กาลครั้งหนึ่งนานแล้ว
เป็นเจ้าอาวาส วัดมีชื่อในชนบทแห่งหนึ่ง
ท่านเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่แปลกประหลาดมากมาย
เรียกว่านับตั้งแต่บวชเรียนมา...จนวัยเข้าสู่ผู้เฒ่าแล้ว
ยังไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์มาก่อนเลย

เรื่องมีอยู่ว่า
ช่วงประมาณบ่ายโมงกว่าของวันหนึ่ง
ขณะที่หลวงตากำลังสาละวนกับการการเลือกเศษไม้ที่อยู่ภายในวัด
และใช้กบใสบาง ๆ เพื่อให้ดูดีขึ้นก่อนจะทำไปทำประโยชน์อย่างอื่น
รถปิคอัพแค๊ป ๔ ประตูวิ่งมาจอดไม่ไกลนัก พร้อมกับชาย ๒ คนเดินลงจากรถ
ตอนแรกก็นึกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา เพราะแต่งชุดนอกราชการ
แต่พอมองไปที่เอวเห็นมีปืนพกด้วย จึงคาดว่าต้องเป็นตำรวจ
และก็เป็นจริงดังคาดเดา
ทั้ง ๒ นายเดินตรงมาหาหลวงตา ซึ่งก็ทำให้หลวงตาต้องพักงานไว้ชั่วคราว
เพื่อจะได้คุยกันสะดวกขึ้น
“หลวงพ่ออยู่ไหน ?”
เป็นคำถามสั้น ๆ ห้วน ๆ น้ำจิตน้ำใจจะยกมือไหว้สักนิดก็ไม่มี
“หลวงพ่อไหน ?” หลวงตาเริ่มเล่นสงครามประสาทบ้าง
“หลวงพ่อเจ้าอาวาส” คำตอบออกมาจากปากนายตำรวจคนเดิม
“โยมมีธุระอะไร” หลวงตาย้ำถึงจุดประสงค์ของการมา
มองดูท่าทางไม่อยากตอบ พวกเขาจึงยืนยันจะขอพบเจ้าอาวาส
หลวงตาจึงได้แสดงตัวว่า เจ้าอาวาสก็ยืนอยู่ตรงหน้านี่แหละ โยมมีธุระอะไร
คำตอบนั้นยังผลให้พวกเขามีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย
ก่อนจะยอมเล่ารายละเอียด

“นายให้มาขอใบอนุโมทนาบัตร” “นายไหน ?” หลวงตา งง..งง..มาก จึงย้ำถามย้อมไป “ผู้......” “ผู้กำกับที่ไหน ?” หลวงตา ยังไล่คำถามไปเรื่อยๆ ด้วยความงง..ต้องเหตุการณ์ “ที่..............” พวกเขาก็ระบุสังกัดที่มาของตน หลวงตาจึงย้อนถามต่อ “นายมาบริจาคเงินที่วัดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” “ไม่เคยบริจาค แต่นายอยากจะได้ใบอนุโมทนาบัตรเพื่อใช้ลดหย่อนภาษี ก็เลยให้ผมมาขอตามวัด” (เป็นครั้งแรกที่หลวงตาได้ยินคำว่า “ผม” จากปากพวกเขาทั้ง 2 ท่านนั้น) “แล้วจะให้อาตมาทำอย่างไร?” หลวงตาแกล้งถาม “ก็ให้ท่านออกใบอนุโมทนาบัตรให้จำนวนเท่านั้นเท่านี้บาท แล้วก็เซ็นรับรอง” นั่นนั่นเจ้าคนนั้นแนะนำหลวงตา

“อาตมารู้.....แต่อยู่ ๆ จะให้ออกใบอนุโมทนาบัตรว่าได้รับเงินจากโยมเท่านั้น เท่านี้บาท แต่ไม่มีเงินเข้าบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ก็เท่ากับอาตมาออกเอกสารเท็จ มันคุกตารางเชียวนา....เจ้านายคุณเป็นถึงผู้....ทำไม....จัง วัดออกให้ไม่ได้หรอก” เมื่อเห็นว่าหลวงตาไม่มีท่าทีที่จะออกใบอนุโมทนาบัตรให้ นายตำรวจท่านนั้นแสดงอาการไม่พอใจนิดหนึ่ง เฮอ..เอ้ย... “เอา..เอาอย่างนี้ล่ะกัน” หลวงตามีความสงสารเจ้า 2 คนนั้นเป็นที่สุด ด้วยความสงสาร หลวงตาจึงเดินเข้าไปกุฏี แล้วหยิบปากกาเขียนอะไรบ้างอย่างลงในกระดาษ แล้วพับกระดาษนั้นใส่ซองจดหมาย แล้วยื่นให้พวกเขาไป “อะนะ..เอ้า...หลวงตาช่วยได้แค่เนี่ยนะ...” เจ้านายตำรวจ 2 คน นั้น ได้รับซองจดหมายนั้นแล้วขับออกไปทันที อะนะ...หลวงตา..ยอมออกใบอนุโมทนาบัตร ให้ไปจริงๆ หรือ? มันเป็นการรีดไถเงิน..อย่างหนึ่ง..แต่เป็นการรีดไถบุญกับพระถึงวัด.... ในซองมีอะไรนะ 555 สวดศพ ท่านผู้........ ณ วัด..................ศาลารีดไถบุญ วันที่..........เวลา...... มรณะ ด้วยเหตุทุจริตเพราะไม่ทำหน้าที่เป็นชาวพุทธที่ดี จากหลวงตาชัยยัสสุ ก้อนหินยิ้ม๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ปล.จากเรื่องที่หลวงตาชัยยัสสุ post ไว้ ก้อนหินนำมาเล่าเป็นนิทาน ซะเลยจ๊า
อืม.....
*V* อยากขำ แต่ขำไม่ออกค่ะ น่าละอายจังเลยนะคะ ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง(น่าจะมีนะ)ไม่มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมซะบ้างเลย
มาแอบฟังนิทานจ้ะน้องอ้อย เป็นกำลังใจให้นะ
สวัสดีครับ คุณอ้อย
มาเยี่ยมยามดึกด้วยดอกราชาวดีสีม่วงจ้ะน้องอ้อย มีความสุขเยอะ ๆ นะจ๊ะ
สวัสดีค่ะ
นิทานที่เป็นเรื่องจริง...เป็นเรื่องเศร้า....
และก็แอบต่อต้าน...เคยได้ยินนะคะเรื่องอย่างนี้...
ขอบคุณนะคะที่ไปชมดอกไม้สวยๆค่ะ
ขอบคุณในไมตรีที่มีมาของทุกๆท่านค่ะ...
สวัสดีค่ะ ครูอ้อยเล็ก
มาเยี่ยมด้วยความระลึกนึกถึง
สวัสดีครับ อ้อยเล็ก
มาตั้งใจอ่าน อ่านแล้วเครียด เป็นเรื่องจริงที่เกิดในสังคมไทย ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่มีมาให้อ่าน
เจริญพร โยม อ้อยเล็ก
เรื่องทำนองนี้มีอยู่บ่อยๆ เพื่อนสหธรรมิกอาตมารูปหนึ่ง มีโยมมาจะถวายสังฆทานกับเจ้าอาวาส จุดมุ่งหมายของโยมบอกจะถวายกับเจ้าอาวาสเท่านั้น
คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ท่านบอกโยมว่า ท่านนี้แหละเป็นเจ้าอาวาส
เจริญพร