เจ็บจนโง่ คุยกับหลายท่าน..

เจ็บ จน โง่ มีจริงหรือระบบ ระบอบสังคมการเมืองบางยุคสมัยมีส่วนเหนี่ยวนำวาง (เดินหมาก) ให้เป็นอย่างนั้น

เจ็บ จน โง่ มีจริงหรือ

เจ็บ จน โง่ มีจริง หรือระบบ ระบอบสังคมการเมือง บางยุค บางสมัย มีส่วนเหนี่ยวนำวาง (เดินหมาก) ให้เป็นอย่างนั้น

 

ขอโน้ตไว้ก่อนว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ ห้ามลอกเลียนแบบ  เอ๊ย..ม่ายช่าย

หมายถึงแม้คิดต่างกรุณาแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ได้โดยสุภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ความรู้ สิ่งที่พบเห็นมาในชีวิต   ชีวิตคือชีวิต  โลกคือโลก โรงเรียนไม่มีสอนนะคะ

 

ในสมัยโบราณมาก ๆ  หลักฐานจากหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  เราคนไทยสมัยนั้นมีหรือคะ..เจ็บ จน โง่

 

ยุครุ่งเรืองต่อ ๆ มา น่าจะยุคพระนารายณ์มหาราช ด้วยองค์หนึ่ง

ไทยเรามีมั้ย เจ็บ จน โง่

 

ยุคราชวงศ์จักรี  เห็นกันเด่นชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้า

รูปที่เห็นเจนตา  คือภาพของ องค์พระปิยมหาราช ทรงนั่งยอง ๆ ในพระหัตถ์มีมวนยาสูบ

ท่าทางพระองค์สบาย สบาย  คราเสด็จประพาสต้น

ไทยเราตอนนั้นมีหรือยัง เจ็บ จน โง่

 

ดิฉัน คิดเอาเองว่า  เป็นเพราะสังคมสมัยต่าง ๆ ที่ว่ามาข้างต้นนั้น  

หลังคาเรือนแต่ละเรือนแม้ไม่ชนกันแต่  ความเป็นเพื่อนบ้านสื่อไปมาหาสู่กัน

มีการแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหาร  กับพืชผักสวนครัว  ผักไปกลายเป็นหมูย่างหรือกับข้าวอีกหลายอย่างมา

 

มีการช่วยกันทำนาเกี่ยวข้าว  ลงแขก  เต้นกำรำเคียว..(ผู้รู้จริงช่วยให้ข้อมูลดิฉันด้วย)

 

 

 

 

สังคมไทยแบบเดิม เป็นสังคมใหญ่ เกาะกลุ่ม เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ทำไร่ทำนา

ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาก็..ใครใคร่ค้า ม้าค้า....

 

ยุคเปลี่ยนผ่านมาอีกหน่อย  มีคนคิด  เอาระบบสหกรณ์ มาใช้

สหกรณ์ในส่วนท้องถิ่น

มีแรง มีกำลังต่อรอง  ที่จะตั้งเงื่อนไขราคา ผลประโยชน์ กับพ่อค้าคนกลาง

ซึ่งดูดีอยู่นะคะ

 

 

.................

 

กาลเวลาผันเปลี่ยน  มีตัวอย่างให้เห็นบ่อย ๆ

 

เช่นไม่นานมานี้ คนใกล้ชิดที่เปรียบเสมือนญาติ..พวกเขาขายที่ดินทำกินให้ชาวญี่ปุ่น  เพื่อก่อสร้างโรงงาน

แล้วตัวเอง  ญาติมิตร เกือบทุกคนในหมู่บ้านเดียวกันที่เคยเป็นแรงงานสำคัญในการทำสวนผักของตัวเอง...

