อินเดีย เมืองแห่งความหลากหลาย เมืองแห่งผู้คนยากจนมากมาย เมืองแห่งหลากหลายและเก่าแก่ทางวัฒนธรรม
5 พค.52 วันแรก ที่เดินทางถึงอินเดีย ทีมเดินทางของเรามีทั้งหมด 8 คน หัวหน้าคณะเดินทางคือพระอาจารย์ ดร. พระมหาสุเทพ แห่งวัดสมานราษฎร์ ดร.ชำนาญ อาจารย์ที่ ม. ราชภัฎธนบุรี วิศวะกรที่ไปช่วยควบคุมงานก่อสร้างวัดไทย ที่คยา 1, ครอบครัว 1 ครอบครัว (พ่อ แม่ ลูก 2คน) และตัวผู้เขียน เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ 9.40 น.ถึง เมือง Kolgata เวลาที่อินเดียคือ 10.10น. (เวลาที่อินเดียจะช้ากกว่าเมืองไทยประมาณ 1.30 ชั่วโมง) ก้าวแรกที่เหยียบลงบนแผ่นดิน อินเดีย อากาศร้อนพอๆ กับบ้านเรา อุณหภูมิ ประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส จากนั้นเดินทางจากด้วยรถแทกซี่เหลือง ไปพักผ่อนที่วัดเบงกอล เพื่อเตรียมเดินทางต่อไป ที่เมือง Dargeeling คณะเราพักอยู่ ที่วัด ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่ให้บริการให้นักท่องเที่ยว มาพักในราคาถูก โชคดีที่มีคุณกล้วย (น้องที่มาศึกษาต่อในอินเดียและช่วยงานพระอาจารย์สุเทพ) รู้ลู่ทางดีจึงทำให้การเดินทางของคณะเราค่อนข้างสะดวก ทันทีที่ถึงที่พักผู้เขียนรีบอาบน้ำ และไปทานอาหารมื้อแรก ที่ร้านอาหารไม่ไกลจากที่พักนัก เป็นที่ขึ้นชื่อว่าถ้ามาอินเดียแล้ว ต้องระวังในการเลือกกินอาหาร ดังนั้นมื้อแรกของคณะเราจึงสั่งข้าวผัด กระเทียม และไก่กระเทียม ซึ่งข้าวผัดจะได้เยอะมาก ข้าวที่ใช้ผัดก็ใช้ข้าวอย่างดี ซึ่งกับข้าวมื้อแรกก็อร่อยดี จากนั้นน้องกล้วยก็พาขึ้นรถตุ๊กๆ ไปเที่ยวชมเมือง สภาพอาคาร บ้านเรือนค่อนข้างเก่า ผู้คนมากมายพระอาจารย์บอกว่าเมืองนี้มีประชากร ประมาณ 100 ล้านคนคิดดูเมืองเดียวของเขามากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศเกือบ 2 เท่า ดังนั้นอาคารบ้านเรือน ผู้คนจึงอาศัยอยู่ค่อนข้างแออัด และเนื่องจากอินเดียมีประชากรมาก เป็น 1000 ล้าน คนรวยน้อย คนจนเป็นส่วนใหญ่ (เอ๊ะฟังดูแล้วเหมือนประเทศไทยเลย) ดังนั้นการบริหารจัดการ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาจไม่ค่อยทั่วถึงและไม่ค่อยดีนัก คุณกล้วยพาคณะเราไปต่อรถไฟใต้ดินที่ซึ่งสร้างมานานตั้งแต่สมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย ซึ่งรฤไฟแต่ละขบวนจะขับเคลื่อนเร็วมาก เวลาที่จอดรถก็ใช้เวลาสั้นมากจนผู้เขียนแทบฝ่าฝูงชนที่เฮโลขึ้นไม่ทัน ถ้าไม่ได้ทีมที่ไปด้วยช่วยดึงออกมา จากนั้นก็เดินไปเที่ยวห้างใหญ่ในเมืองเพราะน้องไกด์ชาวไทยมีความภูมิใจที่จะนำเสนอ ห้องน้ำในศูนย์การค้าที่สะอาด และแอร์เย็น (ส่วนใหญ่ร้านค้าที่นี่จะไม่มีแอร์)ซึ่งเมื่อผู้เขียนเข้าไปแล้วก็ confirm ว่าสะอาด จริงๆ จากนั้นก็กลับมาพักที่วัดเบงกอล อาหารมื้อเย็น เราก็ยังคงใช้บริการร้านเดิมกับมือกลางวัน จากนั้นเวลา 20.00 น. คณะของเราก็เคลื่อนย้ายสัมภาระลงจากห้องพักเพื่อเตรียมเดินทางต่อไปที่เมือง Dargeeling กว่าที่จะเรียกรถได้ใช้เวลาเกือบ ชั่วโมง ทำให้คณะเราใจตุ้มๆต่อม่ กลัวไปไม่ทันรถไฟ แต่ก็โชคดีที่ยังเรียกรถแทกซี่เหลืองได้ ไปถึงสถานีรถไฟ Sealdha แล้วก็ตกใจกับฝูงชนที่เตรียมตัวเดินทาง เยอะมากๆ (พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ผู้คนส่วนใหญ่ของอินเดียส่วนใหญ่โดยสารโดยทางรถไฟ ถึงขนาดมีรัฐมนตรีรถไฟ) แทบจะไม่มีทางเดินอากาศก็ร้อนมากๆ เพราะผู้คนแออัด ยัดเยียด กันเหลือเกิน จากนั้นก็รีบขึ้นรถไฟ ก็ค่อยสบายขึ้นเพราะคณะเรานั่งรถนอน รถไฟใช้เวลาเดินทางประมาณ 20.30น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง โชคดีที่ผู้เขียนนอนหลับอย่างสบาย ทั้งที่เป็นคนนอนหลับยากเมื่อเดินทางมารู้สึกตัวครั้งเดียวตอนเช้าเลย และก็หวังว่าทุกๆ คนในทีมของเราคงหลับสบายเหมือนกัน เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางวันนี้
ถึงแม้ว่าวันแรกของการเดินทางจะยังไม่มีอะไรมากนัก แต่ฟังโปรแกรมที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง และฟังประวัติของอินเดียที่พระอาจารย์เล่าให้ฟังคร่าวๆแล้ว ผู้เขียนก็คิดว่า trip นี้น่าสนใจและตั้งใจไว้ว่าจะพยายามเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดให้พี่น้อง Go to know ได้รับฟัง อย่าลืมกลับมาอ่าน บันทึกการเดินทางวันต่อๆไป นะคะ







เล่าละเอียดๆ นะครับ จะคอยติดตามครับผม
ตามน้องแจ๋วไปเที่ยวอินเดียสนุกจังค่ะ
คุณพรนิภา......คงได้วัตถุดิบมาเยอะ ไม่ต้องรีบเล่านะครับ..ขอละเอียดๆ เหมือนความคิดเห็น คุณหมอสาโรจน์.....(ข้าวจานนั้นน่าทานคงเป็นข้าวผัดกระเทียม..คนเดียวหมดป่าวครับ ???)
