหนัก แต่ไม่ตระหนก...
คิดถึงพี่มากเช่นกันค่ะ
เมื่อวานซืน ปั่นจักรยาน 10 กม. ... ยังเมื่อยขาอยู่เลยค่ะ
พี่สบายดีนะคะ
(^___^)
สสวัสดีครับน้าตุ๊ก น้าตุ๊กครับ ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาอ่าน ถึงจะ No comment ก็ไม่เป็นไรครับ น้าหลานกัน No problems อยู่แล้ว
เรื่องนี้อั๋นก็ No comment เหมือนกัน เพราะยังไงๆ ก็ไม่มีอาการดั่งว่ามานี้อยู่แล้วครับ อิอิ
ขอบคุณครับคุณคนไม่มีรากที่เข้ามาอ่าน ว่าแต่ คุณคนไม่มีรากทักผิดคนรึเปล่าอ่ะครับ???
อ้าว ชื่อพี่เขี้ยวไปแล้วหรือค่ะ คิดถึงพี่เขี้ยวนะค่ะ คริคริ