กลับกลายมาเป็นลูกจ้างรายวัน

รับค่าแรงเป็นรายวัน..อ้อ..รายวิก(week)

 

ตลกร้าย..เหลือ

 

ตอนนี้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะบังเอิญเป็นโรงงานทำตุ๊กตา  ไม่ใช่ปัจจัยสี่

คนงานได้หยุด(เล่น)บางวิก พร้อมค่าแรงก็หยุดเช่นกัน

 

 

ตอนนี่สิคะ  เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น

เจ็บ(ใจ) (ที่) จน และ..โง่

 

ขายที่ดินทิ้งไป..ทำไม

 

 

นั่นสิ

 

 

*บันทึกนี้ดิฉันนำของตัวเองมาขัดเกลาเพราะเห็นว่า เป็นประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับ Digital divide, Knowledge divide

 

ตัวอย่างมีให้เห็นเนือง ๆ

 

บางครั้งปริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยเองเป็นผู้เสนอซื้อที่ดินเกษตรกร ให้เมล็ดพันธุ์ ให้พันธุ์,ลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ให้เลี้ยง เป็นสัตว์เศรษฐกิจ

หรือจำหน่าย ทั้งอาหาร ปุ๋ย ยารักษาโรค ประกันราคาให้ ..พร้อมรับซื้อ..

 

แต่ทำไมไม่ทราบ 

 

เกษตรกร ยังคงหน้าแห้ง ที่ดินหลุดเป็นของคนอื่น ตัวเองแปรเปลี่ยนเป็นลูกจ้าง..ฯลฯ

 

กลายเป็น เจ็บ จน โง่

 

ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง หากได้ลดช่องว่างทางสังคม,

ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความรู้,

ได้มีโอกาสเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับ ระบบเศรษฐกิจ

ได้รับความรู้เกี่ยวกับการเมืองระดับท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงการเมืองระดับประเทศ

ได้รับความรู้ในแขนงวิชาต่าง ๆ กสิกรรม การเกษตรพอเพียงและถูกต้อง ปศุสัตว์ เศรษฐศาสตร์แบบเข้าใจง่าย ๆ (ติดดิน)

การศึกษานั่นเอง คือคำตอบที่สำคัญ

 

 

ถ้าเป็นเช่นนี้ได้

ประเทศไทย จะดูดี มีอนาคตกว่านี้หรือเปล่า

 

 

ขอถามผู้รู้จริง ๆ ค่ะ

 

 

 

*เมื่อเขียนครั้งแรกมีผู้รู้ ผู้ร่วมแสดง ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จึงขออนุญาตนำมาลงด้วยกัน..ใน

 

บล็อกและบันทึกนี้ค่ะ สนทนาวิสาสะ 

คำสำคัญ: เจ็บ จน โง่ มีจริงหรือ 
สร้าง: พฤ. 09 ต.ค. 2551 @ 22:36   แก้ไข: อ. 21 ต.ค. 2551 @ 23:44   ขนาด: 15671 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. Nat_Panik
เมื่อ พฤ. 09 ต.ค. 2551 @ 23:06
869350 [ลบ] [แจ้งลบ]

  • อ่านแล้วยัง งงๆครับ
  • เจ็บแล้วจนแล้วโง่หรือว่า
  • เจ็บ จนกลาย เป็นโง่ครับ
P
2. มัทนา
เมื่อ พฤ. 09 ต.ค. 2551 @ 23:27
869384 [ลบ] [แจ้งลบ]

น่าคิดดีค่ะทำให้เห็นว่าเหตุปัจจัยของวงจนอุบาทว์เจ็บจนโง่นั้นคืออะไร

คำตอบนั้นมัทว่าเรารู้ๆกันดีว่าคืออะไร แต่...ที่สำคัญคือ เราต้องตามกระแสหรือไม่

ระบบที่คนอื่นเค้าพามา เราไปตามทำไม

เรื่องขายที่นานี่มัทเห็นมากับตาเวลาพานักศึกษาไปออกชุมชน

ทั้งขายเพราะเป็นหนี้ หรือ โดนเวรคืนทำเขื่อนแล้วทางการให้เงินมา

เงินหมดง่ายมาก ต้องไปรับจ้างทำนาคนอื่น ไม่ก็แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีนาให้ทำ

ต้องไปรับจ้างทำอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ถนัด แล้วความอยากก็ยังมี ยังยืมต่อ ยังมีคนแจกเงินต่อ สอนให้ใช้เงินต่อ แต่ไม่สอนให้สร้างเงิน

