ผมเป็นคนมีนิสัยหมกมุ่น คนที่รักผมจึงมักจะคอยห้ามปรามเตือนสติอยู่เสมอ สมัยวัยรุ่น ทั้งแม่และญาติผู้ใหญ่มักจะคอยพูดห้ามปรามอย่าหมกมุ่นกับการเรียนเกินไป ท่านบอกว่า เห็นคนที่เป็นแบบผมเสียสติมานักต่อนัก บ้านผมเรียกว่า “เป็นบ้า” เสียคนไปเลย
สมัยนี้ไปเยี่ยมแม่ทีไร แม่จะกำชับให้พักผ่อนบ้าง อย่าทำงานมากนัก เพราะท่านฟังจากลูกสะใภ้ ว่าผมมีงานมากมาย ภรรยาและลูก ก็มักจะชักชวนให้ผมพักผ่อน ภรรยาถึงกับบ่นตามประสาผู้หญิง
แปลกนะครับ ที่ผมคิดต่างจากท่านเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ผมไม่ได้มองการเรียนหรือการทำงานว่ามันสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้ผมเลย ผมว่ามันสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ชีวิตที่มีเรื่องให้สนุกด้วย และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย นี่มันเป็นชีวิตที่ดีอย่างยิ่ง แถมยังได้กำไรเป็นการเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้นอีกด้วย จะหาโอกาสอย่างนี้ได้ที่ไหน แถมยิ่งทำไปๆ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย ไม่นับความมั่นคงทางสังคมที่ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีความมั่นคงทางสังคม ที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง ตั้งแต่ผมอายุประมาณ ๔๐
แต่ผมก็เป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ทำด้วยเหล็กไหล จึงต้องมีการพักผ่อน ออกกำลังกาย หาความบันเทิง ไปอย่างสมดุลด้วย แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละ ที่คนอื่นไม่มองว่านั่นคือการพักผ่อนหย่อนใจ เขากลับมองว่าผมทำงาน ผมก็เลยได้เครดิตว่าเป็นคนขยัน และถูกห้ามปรามให้ขยันน้อยลง
กะปุ๋ม...ถูกมองว่าเป็นคนบ้าพลังค่ะ...แต่บ้าอย่างนี้ปิติสุขแผ่ซ่านค่ะ ท่านอาจารย์
(^___^)
สวัสดีค่ะ Prof. Vicharn Panich
มาอ่าน มาเยี่ยมค่ะ
ขอบคุณค่ะ