|
เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ |

ประกฤติ กับ ปุรุษะ :
ที่มาของแนวคิดโยคะของปตัญชลี ตอนที่ ๑
วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ก.ค.'๕๑
โยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๓ กล่าวว่า "ตทา ทรัษฏูห์ สวรูเป วสถานัม" ซึ่งเป็นการอธิบายความหมายของ "โยคะ" ตามแนวคิดของปตัญชลีในฐานะที่เป็นวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย คำว่า "ตทา" แปลว่า เวลานั้น ขณะนั้น จึงหมายถึง "เมื่อเวลาที่พฤติกรรมของจิตหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์" การบรรลุถึงสภาวะดังกล่าวนี้คือการคืนกลับสู่ความเป็นผู้ดูผู้เห็นตามสภาวะเดิมแท้ของมัน
เชื่อกันว่าโยคะของปตัญชลีมีความสอดคล้องใกล้ชิดกับปรัชญาสางขยะ นักวิชาการหลายท่านเห็นว่า แนวคิดโยคะของปตัญชลียึดตามหลักของสางขยะมากจนกระทั่ง สางขยะและโยคะเปรียบเสมือนปรัชญาพี่น้องกัน และมีจุดยืนทางปรัชญาและอภิปรัชญาที่แทบจะเหมือนกันทีเดียว ยังคงเชื่อกันว่าปตัญชลีได้ยอมรับหลักการทั้งหมดของสางขยะอย่างสมบูรณ์ แม้ว่า
หลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้ไม่ได้มาจากโยคะสูตรโดยตรง แต่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสางขยะอาจดูจากหลักฐานยืนยันในโยคะสูตรบทที่ ๒ ประโยคที่ ๑๗ ถึง ๒๓ ได้
แม้โยคะกับสางขยะจะมีจุดยืนทางปรัชญาที่สอดคล้องกันมากแต่ก็มีจุดที่แตกต่างอย่างสำคัญคือ โยคะได้รวมหลักอันใหม่ที่เรียกว่า "อีศวร" เข้าไปอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะมีการกล่าวอ้างถึงแนวคิดโยคะของปตัญชลีว่าเป็น "เสศวร สางขยะ" อยู่บ่อยๆ อีกส่วนหนึ่งที่แตกต่างกันก็คือ แนวคิดเรื่อง "จิตตะ" ซึ่งไม่พบในปรัชญาสางขยะดั้งเดิม
ปรัชญาสางขยะได้อ้างถึงสิ่งแรกเริ่มและเป็นนิรันดร์อยู่สองสิ่งนั่นคือ ปุรุษะและประกฤติ คำภาษาอังกฤษที่มักใช้แทนคำว่า "ประกฤติ" คือคำว่า "matter" ที่หมายถึง "สสาร" แต่ดูเหมือนว่าการแปลประกฤติว่าเป็นเพียงสสารนั้นจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะสสารนั้นโดยตัวมันเองแล้วไม่มีชีวิตและดังนั้นจึงเคลื่อนไหวไม่ได้ ในขณะที่ประกฤติตามศัพท์แล้วบ่งชี้ว่า (ประ คือ ประกรเษณะ หรือ อย่างเข้มข้น อย่างแรงกล้า ส่วน กฤติ คือ การเคลื่อนไหว แสดงออก) ประกฤติก็คือศักยภาพที่จะเคลื่อนไหวหรือกระทำ ในความเป็นจริงแล้วกิจกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะประกฤติ อย่างไรก็ตามประกฤติจะแสดงศักยภาพออกมาได้ก็โดยอาศัยปุรุษะ คำว่า "ปุรุษะ" มีความหมายโดยทั่วไปว่า บุรุษ ผู้ชาย หรือปัจเจก แต่ปุรุษะตามความหมายของสางขยะไม่ได้หมายถึงคน แต่เป็นสิ่งแรกเริ่มดั้งเดิมซึ่งกล่าวกันว่าไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นไปโดยปริยายว่า ปุรุษะไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวหรือกระทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง มีคำอธิบายปุรุษะว่าเป็น "อกรตา" หรือ ไม่ใช่ผู้กระทำ ไม่มีความปรารถนาหรือความเต็มใจที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นการกระทำและการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นผลมาจากประกฤติเท่านั้น แต่ประกฤติคือ ชฑา หรือ ความเฉื่อย เป็นสิ่งที่ไร้สติปัญญาและความรู้สึก มันจะสามารถเคลื่อนไหวได้ก็โดยอาศัยการแสดงออกของปุรุษะเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นปุรุษะก็ยังคงไม่ถูกกระทบหรือได้รับอิทธิพลใดๆ จากวิวัฒนาการของประกฤติ ตัวอย่างที่มักยกมาอธิบายให้เข้าใจในเรื่องนี้คือ นิทานคนง่อยตาดีขี่หลังคนตาบอดเดินทางออกจากป่า มีชายสองคนต้องการเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คนหนึ่งแม้จะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เพราะเป็นคนตาดีแต่ก็เป็นง่อยเดินไม่ได้ โดยลำพังตัวคนเดียวจะไม่สามารถเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ ส่วนอีกคนหนึ่งแม้จะเดินไปไหนมาไหนได้แต่ก็ตาบอดมองอะไรไม่เห็น ถ้าลำพังเขาคนเดียวก็ไม่อาจเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายได้เช่นกัน เมื่อคนตาบอดมาพบกับคนง่อยตาดีก็ไต่ถามกัน ครั้นทราบว่าต่างมีจุดประสงค์ที่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คนตาบอดจึงยินดีให้คนง่อยขี่หลังคอยบอกหนทางให้เดินไป ในที่สุดทั้งสองคนจึงได้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ตามความมุ่งหวัง สางขยะเปรียบคนง่อยตาดีกับปุรุษะ เพราะแม้จะมีสติปัญญาส่องนำทางแต่ก็ไร้ซึ่งการกระทำ ส่วนคนตาบอดเปรียบกับประกฤติ เพราะแม้จะสามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้แต่ก็ปราศจากสติปัญญา ทั้งปุรุษะและประกฤติจึงต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