หนี้ธกส.นี่ติดจนลืม ยังมีหนี้อื่นอีก โดนหลอกต่อมาเรื่อยๆ จนแบบเป็นหนี้แต่หน้าบ้านมีรถมีมือถือมีจานดาวเทียม

นี่แต่ก่อนไม่มีโครงการ 30 บาท เจ็บทีก็เรื่องใหญ่กว่านี้ (ตอนนี้เรื่องเป็นการบริหารจัดการของรพ.มากกว่า)

โอย....อย่าให้เริ่ม hahahahha : P

P
3. Sasinand
เมื่อ พฤ. 09 ต.ค. 2551 @ 23:38
869396 [ลบ] [แจ้งลบ]

คุณหมอเปลี่ยนแนวนะคะ
โง่ จน เจ็บ พูดกันมานานค่ะว่า เป็นวงจร  ของชาวชนบทโดยปฏิบัติการของภาครัฐมาตลอด
  แม้ว่ารัฐเองจะพยายามขจัดปัญหาความยากจนของประชาชนให้หมดไปด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่างๆนานา เช่น การจัดตั้งกองทุนต่างๆ จะมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่มีคนจนเป็นสำคัญก็ตาม

พี่มีความเห็นว่า รัฐควรเข้ามาดูแลเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง ให้มากกว่านี้  เท่าที่อ่านจากบันทึก ครูวุฒิ ยังต้องมีการปรับปรุงอีกมาก

นอกจากนี้ รัฐต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ให้ได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ ไม่แร้นแค้นขัดสนจนเกินไป โดยให้เขามีอาชีพ ที่เหมาะสม สร้างโอกาสให้คนจนสามารถพัฒนาและพึ่งตนเองได้ในระยะยาว เพราะความจนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องรายได้  
แต่ยังมีเรื่องของที่ดินทำกิน  และการที่นักการเมืองบางคน ใช้การคอร์รัปชันเชิงนโยบายขูดรีดเบียดบังประชาชนเหล่านี้ด้วย

แต่ที่เห็นว่า ดีแล้วคือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าค่ะ ควรทำต่อไป

P
4. ภูสุภา
เมื่อ ศ. 10 ต.ค. 2551 @ 22:06
871226 [ลบ] [แจ้งลบ]

P คคห น้องมัท ช่วยให้พี่ไม่ต้องเขียนตอนสอง...ฮา

ความคิดเราตรงกันค่ะ

  • เหตุปัจจัยของวงจรอุบาทว์เจ็บจนโง่นั้นคืออะไร  ชนชั้นปกครองหรือผู้มีความรู้(นายทุน นักการเมือง ...)ระบบ ระบอบสังคมการเมืองมีส่วนเหนี่ยวนำวาง (เดินหมาก) ให้เป็นอย่างนั้น หรือเปล่า โลกมีglobbalrization  พี่ไทยนักก๊อป เดินตาม(ก้น)เขาหรือเปล่า  เหมือนเพลงพี่เต๋อเพลงหนึ่ง..มันแปลกดีนะ มันแปลกดีนะ มีคนเขาอยู่เมืองนอก ไม่ต้องบอกเขาชื่ออะไร เขาคิดให้เราแต่งตัว..ถ้าเขามั่วจะว่ายังไง...
  • เรื่องขายที่นานี่มัทเห็นมากับตาเวลาพานักศึกษาไปออกชุมชน ทั้งขายเพราะเป็นหนี้ หรือ โดนเวรคืนได้เงินมาเงินหมดง่ายมาก ต้องไปรับจ้างทำนาคนอื่น ไม่ก็แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีนาให้ทำต้องไปรับจ้างทำอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ถนัด  บริษัทมีชื่อแห่งหนึ่งก็เคยมีคนกล่าวถึงในแง่มุมนี้ค่ะ

