เชื่อไหมครับ ว่าสมัยหนุ่มๆ ผมเป็นคนใจแคบมาก ในใจผมมีป้ายอยู่เพียง ๒ ชนิด คือดีกับไม่ดี หรือขาวกับดำ
ใครคิดไม่เหมือนผม ผมมองเขาว่ามีมิจฉาทิฐิ เป็นอันตรายต่อสังคม ทำให้หน่วยงานไม่เจริญ ใครทำเพื่อตนเองอย่างโจ่งแจ้ง ผมก็ตีตราว่าเขาเห็นแก่ตัว ทั้งหมดนี้ผมคิดในใจนะครับ แต่บางครั้งก็ไปว่าเขาอ้อมๆ บ้างเมือนกัน ในสมัยหนุ่มๆ ผมจึงเป็นคนไม่น่ารัก
แต่พออายุมากเข้า สีขาวกับสีดำมันซึมเข้ามาหากันเอง ในใจผมจึงมีสีเทาต่างระดับเชื่อมระหว่างขาวกับดำ แต่ที่สนุกกว่านั้นคือ ผมหัดมองให้เห็นสีดำในขาว เห็นสีขาวในดำ เห็นเทาแก่ในเทาอ่อน ฯลฯ และหัดมองว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สีเปลี่ยน รวมทั้งหัดมองแบบใส่หมวกทีละใบ (The Six Thinking Hats) ของ Edward de Bono
คาถาหนึ่ง ที่ผมใช้ คือ “มองไกล ใจกว้าง ฝึกมองต่างมุม” ซึ่งเมื่อก่อนทำยากมาก แต่หลังจากรู้จักและปฏิบัติ KM แล้วง่ายขึ้นมาก เพราะ KM มันสอนให้ผมไม่กลัวผิด ไม่เน้นถูกผิด แต่เน้นสื่อออกมาจากใจ และรับฟังกันโดยไม่เถียง แม้กระทั่งเถียงในใจก็ฝึกไม่ทำ ที่เรียกว่าคุยกันแบบสุนทรียสนทนา/สานเสวนา (dialogue) คือผมได้ฝึกใช้ชีวิตที่เลยถูก-ผิด เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ๆ (new possibilities) ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ถ้าเราไม่จำกัดตัวเองอยู่กับถูก-ผิด
มองใหม่ นี่คือการฝึกอิสรภาพ นั่นเอง อิสระจากความกังวลเรื่องถูก-ผิด นำไปสู่การเรียนรู้และสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไร้ขีดจำกัด ไร้กรอบ
การเขียนบันทึกนี้ ทำให้ผมนึกออกว่า จุดตายของวงการศึกษาไทยคือการหมกมุ่นอยู่กับผิด-ถูก มากเกินไป จนทำให้เด็กและครูไม่กล้าใช้จินตนาการ
วิจารณ์ พานิช
๒๙ เม.ย. ๕๒
"KM มันสอนให้ผมไม่กลัวผิด ไม่เน้นถูกผิด แต่เน้นสื่อออกมาจากใจ และรับฟังกันโดยไม่เถียง แม้กระทั่งเถียงในใจก็ฝึกไม่ทำ"
กราบสวัสดีอาจารย์ ด้วยความเคารพครับ
ยากตรงเถียงในใจนี่ละครับ เถียงตลอดเลย แต่มันเถียงของมันเองนะครับ ไม่ได้ไปยุ่งกับมันเท่าไหร่