พ.ศ.๒๕๐๔ เมื่อผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุมและเริ่มตกหลุมพรางแห่งความ “เหลื่อมล้ำ...”

ครั้นเมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติในครั้นที่ยังไม่มีคำว่า “สังคม” ฉบับแรกประกาศออกมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจตามระบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Core Economics) ประเทศไทย คนไทย ลูกหลานไทยก็ถูกจัดแบ่งชน แบ่งชั้น และหรือแม้กระทั่ง “วรรณะทางความรู้...”

เกษตรกร คนในชนบท ถูกจัดแบ่งออกมาเป็น “ผู้ด้อยการศึกษา”
รัฐบาลประกาศแผนการปรับปรุง พัฒนา “ปฏิรูป” การศึกษา ล้มล้าง ล้มเลิกระบบการศึกษาแบบธรรมชาติ
ทำลายระบบ วัฒนธรรม “พ่อปกครองลูก”  “วัดอบรมบ้าน” ไปเสียสิ้น

กฎหมายถูกพัฒนา ปรับปรุง “บังคับ” ให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต้องส่งบุตร หลาน เข้าเรียนในระบบ “โรงเรียน” จนถึงชั้นการศึกษาตามชื่อที่เรียกว่า “ภาคบังคับ”

เมื่อมีผู้ถูกบังคับและเลยเวลา พ้นวัยที่ถูกบังคับ ปัญหาของความเหลื่อมล้ำจึงเริ่มเกิดมีมากขึ้น
ด้วยฐานะ ระบบเศรษฐกิจที่ “ด้อยพัฒนา”
ประชาชนตามหัวเมืองใหญ่ ได้เรียน ได้เข้าระบบ
ประชาชนตามชนบทต้องตกเป็น “เบี้ยล่างแห่งความเหลื่อมล้ำ...”

คนมั่ง คนมี ได้โอกาสเข้าเรียน เข้าศึกษาในระบบ
คนยาก คนจน หมดโอกาส ต้องศึกษา “ตามยถากรรม”

ในระบบได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติเพราะมีกระดาษ ที่ถูกสมมติขึ้นเรียกว่า “ประกาศนียบัตร” หรือ “ปริญญา”
นอกระบบ ถูกการเยาะเย้ย ถากถาง ไร้ทิศทาง นอกสังกัด

ความคิดเช่นนี้เป็นต้นตอและที่มาแห่ง “ความเหลื่อมล้ำ”

เมื่อคนรู้ว่าตนมีปมด้อยทางความรู้ เพราะไม่มีปริญญาไว้คู่ตัว
ต่างก็หาวิถีทาง วิธีการซึ่งจะได้มาซึ่งใบปริญญาอันทรงคุณตามสายตาของสังคม

คนมีปริญญามองว่ามีความรู้ คนมีปริญญาถูกยกย่องเชิดชูในวงการการศึกษา
คนทำงาน หน้างาน เรียนด้วยชีวิต สู้ด้วยจิตใจ ถูกมองว่าต่ำต้อยและเขาเหล่านั้น ต้องการซึ่ง “ความรู้” ที่ปัญญาชนทั้งหลายร่ำเรียนจากหนังสือมาบรรจุลงไป เพื่อสร้างกิเลสและตัณหาให้ได้ เท่าเทียมกัน

คนเรียนนอกระบบ อยู่ตามท้องไร่ ท้องนา จะสรรหากิเลสและตัณหามาจากไหน ถ้ามิใช่คนในระบบที่คิดว่าตนสูงกว่าส่งเข้าไป

หนังสือเรียน นิตยสาร ดารา แฟชั่น การ์ตูน ภาพโปสเตอร์ ที่คนมั่ง คนมี คนดีมีการศึกษา ใช้แล้ว เบื่อแล้ว เก่าแล้ว ถูกส่ง “ทิ้ง” ไปไว้ตาม “ชนบท”

คนที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ ถูกถาโถมด้วยระเบิดแห่งกิเลสและต้องสมเพศด้วยตัณหา ที่ถูกนำพาจากเมืองหลวง

เมื่อเกิดความอยากก็เข้าทางผู้มีความรู้ที่ยืนอยู่คู่กับ “ธุรกิจ”
ธุรกิจการศึกษาเกิดขึ้น ผนวกด้วยธุรกิจประกอบรอบข้าง
การขนส่ง ธุรกิจสิ่งทอ หนังสือ กระดาษ ปากกา รูลเลอร์ รับเบอร์ เรียนกันไปแบบเห่อ ๆ ความรู้เอ้อเร่อ ละเมอกัน

เมืองไทยยังโก้ไม่พอ ความรู้ยังมีไม่พอ ต้องถ่อไปเรียนกันถึงเมืองนอก
เกษตรผสมผสานตามวิถีธรรมชาติถูกลบล้าง
พืชเชิงเดี่ยว ที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับปุ๋ยและยากลับถูกนำเข้ามาและสร้างปัญหา “หนี้สิน” อย่างไม่รู้จบ

เมื่อคนมีการศึกษาขายปุ๋ย และคนที่ถูกมองว่าไร้การศึกษาซื้อปุ๋ย อย่างไรไซร้ก็ “เหลื่อมล้ำ...”

เมื่อคนจนถูกรังแกด้วย “ความรู้”
เมื่อหมอดูถูกเชิดชูด้วย “ความเชื่อ”

ความเชื่อว่าเรารู้ดีว่าเขา เก่งกว่าเขา โก้กว่าเขา
ความเชื่อว่าเรานั้นรู้น้อยกว่าเขา โง่กว่าเขา มอซอกว่าเขา สิ่งทั้งหลายนั่นเล่าคือ “ความเหลื่อมล้ำ...”

จุดต้นตอปัญหาแห่งการ “พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ที่หมักหมมด้วยกิเลสนี้
ทำให้คนทั้งหลายต้องถูกสมมติว่าเก่ง และอีกฝ่ายถูกสมมติว่า “โง่”

คนเก่งต้องนำความรู้ภายนอกไปบอกคนโง่
คนโง่ต้องปฏิบัติตามความรู้นั้นเพื่อเพิ่มความเก่ง
เมื่อได้รับความรู้แล้ว ปฏิบัติความรู้แล้วจะได้หายจาก “ความเหลื่อมล้ำ...?”