หัวข้อสนทนาในแต่ละวัน (วันละหลายรอบ) ที่ฉันกับพี่สาวคุยกันทางโทรศัพท์ก็คือ น้องหมาสาวสวยพันธุ์โกลเดนรีทรีพเวอร์ชื่อ ขมิ้น หรือเจ้า ลูกวัวน้อย ของฉัน ที่อยู่ไกลถึงเหนือสุดของประเทศไทย ที่เชียงรายโน่น 
         ขมิ้นเป็น (น้องหมา) เด็กสุราษฎร์ธานี แบบเดียวกับฉันและพี่สาว และมีวิถีชีวิตเหมือนกัน นั่นก็คือเกิดและโต (ตอนเด็ก) ที่นี่ แต่สุดท้ายก็ต้องย้าย ตัวเอง ไป เติบใหญ่ เสียไกลบ้าน พี่สาวของฉันตัดสินใจที่จะหาน้องหมาสักตัวไป เป็นเพื่อน ในวันที่เธอต้องย้าย ชีวิต ทั้งชีวิตไปอยู่เชียงราย ที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วน ใหม่ สำหรับเธอ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมรอบตัว ผู้คนที่สำคัญก็คือ ครอบครัว ใหม่ที่เธอต้องเข้าไปเป็นสมาชิก การมีขมิ้นไปเป็นเพื่อนจึงน่าจะช่วยให้เธอ ปรับตัว เข้ากับครอบครัวใหม่ได้ดีขึ้น เหมือนกับพี่สาวของฉันได้นำเอา ตัวแทน ของ บ้าน ที่มีความรักและความผูกพันแบบเดียวกับเธอติดตัวไปด้วย และอย่างน้อยขมิ้นก็เป็นสิ่งที่ ไม่ใหม่ สำหรับเธอท่ามกลางสิ่งใหม่อื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเธอที่เชียงราย
         ก่อนที่ฉันจะได้เห็นหน้าเด็กหญิงขมิ้นนั้น ฉันได้ยินคำบอกเล่าทั้งจากพี่สาว และแม่อยู่ไม่ขาด ขมิ้นจำเป็นต้องเข้ามาอาศัยใต้ต้นไม้ใหญ่ของพ่อและแม่ก่อนที่จะย้ายตัวเองไปอยู่เชียงรายพร้อมกับแม่ของเธอ (พี่สาวของฉันเอง) เพราะว่าขณะนั้น พี่สาวของฉันต้องไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับสุราษฎร์ธานีเพื่อจัดการเรื่องย้ายที่ทำงาน ฉันคิดว่า เป็นโชคดีของขมิ้นที่ได้มีโอกาสอยู่กับแม่ของฉันแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่นาน เพราะแม่ของฉันหรือยายของขมิ้น เปรียบเหมือนกับ ครู คนแรกของขมิ้น ที่ เกลา และอบรมเด็กหญิงขมิ้น ให้กลายไปเป็นนางสาวขมิ้นที่น่ารักและ (ส่วนมาก) เรียบร้อยอย่างเช่นในปัจจุบัน แม่เริ่มจากการฝึกนิสัยในเรื่องง่าย ๆ ให้กับขมิ้นนั่นก็คือ ให้ขมิ้นรู้จัก ที่ สำหรับขับถ่ายของตัวเอง แม่จะสังเกตอากัปกิริยาของขมิ้นเวลาที่ขมิ้นจะถ่าย ซึ่งดูไม่ยากก็คือ น้องหมาจะเดินดมๆ วนๆ หย่อนก้นลงต่ำพร้อมทั้งกระดกหางขึ้นอันเป็นท่าเตรียมพร้อมสำหรับปล่อยกระสุน แม่ก็จะตรงเข้าอุ้มขมิ้นไปวางไว้บนหนังสือพิมพ์ที่แม่ปูไว้ ให้ขมิ้นรู้ว่า ที่ ตรงนี้เป็นที่สำหรับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ นอกจากนั้นยังสอนให้ขมิ้นรู้จัก ที่ อยู่ของตัวเอง เพราะทุกวันขมิ้นจะถูกล่ามไว้ข้างนอกบ้านในตอนกลางวัน แต่พอตกเย็น แม่ของฉันจะอุ้มขมิ้นขึ้นไปนอนในห้องน้ำหน้าห้องนอนของแม่ พร้อมทั้งบอกกับขมิ้นว่า ขมิ้นนอนในนี้นะ อย่าร้อง พรุ่งนี้ยายจะพาออกไปข้างนอก และเหมือนขมิ้นจะเข้าใจในสิ่งที่แม่ของฉันพูด เพราะไม่ว่าจะโดนล่ามอยู่นอกบ้านตอนกลางวัน หรือขังให้นอนในห้องน้ำตอนกลางคืน ขมิ้นก็ไม่เคยส่งเสียงร้องโหยหวนให้ได้ยินเหมือนลูกหมาตัวอื่นๆ เลย แม่ทำอย่างนี้อยู่เดือนกว่าๆ จนขมิ้นรู้แล้วว่า ตอนเช้ายายจะเข้ามาอุ้มขมิ้นลงไปข้างล่าง หลังจากนั้นยายจะปล่อยให้ขมิ้นวิ่งเล่นและทำธุระในสนามหญ้า