  • ยังมีคนแจกเงินต่อ สอนให้ใช้เงินต่อ แต่ไม่สอนให้สร้างเงิน....ตรงนี้สำคัญมาก ๆ พี่คิดว่าสิ่งสำคัญสุดระดับประเทศน่าจะเป็นเรื่อง..การปฎิรูปการศึกษา การเรียนรู้ ซึ่งม่ใช่เพียงแค่เรียนให้ได้เกรดหรือ คะแนนดี ๆ การเรียนการศึกษาที่ดี น่าจะ เรียนแบบองค์รวม แบบเรียนรู้ เรียนคิดจากชีวิต..ของผู้คนจริง ๆ  เรียนถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างไรกับทรัพยากรที่ร่อยหรอ อยู่อย่างไรกับแนวโน้มโลกแห่งเศรษฐกิจโงนเงน  อยู่อย่างไรกับภาวะโลกร้อน...อีกเยอะจริง ๆ ค่ะน้องมัท

P
5. ภูสุภา
เมื่อ ศ. 10 ต.ค. 2551 @ 22:22
871258 [ลบ] [แจ้งลบ]

P  จริง ๆ แล้วเวลาอยู่ในชีวิตประจำวัน น้องพูดคุยเรื่องแบบนี้ค่ะ  เพียงเห็นว่าในเวบ ในพื้นที่ส่วนกลางจะมากไปหรือเปล่า ที่จะคุยเรื่องนี้..ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ คุยอีกนิดแล้วกัน

  • โง่ จน เจ็บ พูดกันมานานค่ะว่า เป็นวงจร  ของชาวชนบทโดยปฏิบัติการของภาครัฐมาตลอด
      แม้ว่ารัฐเองจะพยายามขจัดปัญหาความยากจนของประชาชนให้หมดไปด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่างๆนานา เช่น การจัดตั้งกองทุนต่างๆ จะมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่มีคนจนเป็นสำคัญก็ตาม

    โครงการ อุดมการณ์ ความคิด ดีค่ะแม้แต่โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  หลักจริง ๆ แล้ว (ที่เคยเข้าเรียนกับเขา น้องจบสองใบค่ะ จบอนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัวด้วยค่ะ)   รัฐอยากให้ประชาชน  มีความรู้ความเข้าใจเรื่องดูแล ป้องกัน ปฎิบัติตัวเองให้ถูกต้องเวลาไม่สบาย หรือมีโรคเรื่อรังบางอย่างที่ดีขึ้นเองได้จากการดูแลตนเอง
  • แต่นี่  กลายเป็น..รัฐแจก..อ้อ..ขอโทษ จ่ายยาตามคำrequest ของคนไข้ค่ะ
  • คงต้องรอปรับ หรือเพิ่ม และดูแลเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง อย่างที่คุณพี่ให้ข้อคิดไว้ 
  • น้องคิดแว้บ ๆ ขึ้นมาคล้ายที่พี่แสดงข้อคิดเห็นไว้ว่า  ถ้าไทยเราได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ ไม่แร้นแค้นขัดสนจนเกินไป  อยู่อย่างพอเพียง พึ่งพากันและกันตามแบบฉบับสังคมไทยเราแต่ก่อน ๆ ก็..ตัดคำนี้ทิ้งได้..ไม่ว่า"เจ็บ-จน-โง่หรือ โง่-จน-เจ็บ" 
P
6. ภูสุภา
เมื่อ ศ. 10 ต.ค. 2551 @ 22:24
871264 [ลบ] [แจ้งลบ]

หรือ..เพื่อเป็นช่องสำหรับ  การทำ"ประชานิยม"นั่นเอง...โอ จะโดนถล่มมั้ยเนี่ย...

P
7. ภูสุภา
เมื่อ ศ. 10 ต.ค. 2551 @ 23:39
871380 [ลบ] [แจ้งลบ]

P  Do you understand now ,please read other comments from 2-6 . Thanks very much for your comment ;p 

P
8. มัทนา
เมื่อ ส. 11 ต.ค. 2551 @ 00:24
871401 [ลบ] [แจ้งลบ]

