เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุดมศึกษา (๗)

ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

การทำให้ระบบอุดมศึกษาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก (Globalization) อย่าง “เป็นมวย” และอย่างที่สังคมไทยได้ประโยชน์  

 
          ในกระบวนทัศน์เก่า หรือที่ปฏิบัติกันอย่างดาดดื่นในปัจจุบัน  กระแส internationalization ของอุดมศึกษา  ได้ก่อผลร้ายต่อระบบอุดมศึกษาไทย ๒ ประการเป็นอย่างน้อย   คือ  (๑) เป็นข้ออ้างให้ผู้บริหารเดินทางไปต่างประเทศด้วยเป้าหมายหลักคือไปเที่ยว   แต่อ้างว่าไปดูงาน หรือไปติดต่อความร่วมมือ   มีคนในต่างประเทศนินทาให้ผมฟังมากมาย   น่าอับอาย  ทำให้สูญเงินภาษีของชาวบ้านไปโดยได้ประโยชน์ม่คุ้มค่า   แถมยังเสียชื่อเสียงของประเทศ  (๒) เป็นการเอาตัวเข้าไปอยู่ใต้ colonization ทางวิชาการ  โดยหวังว่าจะส่งคนของตนไปเรียนต่อให้ได้ปริญญาเอกแบบเรียนไม่ยาก   เพื่อให้สถาบันผ่านเกณฑ์สัดส่วนของอาจารย์ระดับปริญญาเอก ของ สมศ.


          ประเทศที่ระบบบัณฑิตศึกษาก้าวหน้ามาระดับหนึ่งแล้วอย่างไทย ต้องมุ่งสร้าง self-reliance ด้านอุดมศึกษา   ซึ่งรายละเอียดจะอยู่ในตอนที่ ๗   โดยต้องมีความร่วมมือกับอุดมศึกษาของนอกประเทศในลักษณะที่เราก็มีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียมกันในระดับหนึ่ง   และความร่วมมือนั้นต้องร่วมอย่าง “เป็นมวย”   ไม่ใช่ร่วมมือแบบให้เขาตักตวงประโยชน์   ฝ่ายเราได้แค่ผลแบบตื้นๆ และด้อยคุณภาพ    คือยิ่งร่วมมือ ก็ยิ่งอ่อนแอ   เป็นความร่วมมือในรูปแบบที่จะต้องพึ่งเขาไปตลอดชาติ 


          ระบบอุดมศึกษาส่วนที่จะต้องร่วมมือและแข่งขันในสังเวียนโลก คืออุดมศึกษาส่วนที่เป็นสถาบันกลุ่มที่เน้นบัณฑิตศึกษาและวิจัย   ซึ่งควรมีจำนวนสถาบันไม่เกินร้อยละ ๕ ของทั้งหมด   สถาบันเหล่านี้จะต้องเน้นงานวิชาการระดับโลก   เน้นขอบฟ้าวิชาการ   เน้น global relevancy   เน้นเกณฑ์คุณภาพระดับโลก   ถูกตรวจสอบและประเมินด้วยเกณฑ์เหล่านั้น   ร้อยละ ๗๐ – ๘๐ ของ global contact ของอุดมศึกษาไทย ต่ออุดมศึกษาโลกจะผ่านสถาบันกลุ่มนี้


          สถาบันกลุ่มที่เน้นบัณฑิตศึกษาและวิจัย จะต้องร่วมมือใกล้ชิดกับสถาบันอุดมศึกษาส่วนที่เหลือ (และ real sector ไทย) เพื่อใช้เป็นสะพานเข้าสู่ Local relevancy   เพื่อใช้ความเข้มแข็งของวิชาการไทยรับใช้สังคมไทย เป็นแรงส่งในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่เป็นเลิศ ที่ต่างประเทศสู้เราไม่ได้ เพราะเขาไม่มีระบบนิเวศ (ทั้งทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรม) อย่างที่เรามี     


          ระบบอุดมศึกษาไทยส่วนที่เหลือ จะต้องเน้น Local relevancy  เน้นการทำงานร่วมมือกับภาคชีวิตจริง (real sector) ของสังคมไทย   ความร่วมมือต่างประเทศของสถาบันกลุ่มนี้ จะใช้จุดแข็งของ Local relevancy เป็น “สินทรัพย์ทางปัญญา” สำหรับดึงดูดความร่วมมือในแบบที่เท่าเทียมกัน   เน้นความร่วมมือที่จะช่วยส่งเสริม Local relevancy ของเราเอง   ส่วนการผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอกนั้น เกือบทั้งหมดจะทำภายในประเทศ   โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกลุ่มที่เน้นบัณฑิตศึกษาและวิจัย


          จะเห็นว่า สิ่งที่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ คือความเข้มแข็งทางวิชาการหลากหลายแบบ   ที่จะต้องสร้างขึ้นภายในระบบอุดมศึกษาของเราเอง   และหลายกลุ่มสถาบันนั้นจะต้องมีความร่วมมือกันให้เกิด synergy   ร่วมกันยกระดับคุณภาพหรือความเป็นเลิศแต่ละแบบ   โดยการทำงานหนัก อดทน ต่อสู้   ต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมอุดมศึกษาที่ขยันขันแข็ง    สร้างวัฒนธรรมคุณภาพสูง   สร้างเกณฑ์คุณภาพที่มีหลากหลายแบบโดยบางส่วนก็อิงเกณฑ์ในต่างประเทศ   อีกหลายๆ ส่วนเราต้องกล้าสร้างขึ้นใช้เอง   โดยมีเป้าหมายสุดท้ายเพื่อให้ระบบอุดมศึกษารับใช้สังคมไทยได้อย่างสมภาคภูมิ   เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม


          เราต้องไม่ใช้วัฒนธรรมคุณภาพแบบศรีธนญชัย   ไม่อ้าง globalization เพื่อประโยชน์ตนแบบตื้นๆ

 

 

วิจารณ์ พานิช     
๑๒ พ.ค. ๕๒