เสร็จแล้วยายถึงจะจับเจ้าเด็กน้อยมาล่ามไว้ที่เสาโรงรถ และยายก็จะหมั่นมานั่งทำงานบ้าน หรือนั่งพักผ่อนใกล้ๆ กับเจ้าขมิ้น ตกเย็นยายก็จะมาอุ้มขมิ้นอีกครั้งเพื่อพาไปนอนข้างบนบ้าน เมื่อขมิ้นอายุได้ราว 3 เดือนกว่าๆ ขมิ้นก็โตแซงหน้าคุกกี้ น้องหมาพันธุ์ชิสุเสียแล้ว แม่ของฉันอุ้มเด็กหญิงขมิ้นขึ้นชั้นบนไม่ไหว จึงเปลี่ยนให้เด็กหญิงขมิ้นนอนในห้องน้ำข้างล่างแทน และก็เช่นเคยค่ะ แม้ว่าจะถูก เปลี่ยนที่ แต่เด็กหญิงขมิ้นก็ไม่เคยร้องงอแงให้แม่ได้ยิน 
         ฉันได้เห็นหน้าเด็กหญิงขมิ้นครั้งแรกในวันที่ฉันกลับไปงานแต่งงานของพี่สาว เด็กหญิงขมิ้นน่ารักสมคำเล่าลือ (จากแม่และพี่สาว) และว่านอนสอนง่ายจริงๆ โดยเฉพาะกับแม่ของฉัน เหมือนอย่างที่น้องหมาทุกตัวจะว่านอนสอนง่าย เป็นพิเศษ เวลาที่อยู่กับแม่ ช่วงที่มีงานแต่งงาน เป็นช่วงที่มีคนแปลกหน้าเข้าออกบ้านมากมาย ทั้งคนมาจัดดอกไม้ คนมาจัดสถานที่ และคนจากภัตตาคารที่มาเตรียมเรื่องอาหาร ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องหาที่ทางให้น้องหมาแต่ละตัวอยู่ ไม่ให้ส่งเสียงรบกวนและสร้างความวุ่นวาย สำหรับลูกควายน้อย บั๊กจี้ ซึ่งปกติไม่เห่าพร่ำเพรื่อ (ข้อดีของน้องหมาร๊อตไวเลอร์ก็ตรงนี้ล่ะค่ะ ปากไม่เปราะเหมือนน้องหมาพันธุ์อื่น แต่ถ้าเห่าเมื่อไหร่แสดงว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น) ก็ไม่ยากค่ะ คือขังไว้ในกรงอย่างเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเวลาให้ออกจากกรงมายืดเส้นยืดสายและทำธุระส่วนตัวดึกกว่าปกติสักหน่อย สำหรับแต้มและนิ่มก็ขังไว้หลังบ้าน ส่วนเด็กหญิงขมิ้นหรือคะ ไม่ต้องโดนเปลี่ยนไปล่ามที่อื่นเลยค่ะ กลางวันก็อยู่ (นอกบ้าน) ที่เดิม กลางคืนก็นอน (ในห้องน้ำ) ที่เดิม เพราะขมิ้นเรียบร้อยมาก ไม่เสียชื่อที่แม่ของฉันอบรมมากับมือเป็นอย่างดี เด็กหญิงขมิ้นนอนลืมตามองไปมองมารอบตัวอย่างสนใจและลุกขึ้นมาเล่นกับคนที่เข้าไปทักทาย สลับกับนอนหลับโดยที่ไม่ส่งเสียงร้องกวนให้ได้ยินเลย ผิดกับคุกกี้ น้องหมาพันธุ์ชิสุสุดที่รักของพ่อและแม่ที่กลับมีปัญหามากที่สุด เพราะเธอเล่นเห่าทั้งวันจนเสียงแหบ เลยต้องนำตัวไปฝากไว้กับบ้านข้างๆ 
           แต่แล้วเด็กหญิงขมิ้นที่ว่านอนสอนง่ายก็ ดีแตก จนได้ก็เมื่อเจอ ของใหม่ นี่แหละค่ะ งานเลี้ยงในช่วงเย็นเป็นงานเลี้ยงอาหารทะเลสบายๆ บนสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งอาหารก็เป็นประเภทปิ้ง ย่าง กลิ่น (คาว) หอมยั่วยวนทั้งคนและน้องหมา และก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีเศษอาหารบางส่วนตกลงบนพื้นหญ้า ซึ่งในรุ่งเช้าของอีกวัน พ่อของฉันก็ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่เก็บเศษอาหารทะเลเหล่านั้นทิ้ง ก่อนถึงเวลาที่จะต้องพาเจ้าขมิ้นน้อยออกมาทำธุระ แต่ด้วยความที่ขมิ้นเป็นหมาและมีจมูกที่ไวมากๆ พอปล่อยตัวขมิ้นลงพื้นปุ๊บ ขมิ้นก็วิ่งตรงไปยังเศษปูก้อนเท่ากำปั้นเด็กก้อนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวหลบสายตาพ่อของฉันอยู่ตรงโคนต้นไม้ปั๊บ แล้ว อม แก้มตุ่ยอยู่อย่างนั้น แต่น้องหมาก็เหมือนกับเด็กนั่นแหละค่ะ ทำผิดอย่างไรก็ ปกปิด ไม่ เนียน เหมือนกับผู้ใหญ่ ทั้งพ่อ แม่ และฉันเห็นความผิดปกติของแก้มอ้วนๆ เข้า ต่างก็ตะโกนเสียงดัง ให้ขมิ้นคายของในปากออก แต่เป็นครั้งแรกที่เจ้าลูกวัวน้อยมันไม่ยอมค่ะ ดุอย่างไร ตีก้นไปหลายแปะก็ไม่ยอมปล่อย สุดท้ายเลยต้องช่วยกันง้างปาก แล้วควักปูก้อนนั้นออกมา เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆ กัน ก็จะไม่ให้ขมิ้น สนใจ ปูก้อนนั้นได้ยังไงล่ะคะ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตมา ขมิ้นกินแต่นมกับอาหารเม็ดไม่เคยได้รับรู้ความอร่อยของ ของใหม่ ประเภทอื่นเลย
         
ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาอย่างขมิ้นหรือแม้กระทั่งคนเราเองนั้น ของใหม่ หรืออะไรก็ตามที่มัน ต่าง ไปจากสิ่งที่เรามีอยู่ มักมี แรงดึงดูดพิเศษ เสมอ เวลาเราเห็นอะไรสักอย่างที่เรา ไม่เคยกิน สิ่งที่เรา ไม่เคยเป็น สิ่งที่เรา ไม่เคยมี หรือสิ่งที่เรา ไม่เคยได้ เป็นเจ้าของ เราก็ อยาก เสียเหลือเกินที่จะเป็น ที่จะมี และที่จะได้ สิ่งๆนั้น หลายคนเพียรพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งๆ นั้นมา แม้กระทั่งต้องแลกด้วยการ ทำผิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่พอได้มาจริงๆ มันกลับไม่ได้ ให้คุณ และไม่ได้ทำให้เรา ภูมิใจ หรือดีใจอย่างที่เราหวังเอาไว้เลย แถมบางทียัง ให้โทษ และพาลรู้สึกไปว่าไม่ ได้ มาเลยยังจะดีเสียกว่า นั่นอาจเป็นเพราะ การได้มาซึ่งสิ่งที่ ไม่เคยจะเป็น ของเรานั้น อย่างไรเสียมันก็ไม่ พอเหมาะและพอดี กันกับเราอยู่นั่นเอง เผลอๆ อาจจะ แสลง เราเสียอีก สู้ปล่อยให้สิ่งนั้นอยู่ในที่ๆ ควรอยู่ กับคนที่ควรจะเป็นเจ้าของในเวลาที่เหมาะสมจะดีเสียกว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ขึ้นอีกครั้งในบริบทที่ขมิ้นอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ของแม่และพ่อของฉัน ฉันเชื่อว่า ขมิ้นจะยอมปล่อยปูก้อนนั้นออกจากปากแต่โดยดีเมื่อแม่สั่ง เพราะขมิ้นรู้แล้วว่า การทำผิดด้วยการดื้อต่อคำสั่งของแม่ เป็นสิ่งที่ไม่ดีและ ให้โทษ กับตัวเอง เพราะขมิ้นจะถูกแม่ทั้งดุ ทั้งตี และง้างปากให้เจ็บตัวเสียเปล่าๆ แถมถ้าขมิ้นเผลอกินเข้าไปอาจทำให้ขมิ้นไม่สบายเพราะปูไม่ใช่อาหารที่ "ควร" สำหรับน้องหมาเหมือนอย่างที่ฉันเคยเป็นตอนสมัยเด็กๆ ที่แม่ห้ามไม่ให้กินไส้กรอกแช่เย็น แต่ฉันไม่เชื่อแอบหยิบกินเข้าไปหลายอัน ผลก็คือ ไส้กรอก ให้โทษ ทำเอาท้องเสียและอาเจียนรุนแรงอยู่ทั้งคืน ทำให้ขยาดไม่กล้ากินไส้กรอกอยู่หลายปี 
           ปัจจุบันเด็กหญิงขมิ้น กลายเป็นนางสาวขมิ้น ณ แม่สาย และเป็นสาวสวยประจำอำเภอที่แม่น้องหมา (พี่สาวของฉัน) ภูมิใจเป็นนักหนา เพราะทั้งหน้าตางาม (แบบยาวๆ) รูปร่างสวย สมบูรณ์ และนิสัย (ส่วนใหญ่) ดี แต่จะ ดี เหมือนตอนเป็นเด็กที่อยู่กับแม่ของฉันหรือเปล่า แล้วเวลาเจอของใหม่ในบริบทที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลจากแม่ของฉันจะเป็นอย่างไร อันนี้ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ เพราะมันเป็นที่มาของเสียงบ่นจากพ่อและแม่ของฉันว่า เลี้ยงหมาอย่างไรให้ เสียหมา ได้