อาาา พี่หมอจบ fam med มาด้วยนั่นเอง

มัทว่าอย่างที่อ.หมอโกมาตรสอนมาเป็นสิบๆปีค่ะคือต้อง empower ประชาชน

มองให้เห็นสิ่งที่เค้ามี ไม่ใช่มองว่าเค้าไม่มี

ตอนนี้มันกลับไม่ห่วงชนบทมากเท่าในชุมชนในเมืองค่ะ องค์ความรู้ชนบทเราเริ่มมีมากขึ้น  คนที่ทำงานกับชุมชนก็มีมาก ดูอย่างคุณเอกและแต่ละที่ที่คุณเอกไปเป็นต้น (แต่ศัตรูเรา - กิเลศ- มันยังแรงแท่านั้นเอง)

แล้วคนในเมืองก็เป็นทั้งเหยื่อและตัวอย่างที่ไม่สู้จะดีให้ชนบท

ดูจากหนังสือที่ขายตามร้านนะคะ ถ้าไม่ใช่เรื่องชาวบ้าน (ดารา) ก็คัมภีร์ทำอย่างไรถึงรวย หรือ พวก self-help ดู rating หนังสือที่เราผลิตขายและซื้ออ่านก็พอจะบอกได้ว่าสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างไร

คือจนรวยตาม GDP ไม่สำคัญ เจ็บยังไงก็ต้องเจ็บ แต่ที่สำคัญคือ

โง่รึเปล่า โดนหลอกรึเปล่า รู้จักตัวเองรึเปล่า

การศึกษาที่ดีคือต้องสอนให้รู้จักตัวเองมากกว่าให้รู้จักโลก...

จริงๆวัดก็เป็นหรือเคยเป็นศูนย์กลางชุมชน แทนที่เราจะมองไปที่กระทรวงศึกษาอย่างเดียวเรามาเริ่มที่วัดด้วย ไม่ว่าจะวัดไทย วัดจีน วัดแขก วัดฝรั่ง ได้หมด

มาหลุดวงจรโดนหลอกด้วย การรู้จักตัวเองกันเถิด....โอ้....ทำยากดีมั้ย

P
9. ภูสุภา
เมื่อ อา. 12 ต.ค. 2551 @ 18:40
874423 [ลบ] [แจ้งลบ]

มาหลุดวงจรโดนหลอกด้วย การรู้จักตัวเองกันเถิด....โอ้....ทำยากดีมั้ย

P  น้องมัท แสดง คคห ครั้งไร พี่ต้องอ่านทบทวนบันทึก คิด ค้นหาความหมายของคำถามที่แฝง/แนบกลับมาด้วยทุกครั้ง  ดีค่ะ ได้ใช้สมอง 

การรู้จักตนเอง  นั่นสินะคะ หลายครั้งบางคนเหมือนไม่รู้จักตัวเอง
คนถนัดขวา แต่เห็นคนถนัดซ้ายแล้วดูเท่ห์ ก็คิดอยากเลียนแบบเขา  ทำท่าทางอย่างไรก็ไม่เหมือนไทยเราเป็นประเทศแห่งกสิกรรม พอแฟชั่นประเทศอุตสาหกรรมมา พี่ไทยก็พยายามแปลงกาย  แล้วผลพวงเป็นอย่างไร

ไทยเราเป็นเอเชีย ประเทศในเขตร้อน แต่ผู้คนใส่สูทและผูกเน็คไทด์  ก็เห็นใจนะคะว่า โกอินเตอร์  แต่มันมีวิธีอื่นไหม..หนอ

คนที่รายได้เท่ากำปั้น แต่ใช้จ่ายเกินฝ่ามือมีให้เห็นและแอบมองอย่างเงียบ ๆเราชอบ/ไม่ชอบอย่างหนึ่ง แต่เเสดงออกตรงกันข้าม คุณรู้ตัวไหมว่าคุณกำลังหลอกตัวเอ

สรุป.....เห็นด้วยค่ะ กับน้องมัท

มาหลุดวงจรโดนหลอกด้วย การรู้จักตัวเองกันเถิด ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง
เลิกทำร้ายตัวเอง

รู้จัก พออยู่พอกิน พอใจกับสิ่งของ ข้าวของที่มี อย่ามีหนี้สิน
เอื้ออารีกับเพื่อน คิดบวกต่อเพื่อน ฯลฯ โอยเดี๋ยวยาว