การกระทำของประกฤติจึงมีสาเหตุมาจากการแสดงออกของปุรุษะ ในทางเทคนิคเราเรียกว่า "ปุรุษะ-ประกฤติ-สังโยคะ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "สังโยคะ" คำว่า สังโยคะ ปกติแล้วหมายถึง การรวม การเชื่อมกัน แต่สังโยคะในที่นี้เป็นปรากฏการณ์ที่ลึกลับมาก ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ อย่างไรก็ตามเพียงเพราะการสังโยคะนี้ประกฤติได้รับการกระตุ้นและเริ่มที่จะค่อยๆ คลี่คลายออกเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ และโลกทางปรากฏการณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นวัตถุทางกายภาพ หรือจิตวิญญาณ และไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดหรือไม่ปรากฏชัดก็ตาม ต่างก็คือวิวัฒนาการของประกฤติ ควรจะเน้นย้ำกันอีกครั้งว่า ในการสังโยคะนี้ปุรุษะและประกฤติยังคงเป็นอิสระต่อกันอย่างสมบูรณ์ ปุรุษะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในวิวัฒนาการนี้เลยและยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และหนทางเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดหลังจากที่กระบวนการแห่งโยคะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก็คือ การสิ้นสุดของการสังโยคะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย (ปรากฏการณ์ของโลกเกิดขึ้นจากการสังโยคะของประกฤติและปุรุษะ หากเกิดการสิ้นสุดของการสังโยคะขึ้นจริงปรากฏการณ์ทางโลกทุกอย่างจะสิ้นสุดลงกลับคืนสู่สภาพเดิมแท้ของประกฤติซึ่งเป็นธาตุเริ่มแรกตามแนวคิดของปรัชญาสางขยะ - ผู้แปล) การตระหนักถึงความจริงที่ว่าปุรุษะดำรงสภาวะของความบริสุทธิ์โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะแรกเริ่มเดิมแท้นั้นก็คือ เป้าหมายของโยคะ ดังนั้นโยคะก็คือการตระหนักรู้ถึงการแบ่งแยกอย่างสมบูรณ์ของสิ่งแรกเริ่มเดิมแท้สองสิ่งคือปุรุษะและประกฤติ และในแง่มุมนี้โยคะจึงไม่ใช่การรวมเข้าด้วยกันตามความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่กลับเป็นการแยกหรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการตระหนักรู้ถึงการแยกอย่างสมบูรณ์ของปุรุษะและประกฤติ จึงเป็นเรื่องแปลกในแง่มุมนี้ที่จริงๆ แล้วโยคะก็คือ วิโยคะ หรือการแยก (ไม่ใช่สังโยคะ หรือการรวม)
ดังที่กล่าวแล้วว่าธรรมชาติของปุรุษะไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ ดังนั้นมันจึงไม่สามารถรับรู้หรือเรียกได้ว่าเป็นผู้ตระหนักรู้หรือผู้ดู หรือ ทรัษฏา สักทีเดียวนัก....อันที่จริงแล้วตัวที่เป็นผู้รับรู้ก็คือ "จิตตะ" แต่ "จิตตะ" ก็เป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของประกฤติเช่นกัน ดังนั้นโดยตัวจิตตะเองแล้วก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้เช่นเดียวกับประกฤติ หากแต่มันสามารถรับรู้ได้ ก็เนื่องด้วยการแสดงออกของปุรุษะที่กระตุ้น จิตตะให้สามารถรับรู้และกระทำได้ ในแง่นี้ปุรุษะคือแหล่งที่มาหรือตัวเหตุที่ทำให้จิตตะได้รับศักยภาพที่จะมีสำนึกรู้ ตามความเข้าใจเช่นนี้สิ่งที่เป็นผู้รู้สูงสุดหรือศักยภาพแห่งการรู้ก็คือปุรุษะ ในประโยคที่ ๓ ของโยคะสูตรนี้ใช้คำว่า ทรัษฏา ในความหมายแทนคำว่า ปุรุษะ แม้คำเรียกชื่อนี้จะไม่ถูกต้องตามความหมายสักทีเดียวและไม่ควรจะใช้กับคำว่าปุรุษะอย่างเคร่งครัดนัก แต่อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า คำว่า ทรัษฏา เป็นตัวเหตุกำเนิดของศักยภาพแห่งการตระหนักรู้ด้วยจิตตะซึ่งจิตตะนี้เป็นตัวสำนึกรู้อันแท้จริง คำว่า "สวรูเป" ตามตัวอักษรหมายถึง ในรูปเดิมของตนเอง ในที่นี้จึงเข้าใจว่าหมายถึง ในสภาวะที่ไร้มลทินของสิ่งแรกเริ่มเดิมแท้ซึ่งเป็นสภาวะที่สิ่งนั้นดำรงอยู่ ส่วนคำว่า "อวสถานัม" หมายถึง การกลับคืนสภาพ ซึ่งในที่นี้ก็คือการกลับคืนสู่สภาวะเดิมแท้ของปุรุษะและประกฤตินั่นเอง
![]() |
เอกสารอ้างอิง : สุนทร ณ รังษี (๒๕๓๐). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Karambelkar, P. V., (1986). PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama. |
|
อ่านบทความ |