ขอให้สนุกกับการท่องเที่ยวดินแดนศักดิ์สิทธินะคะ
สวัสดีค่ะ คุณหมอสาโรจน์ พี่แก้ว พี่ไก่ คุณสถิตย์
ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทาย อย่าลืมติดตามบันทึกวันต่อๆ ไปนะคะ
ขอให้มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ นะคะ
พรนิภา
สวัสดีคะ
ขอรบกวนสอบถามพี่พรนิภาเกี่ยวกับอินเดียหน่อยนะคะ เพราะกำลังจะเดินทางไปอินเดียประมาณเดือนสิงหาคม 2552 นี้คะ พี่เสียค่าธรรมเนียมสนามบินที่อินเดียเท่าไรหรือคะ เพราะต้องจัดค่าใช้จ่ายให้กับทางผู้ร่วมเดินทางทราบคราวๆ นะคะ พี่เดินทางโดยสายการบินอะไรหรือคะ หนิงกำลังหาสายการบินอยู่คะ ตอนนี้มี Jet Airway เป็นอันดับหนึ่งที่ทางกลุ่มหนิงคิดว่า เราจะใช้สายการบินนี้อะคะ รบกวนพี่ด้วยนะคะ มีอะไรแนะนำ ในการไปอินเดีย ไหมคะ ของที่จะต้องเตรียมไปนะคะ แล้วหนิงจะเข้ามารบกวนใหม่นะคะ
ขอบคุณพี่ล่วงหน้าคะ
หนิง
สวัสดีค่ะ น้องหนิง
ถามเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกันแล้วบอกว่าไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมค่ะ พอดีช่วงที่พีเดินทาง 5-13 พค.อยู่ในช่วง low season และเมืองที่พี่จะไปคือเมือง มคธ (MAGADH)อากาศร้อนมาก 43-45 C สนามบินที่เมือง MAGADH ต้องปิดชั่วคราว ดังนั้นคณะของพี่จึงต้องไปลงที่ เมือง Kolgata แล้วจึงต่อรถไฟไปอีก ค่าเครื่องไปกลับ จึงค่อนข้างถูก ประมาณ 7300 บาทเอง แต่ฤดูอื่นอาจราคาสูงกว่านี้ พวกพีไป Jet Airway ค่ะ ก็ดีค่ะ และเดือนที่น้องจะเดินทาง ช่วงสิงหาคม อากาศก็ไม่ร้อนแล้ว คงสบายๆ อื่นๆ เรื่องอาหารการกินถ้าจะรอนแรมไปหลายที่อาจพกขนมแห้งๆ มาม่าคัพ เป็นต้น ส่วนยาก็เตรียมสามัญประจำบ้าน และยากันยุงติดไปด้วย
ขอให้น้องหนิงและเพื่อนๆเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุขนะคะ
พี่พรนิภา
สวัสดีคะ พี่พรนิภา,
ขอบพระคุณพี่พรนิภามากเลยคะ หนิงก็คิดกันว่าจะไป Jet Airway เหมือนกันคะพี่ ตอนที่พี่ไปร้อนมากเลยหรือคะ ตอนแรกคุณป้าที่ไปด้วยกันก็คิดว่าจะไปช่วงเดียวกับที่พี่พรนิภาไปคะ แต่เห็นว่าร้อนมาก เลยเลื่อนไปคะ หนิงขอถามพี่อีกหน่อยนะคะ พี่พรนิภาทำวีซ่ายังไงหรือคะ ไปทำเองหรือว่าติดต่อบริษัททำให้คะ มีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรหรือคะ รบกวนพี่อีกครั้งนะคะ อะเกือบลืม ขอบคุณพี่มากเลยคะ สำหรับคำแนะนำในการเที่ยวอินเดีย หนิงคิดว่าคงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนการเที่ยวครั้งนี้กับพี่อีกนะคะ
ขอบคุณพี่มากคะ
หนิง
สวัสดีค่ะ น้องหนิง
พี่ไม่ได้ทำวีซ่าเองหรอกค่ะ พระอาจารย์ท่านทำให้เลยไม่ทราบว่าท่านทำเองหรือติดต่อบริษัท ค่าทำ 2300 ค่ะ หวังว่าไปเที่ยวกลับมาแล้วน้องคงมีเรื่องมาแลกเปลี่ยนพี่เช่น กัน
Have a good day นะคะ
พี่พรนิภา
ขอบคุณคะพี่พรนิภา สำหรับข้อมูล แล้วหนิงจะมาเล่าว่าทริปของหนิงเป็นไงบ้างนะคะพี่ แต่ก็อีกหลายเดือนเลยคะกว่าจะได้ไป นี่แค่เตรียมเองนะคะ เพราะไปกันเองมีคุณป้าที่ท่านเคยไปจัดทริปให้แล้วหนิงก็ช่วยท่านในเรื่องข้อมูลบางอย่างในเน็ทนี่ละคะ แล้วยังไงอาจจะเข้ามารบกวนถามพี่พรนิภาอีกนะคะ
ขอบคุณคะ
หนิง