เอาเป็นว่า รู้จักตัวเอง ต้องเริ่มที่ตัวเอง..จริง ๆ และพี่ว่า..มันยากค่ะ..ยากตั้งแต่เริ่มต้นเลย ! ! !
ทุกวันนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ  มีทำไม บางคำที่ได้ยินคือ..บลา บลา บลา

(พี่จึงชอบใจมากที่โรงเรียนที่เราเลือกให้อบรมบ่มและดูแลลูกของเรา เขาห้ามเด็กมีโทรศัพท์มือถือค่ะ)

P
10. มัทนา
เมื่อ จ. 13 ต.ค. 2551 @ 00:11
874936 [ลบ] [แจ้งลบ]

มัทมานั่งคิดว่าทำไมตัวเองถึงได้พยายามเข้าใจตัวเอง

1. ต้องมีเวลาที่จะอยู่กับตัวเองนิ่งๆ ให้ได้คิด ได้สะท้อน เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างพื้นที่นี้ แล้วก็ต้อง slow down คือทำให้ชีวิตมันช้าลง โดยทั่วๆไป เรื่องนี้ต้องเริ่มจากแต่ละบ้านเลยว่าจะจัดกิจกรรมกันยังไง อย่าให้ schedule มันแน่นไปหมด อยู่นิ่งๆเฉยๆกันบ้าง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

2. ต้องมีคำถามมาทำให้ฉุกคิด ไม่ว่าจะเป็นจาก การพบปะผู้คน การดูหนังดีๆ หรืออ่านหนังสือดีๆ คนเราจะฉุกคิดได้มาก ถ้าเห็นอะไรที่ขัดแย้งมากๆกับประสบการณ์เก่า

3. มีคนนำว่า การพิจารณากายและใจตัวเองทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร มัทว่าถ้ามีการสอนเจริญสติ หรือการให้ทำ quiet time ของ ศาสนาอื่นในทีวีให้มาก หรือ ในโรงเรียนให้มากน่าจะดี

4. มีทางเลือกให้เห็น ว่าแบบไหนที่ถูกจริตเรา มีความหลากหลายว่า ในโลกนี้มันมีแบบนี้นะ แบบนั้นนะ แบบโน้นนะ เรามีทางเลือก ไม่ใช่ว่าคนรอบข้างเราเป็นแบบนี้เราเลยต้องเป็น กระแสหลักเราเป็นแบบนี้เราเลยต้องยอม ต้องให้เห็นความหลากหลาย คนจะได้กล้าที่จะแตกต่าง และเห็นว่าความแตกต่างเป็นหลายๆแบบเป็นเรื่อง healthy

มัทว่ามันยากที่จะให้คนไม่ทำอะไรตามกัน...แต่เราต้องใช้ข้อนี้มาเป็นประโยชน์และโอกาส

คนเรามีนิสัย แคร์ว่าคนอื่นพูดอย่างไร จะไปเปลี่ยนคงยาก แต่ต้องทำให้ความหลากหลายมาเป็นกระแสหลักให้ได้ คนจะได้เลือก ได้เทียบว่าจรืตตัวเองเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในหนังในทีวีก็ได้

ถ้าคนมันดูกันนักหนา ก็ให้สื่อมันมีสื่อดีๆ มีโฆษณาดีๆไป ตอนนี้มัทคิดว่าคนมักจะคิดว่าก็ถ้าไม่เป็นแบบนี้จะเป็นแบบไหน "ใครๆก็ทำ" ทั้งๆที่ใจจริงๆก็ทุกข์

มัทว่าการศึกษาในระบบต้องมาช่วยแน่นอน ต้องสอน critical thinking สอนโยนิโส แต่ว่ามันไม่พอ สื่อสารมวลชนมีพลังต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ โครงสร้างอื่นๆของสังคมก็ต้องช่วยกันหมด advocate ต้องมากและต้องขยัน ต้อง lobby เป็นด้วย

แล้วคนที่เห็นทางออกต้องมารวมตัวกัน ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เหมือนที่เรากำลังทำอยู่ สื่ออกไปให้คนได้มาอ่านว่า เราคิดอย่างไร ค่อยๆทำไปทีละคน ทีละหน่อย ซักวันมันต้องมี tipping point! หรือไม่งั้นนะ ถ้ามันแย่มากขึ้นเรื่อยๆ อะไรก็ตามถ้าถึงเวลาตกอับมากๆๆๆๆแย่มากๆๆๆๆมันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เป็นธรรมชาติ

ก็มาดูว่าสังคมเราจะ tip ด้วยแรงบวกดันขึ้นมาสำเร็จ หรือ แรงลบมันกดลงต่ำ! : )

P
11. Nat_Panik
เมื่อ จ. 13 ต.ค. 2551 @ 09:56
875344 [ลบ] [แจ้งลบ]

ขอบคุณครับเริ่มเข้าใจแล้วครับ

P
12. ภูสุภา
เมื่อ อ. 14 ต.ค. 2551 @ 21:37
879132 [ลบ] [แจ้งลบ]

P  ชอบใจประโยคสุดท้าย ตัวสุดท้ายของน้องมัท : ) จังค่ะ

ก็มาดูว่าสังคมเราจะ tip ด้วยแรงบวกดันขึ้นมาสำเร็จ หรือ แรงลบมันกดลงต่ำ! : )

คือ จะอย่างไร จะยังไง อย่าลืมมี senes of humor
1.นิ่ง มีคำสอนจากท่านไหนจำไม่ได้แน่(ท่านพุทธทาส ?) ว่ามีความสุขเวลาอยู่นิ่ง ๆ ให้เป็น 

2.3.4.และข้ออื่น ๆ อีกถ้ามี พี่ว่าการอ่านมาก ฟังมาก คิดตาม โต้(ในใจ) แต่ควรจะเป็นบุคคลที่นับได้ว่าเป็น นักคิด นักปราชญ์ /หนังที่ดี /เพลงความหมายดี..

จะใช้คำพูดยังไงดีนะ เราเอง(หมายถึงพี่เอง)ก็ไม่ได้เป็นคนที่จะสามารถ ไปตัดสินใครได้ ขึ้นกับวิจารณญาณ norm ของแต่ละคน

ขอยกคำพูดของอาจารย์หมอประเวศ วะสี ในวันนี้ เกี่ยวกับวิธีคิดของมนุษย์ ที่คิดแบบตายตัว แยกส่วน คิดเอาง่ายเข้าว่า คิดตาม ๆ กัน..ปัญหาจะเกิดก็เกิดจากการคิดแบบนี้ นำมนุษย์ไปสู่วิกฤต ความขัดแย้ง...ทำนองคล้าย ๆ แบบนี้ รายละเอียดมีอีกมาก  พี่ว่าจะไปหามาอ่านโดยละเอียดอีกครั้ง(เป็นบทความที่อาจารย์นำเสนอถึงทางออกของวิกฤต  มติชนหน้าในน่าจะมี..)

การศึกษาในระบบต้องมาช่วยแน่นอน อย่างน้องมัทแสดง คคห ไว้ นอกระบบแบบในโกทูโน นี่ก็ช่วยนะคะ น้องมัท  ขอบคุณที่ตามคุยกัน ;P

<a

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สนทนาวิสาสะ พื้นที่แห่งความสุข



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ความหวังอยากเห็นความรู้และการศึกษาที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอคะ
อ่านแล้ว อดไม่ได้ ขอแลกเปลี่ยนอีกนิดค่ะ

จริงๆแล้ว คนไทยเรา เก่งนะคะ  ในหลายๆเรื่องทีเดียว แต่มีอยู่ปัญหาหนึ่ง ในภาพรวมว่า  เราขยันที่จะใฝ่รู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องแค่ไหน  
พี่เองมีโอกาสพบคนหลายๆเชื้อชาติ เขาก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ฉลาดกว่าเรา ไม่ได้โชคดีอย่างประเทศของเรา ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ และไม่ต้องเจอเหตุการณ์ในเชิงสงครามหรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากมายนัก   สภาพสังคมก็่ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป  และยังมีหลักธรรมหรือคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาที่ช่วยให้คนสามารถคลายจากความทุกข์ได้อีก

แต่พี่ว่า ไทยเรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความโชคดีต่างๆเหล่านี้ให้เต็มที่  และสร้างค่านิยมการใฝ่รู้ขึ้นมา ให้มากกว่านี้  ถ้าเรามีทัศนคติ  ที่ชอบการเรียนรู้ตลอดชีวิต   คนไทยเราก็คงเก่งไม่น้อยหน้าใคร
เขียนอย่างนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ อาจจะไม่ใช่เชิงบวกเท่าไร แต่มีส่วนหนึ่ง ที่เป็นความจริงค่ะ

เขียนเมื่อ 

PSasinand พี่คะ น้องต้องขอโทษที่อ่านและเกลา ไม่ถี่ถ้วน เนื่องจากเขียนไว้ในยุคหนึ่ง ที่ผ่านมาแล้ว

อันดับแรกต้องไปแก้ประโยคสำคัญหน่อยก่อน

ตามมาคุยพรุ่งนี้ค่ะ คืนนี้นอนดึกไปแล้ว

ขอบคุณข้อคิดเห็นมาก ๆ ค่ะ

 

เรื่องนี้กลับมาในความคิดคำนึงเพราะ ได้ยิน เห็นกับตาว่า ที่ดิน มรดก ผืนดินที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นรวงข้าว เป็นแปลงผัก เป็นมะพร้าวน้ำหอม..(เขตนครปฐม) ลด หด หาย ไปเรื่อย ๆ

 

ใจหายค่ะ

พรุ่งนี้มาคุยอีกแน่  ๆ ค่ะ

ราตรีสวัสดิ์ก่อนค่ะ

อ่านอนุทินแล้วดีใจกับมหาวิทยาลัยมหิดลและอื่น ๆ ไปด้วย;P

เขียนเมื่อ 

บันทึกเดิม เดิม อยู่ที่นี่ มีผู้ช่วยใหความคิดเห็นดี ๆ อีกหลายท่านเช่น

น้องซูซาน,คุณกวินฯ

จะใส่ไว้ข้างบนพิ้นที่ไม่พอค่ะ

talk with Mut
IP: xxx.209.187.131
เขียนเมื่อ 

From comment 10

*มัทมานั่งคิดว่าทำไมตัวเองถึงได้พยายามเข้าใจตัวเอง

1. ต้องมีเวลาที่จะอยู่กับตัวเองนิ่งๆ ให้ได้คิด ได้สะท้อน เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างพื้นที่นี้ แล้วก็ต้อง slow down คือทำให้ชีวิตมันช้าลง โดยทั่วๆไป เรื่องนี้ต้องเริ่มจากแต่ละบ้านเลยว่าจะจัดกิจกรรมกันยังไง อย่าให้ schedule มันแน่นไปหมด อยู่นิ่งๆเฉยๆกันบ้าง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

During this my isolated-time, I do realize that quiet and mindfully concentrate on practicing some work can make me feel blissfully happy.

เขียนเมื่อ 
talk with Mut
มาขอคุยกับ talk with Mut
เวลาผ่านข้ามมาหลายปี ความทันสมัยของคำว่า เจ็บ จน โง่
ยังอยู่คู่กับประเทศไทย นะคะ
แต่ ผู้เขียนบันทึกนี้เองเติบโตขึ้น มองกว้างขึ้น(คิดเอง) ว่า มีองคืประกอบนานา(หลาย)ประการ
การเมือง การศึกษา การเศรษฐกิจ ฯลฯ
ทำให้เกิด วงจร เจ็บ-จน-โง่
ลดมุมมองลง ตัวเราเองก็ เจ็บจนโง่ ในหลาย ๆ มุมเช่นกันค่ะ
เมื่อเติบโตขึ้น การนิ่ง ใช้สติ ความคิด ช่วยเราได้มาก
ขอบคุณค่ะที่ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

 

หมายเลขบันทึก

260977

เขียน

13 May 2009 @ 22:44
()

แก้ไข

25 Aug 2012 @ 18:11
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง