Professional Trainer Power Program

โดย สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ John Robert Powers

เห็นน้องงาม ออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มในการประชุมเช้าวันจันทร์ของสถาบันฯ โดยใช้หลักการที่ไปประชุมวิทยากรมาทำให้มีแรงฉุด (กระชาก) อยากจะเขียนบทเรียนจากการประชุมวิทยากร ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 (วันแรงงานแต่เราไม่ได้หยุด อิ อิ) ณ โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า ฟังชื่อสถาบันฯ ที่จะมาสอนก็ดูน่าเชื่อถือแล้ว เพราะเป็นสถาบันฯที่มีชื่อเสียงในเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพมานานทีเดียว (ดูไฮโซเชียว) ตรรกะ เทศศิริ คือชื่อวิทยากรที่จะมาถ่ายทอดความรู้ให้กับเราในวันนี้ ตอนแรกเห็นชื่อก็สงสัยว่าผู้ชายคนนี้แปลกตั้งแต่ชื่อเลย (ดูบุคลิกตอนแรก..ต่อมเอ๊ะ (สงสัย) เริ่มทำงาน) ในความคิดของภาพที่เราเห็นวิทยากรในแว๊บแรก ดูในภาพรวมก็ดูดี หน้าตายิ้มแย้ม บุคลิกภาพการแต่งกายก็ดูดีน่าเชื่อถือ นี่น่าจะเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องเรียนรู้ ว่าถ้าเป็นวิทยากรเราจะต้องทำอย่างไรให้ผู้ฟัง มีความประทับใจตั้งแต่แว๊บแรกที่เห็น (เราเริ่มรู้แล้ว 1 เรื่อง)

พอเข้าบทเรียน เริ่มมีต่อมเอ๊ะ...ต่อมอ๋อ....งง ซิเรา (คืออะไรหว่า) มาถึงบางอ้อที่หลังว่าที่มาของ 2 คำนี้ คือ คนเราจะมีต่อม 2 ต่อม คือ ต่อมเอ๊ะ...(ต่อมอยากรู้) ต่อมอ๋อ....(ต่อมรู้แล้วแต่มีอะไรมาช่วย confirmให้มั่นใจ) สรุปแล้วเท่าที่เราฟัง เรามีต่อมเอ๊ะ...มากกว่าต่อมอ๋อ...เพราะฟังแล้วอยากฟังต่อ มันมีเรื่องที่ฟังแล้วอยากรู้น่าสนใจ ชวนให้ติดตาม

วิทยากรให้ดูรูปเปรียบเทียบรูปผู้หญิงแต่งหน้ากับไม่แต่งหน้า และรูปผู้ชายใส่แว่นกับไม่ใส่แว่น ซึ่งรูป 2 รูปนี้เป็นคนคนเดียวกัน ดูแล้วมันต่างกันทีเดียวไม่น่าเชื่อว่าการที่คนเรามีการแต่งหน้าทำผม (อย่างสุภาษิตที่ว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง..มันใช่เลย) หรือการใส่แว่นตาเพื่อปกปิดดวงตาที่มันดูไม่เป็นมิตร กลับทำให้บุคลิกคนคนนั้นดูดีแตกต่างจากเดิมได้มากที่เดียว (แอบนึกขำ ขำอยู่ในใจว่าถ้าเราแต่งหน้า แต่งตัวจะดูดีมั้ยนะ) นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่วิทยากร พยายามจะบอกเราว่าคนเราเกิดมาความสวย ความหล่อ ความสามารถมีไม่เท่ากัน...แต่เราสามารถเพิ่มเสริมเติมแต่งให้เราดูดี น่าเชื่อถือ ทำให้ดูมีมูลค่า น่ามองได้

วิทยากรบอกเราว่า จาก 100 % สิ่งที่มีอิทธิพลต่อวิทยากรมากที่สุด คือ บุคลิกภาพ (Image) 55 % เสียง (Voice) 38 % และคำพูด (Word) 7 % ซึ่งเราต้องฝึกพูดไปยิ้มไปให้ดูเป็นมิตร ดูเปิดใจ (เราฝึกจากการแอบยิ้มหวานๆ ก่อนรับโทรศัพท์ก็แล้วกันนะ เผื่อโรงพยาบาลหรือที่ปรึกษาอยากโทรมาว่าเราได้ยินเสียงหวานๆ อาจจะทำให้เค้าใจอ่อนไม่กล้าว่าเราก็ได้ ไม่เชื่อก็ลองดูนะคะ อันนี้คิดเอง)

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คุณสมบัติสำคัญที่วิทยากรต้องมี 7 ข้อ

1. มีทัศนคติ

 2. มีความเข้าใจในเรื่อง “การเรียนรู้ “

3. เข้าใจจิตวิทยาและความต้องการของผู้เรียน

4. มีทักษะในการเตรียมแผนการสอน (อันนี้ขอชื่นชมวิทยากร เท่าที่ฟังวิทยากรมีการเตรียมตัวมาอย่างดี เพราะศึกษากลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมว่าเป็นใคร มีบทบาทหน้าที่ทำอะไร เพราะตัวอย่างที่วิทยากรยกมาให้เราส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาล ทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น มืออาชีพจริงๆ)

5. มีทักษะในการเลือกใช้เทคนอคการฝึกอบรม

6. มีทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้

7. มีทักษะในการวัดและประเมินผลผู้เรียน

สิ่งที่สำคัญคือ “วิทยากรต้องปรากฏตัวให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นในแบบที่เป็นไปอย่างเกินความคาดหมาย เพราะผู้เข้าร่วมประชุม จะมองวิทยากรในแว้บแรกเพียง 5 วินาทีเท่านั้น

เกร็ดเล็ก..เกร็ดน้อย...ที่น่าสนใจ อย่างเช่น ทรงผม ถ้าเป็นผู้ชายก็ควรสั้นไว้ก่อน จัดทรงให้ดูดีเหมาะกับหน้าตา อาจจะใส่มูทจัดแต่งทรงให้ให้ทันยุคทันสมัย ผู้หญิง ถ้าผมยาวก็รวบผม ติดกิ๊บให้เรียบร้อย ทางที่ดีควรเป็นกิ๊บดำ ไม่ควรติดกิ๊บที่เป็นลายการ์ตูนหรือกิ๊บพลาสติก ถ้าผู้หญิงผมสั้นก็จะทำให้บุคลิกภาพดูกระฉับกระเฉง  แคล่วคล่องว่องไว (อันนี้ต้องเห็นภาพผู้หญิงคนเดียวกันเปรียบเทียบระหว่างตอนผมยาวกับตอนตัดผมสั้น เราจะเห็นความต่างที่ชัดเจน..เราก็จะถึงต่อมอ๋อ...)

การแต่งกายผู้ชาย ถ้าเสื้อลายทางเล็กๆ เราสามารถผูกเน็ทไทลายจุดได้ แต่ต้องให้สีเป็นโทนเดียวกัน ถ้าเสื้อเป็นสีพื้น ให้ใส่เน็ทไทเป็นลายทางได้ แต่ไม่ควรมีลูกเล่นมาจนดูลายตา หรือเป็นรูปการ์ตูนสีฉูดฉาด หรือลายกราฟฟิก ปกเสื้อต้องจับให้เรียบร้อย ปลายปกเสื้อต้องติดกระดุมทุกครั้งไม่ว่าจะผูกเน็ทไทหรือไม่ผูก (นึกถึงปลายเสื้อเชิ๊ตออกมั้ยตรงช่วงแหลมของปกจะมีกระดุมข้างละเม็ด) การผูกเน็ทไท สมัยนี้ต้องผูกแบบมีรักยิ้ม (งง หละซิ ว่าเป็นอย่างงัย) ดูจากรูปที่วิทยากรเอามาให้ดูก็ถึงต่อมอ๋อ... เหมือนกันคือ ตรงกลางกดให้บุ๋มลง (เป็นร่องยุบตรงกลาง) ก็แปลกไปอีกแบบนะ เพราะเท่าที่รู้มาเราจะเห็นคนผูกเน็ทไท ให้ตรงกลางนูนขึ้นมาเป็นโค้งๆ (สงสัยเชยไปแล้วเรา) แต่ถ้าการประชุมนั้นไม่ต้องการให้หนักหรือเนี้ยบเกินไป ไม่ต้องผูกไทด์ก็ได้ การเลือกเสื้อสูท เสื้อสูทที่มีกระดุม 3 เม็ด เหมาะสำหรับวิทยากร (ชาย) ที่มีรูปร่างสูง โปร่ง คนที่มีรูปร่างเตี้ยหรือท้วมไม่ควรใส่ เพราะจะทำให้ดูตัวตัน ควรใส่สูทที่มีกระดุม 2 เม็ด เพราะจะทำให้ดูสูงเพรียวขึ้น เข็มขัด รองเท้า ควรเป็นสีพื้น ไม่ควรมีลวดลาย ควรเป็นสีดำ ถุงเท้า ก็เช่นกันเป็นสีพื้น ปลายไม่ยืด (ยางหมดสภาพ)เน้นสีดำเป็นหลัก จะได้เข้ากับกับรองเท้า (ถ้าใส่รองเท้าดำ กับถุงเท้าคนละสีกัน ก็จะทำให้เราดูเสียบุคลิก)

เราฟังเรื่องของผู้ชายมาเยอะแล้วมาฟังเรื่องของผู้หญิงบ้างนะ เริ่มจากสิ่งแรกที่ควรมี คือ ชุดสูท อย่างน้อยควรมี 1 ชุด เพราะเป็นชุดที่ใส่แล้วทำให้เราดูดี น่าเชื่อถือ (จริงเปล่านะ) จะเป็นกางเกงหรือว่ากระโปรงก็ได้ เพราะรูปร่างคนเราใส่กระโปรงหรือกางเกงดูดีไม่เท่ากัน เพราะบางคนใส่กระโปรงแล้วดูดีกว่าใส่กางเกง แต่บางคนใส่กางเกงดูดีกว่าใส่กระโปรง (อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะตัวเองจะไม่ชอบใส่กระโปรงเท่าไหร่ ใส่ไม่เหมาะ เพราะรู้ตัวเองดีว่า ใส่แล้วเป็นเจ้าแม่ (ขาใหญ่ใครห้ามยุ่ง) ที่สำคัญเวลาจะนั่ง จะเดินไม่ค่อยระวังเท่าไหร่ มันเป็นอันตรายต่อผู้คนที่พบเห็น อายจัง...) ถุงน่อง เค้าบอกว่าควรมีเก็บไว้ทุกที่ ไม่ว่าจะในรถ ในลิ้นชัก ในกระเป๋า หรือที่ที่เราสามารถพร้อมหยิบสำรองใช้ได้ทุกที่ในเวลาฉุกเฉิน เพราะถุงน่องมันจะขาดหรือรันได้ง่าย ไม่ใช่ว่าถุงน่องรันเป็นถนนทาง 4 เลน ก็ยังใส่ทำให้เราเสียบุคลิก (อย่างนี้กรรมการ 5 ส.จะว่ามั้ยนะ เพราะมีถุงน่องเก็บไว้ทุกที ซึ่งถือว่าเป็นของใช้ส่วนตัว) ที่น่าสนใจอีกเรื่องนึงก็คือ ทางสถาบัน John Robert Powers บอกว่าผู้หญิงที่ไม่ใส่เครื่องประดับ คือ ผู้หญิงที่แต่งตัวยังไม่เสร็จ (รีบสำรวจตัวเองว่า เราแต่งตัวเสร็จหรือยัง คิดขำๆ ว่าขอให้ใส่เสื้อผ้าให้ครบก็ OK แล้วนะ) ตอนนี้ถึงต่อมเอ๊ะ...คือ อยากฟังต่อว่าเป็นอย่างไง เริ่มจาก ต่างหู....ควรใส่แบบติดหูเล็กๆ เน้นเป็นโลหะ ไม่ควรใส่พลาสติกหรือลายการ์ตูน ต่างหูห่วงใหญ่หรือแบบห้อยยาวๆ ก็ไม่ควรใส่เพราะเวลาเราพูดเราต้องหันไปหันมา มันจะตีข้างหูเรา คนฟังก็จะมองจนเวียนหัว (เสริมมุขฮานิดหน่วยกลัวผู้ฟังที่ชอบตีกอล์ฟ นึกว่าเป็นลูกกอล์ฟ จะโดนตีโดยไม่รู้ตัว นึกว่าเป็นหลุมกอล์ฟ แล้วพลัสลงหลุม) กิ๊บติดผม...เลือกให้ดูดีมีสไตร์ รวบผมติดกิ๊บให้เรียบร้อย ไม่ควรติดกิ๊บแบบลวดลายการ์ตูนห้ามเด็ดขาด ประมาณว่าสาวกคิดตี้ โดราเอมอน (อันนี้เติมเองนะเพราะเป็นสาวกเหมือนกัน) หรือขมวดผมติดกิ๊บอันใหญ่ๆ ทั้งหัว ดูเหมือนไปจ่ายตลาดในวันหยุดมากกว่า รองเท้า...ควรเป็นสีพื้น หุ้มส้นหรือรัดส้นก็ได้ จะเปิดด้านหน้าเพื่อระบายอากาศก็ไม่ว่ากัน แต่ห้ามใส่แบบสวมธรรมดาโดยเด็ดขาด แว่นตา...เลือกให้เหมาะสมกับหน้าเรา ดูรูปแบบที่ทันสมัยเข้ากับยุคเข้ากับวัย นาฬิกา...ดูแบบคลาสสิก ตัดสายให้พอดีกับข้อมือ ไม่ใช่ใส่ไปขยับไป ทำให้เสียบุคลิก ปากกา...ควรมีไว้ติดตัว เพราะมันจะเป็นเกาะป้องกันเวลาเราตื่นเต้น เราจะได้หยิบมันมาถือไว้ในมือ หรือชี้อะไรก็ได้ที่เราอยากให้ผู้ฟังมองตาม (ที่สำคัญเอาไว้เซ็นค่าตอบแทนวิทยากร ล้อเล่นหนะ ขำ ขำ) เพราะเท่าที่รู้วิทยากรมืออาชีพอย่างวิทยากรท่านนี้ก็คงได้ค่าตัวไปหลายกิโลทีเดียว เอาหนะคนเรามีความสามารถต่างกัน อะไรที่เป็นจุดเด่นของเรา เราก็สามารถสร้างให้เป็นจุดขายได้ อะไรที่เป็นจุดด้อยของเรา เราก็สามารถพัฒนาให้มันดีขึ้นได้เช่นกัน

พูดเรื่องบุคลิกภาพของการเป็นวิทยากรมามากแล้ว เราก็ต้องหันกลับมามองเรื่องเนื้อหาวิชาการที่เราจะพูดบ้างว่า เราจะมีหลักในการนำเสนออย่างไรให้ผู้ฟังประทับใจ ซึ่งระดับความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในช่วงเวลา 10 นาทีแรกหลังจากนั้นความสนใจจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั้งจะจบก็จะพีคขึ้นมาอีกครั้ง คำถามคือจะทำอย่างไรให้ระหว่างทางนั้นมันเพิ่มขึ้นมาบ้าง วิทยากรต้องศึกษาสื่อทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร ดารา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้มีการยกตัวอย่างให้ทันยุคทันสมัย น่าสนใจ โดยมีหลักการง่ายๆ 9 ข้อ คือ

1.      บอกให้ชัดไปเลยว่าเขาจะได้รู้อะไร (ที่ไม่เคยรู้) เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคุ้มที่จะนั่งฟัง เวลาที่เราพูดต้องขยายความหัวข้อที่เราจะพูดให้ดึงดูด เช่น เราจะพูดเรื่องลดโลกร้อน  เราจะไม่พูดแค่ “ สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราจะมาพูดเรื่องลดโลกร้อนกัน” แต่เราควรจะพูดให้น่าสนใจ เช่น “ทุกวันนี้โลกของเราประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย .............วันนี้เราจึงมาพูดเรื่องลดโลกร้อนกัน

2.      ชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาเกี่ยวข้องและมีประโยชน์แค่ไหน

3.      จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับลักษณะการอบรม

4.      สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง แต่งกายแบบสบายๆ (ไม่ใช่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมแต่งตัวตามสบาย ส่วนวิทยากรกลับใส่สูทซะเป็นทางการเชียว ตัววิทยากรก็ต้องแต่งแบบสบายๆ ด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ควรสบายจนเหมือนอยู่กับบ้านนะ)

5.      ให้รางวัลเป็นระยะเพื่อกระตุ้นแรงจูงใจใฝ่รู้ (ของเราก็แจกหนังสือไปเลย เพราะโรงพยาบาลอยากได้อยู่แล้ว ของฟรี มีคุณค่าใครๆ ก็ชอบ)

6.      ให้ feedback ชี้แนวทางการพัฒนาเพื่อปรับปรุง

7.      รวบประเด็น เน้นเนื้อหาสำคัญในช่วงต้น....ช่วงกลาง...ช่วงท้าย และสรุป

8.      เน้นให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5

9.      ใช้เทคนิคการพูดเช่น การบรรยาย สาธิต ยกตัวอย่างกรณีศึกษา บทบาทสมมุติ ระดมสมอง ฝึกปฏิบัติ

 

เริ่มมีวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วนะ อย่าเพิ่งเบื่อกันหละ เรามาดูขั้นตอนต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการพูด เราจะพูดอย่างไรให้ผู้ฟังสนใจ และคิดตามเราตลอดเวลาการประชุม

·       ดึงดูดความสนใจผู้ฟังด้วยการเกริ่นนำผลประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ

·       ใช้ประโยคคำถามกระตุ้น...ต่อมเอ๊ะ...(ต่อมอยากรู้)

·       อ้างแหล่งข้อมูลหรือทฤษฎีที่น่าเชื่อถือ โน้มน้าวความคิด

·       เลือกใช้ศัพท์แสงเชิงวิชาการหรือคำเฉพาะที่แปลกใหม่ ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น buy ology

·       นำเสนอประเด็นโดยสร้างเป็นตัวย่อ.. จูงใจให้ติดตาม เช่น 3E (1. Educate 2. Evaluate

3. Empower)

·       สร้างแนวเชื่อมประเด็นก่อนหน้าสู่ประเด็นถัดไป ................นำมาสู่................

·       การตั้งชื่อแนวคิดโครงการที่สะดุดหู น่าสนใจและน่าจดจำ

·       อุปมาภาพแนวคิดโครงการให้ฟู่ฟ่า เกิดมโนทัศน์ เช่น การสร้างภาพปิรามิด

·       เชื่อมต่อประเด็นด้วยประโยคคำถามกระตุ้น...ต่อมเอ๊ะ โดยการตั้งประโยคคำถาม เช่น เรามาดูกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรต่อการ..................

·       เลือกใช้คำเชื่อมโยงประเด็นที่หลากหลาย ต่อยอด เช่น จากการดำเนินการแบ่งเป็น 7 เฟส เริ่มจาก...ต่อไป...จากนั้น...ไม่เพียงแค่นั้น...ยังไม่รวมถึง...นอกจากนี้...ท้ายที่สุด

·       ครอบงำความคิด โดยสะกดจิตเหมารวมเชิงบวก เช่น .......เชื่อมั่นว่า ทุกคนคงเห็นพ้อง........

·       ใช้เทคนิครูปประโยคซ้ำ สรุปย้ำความสำคัญ เช่น

ไม่ใช่แค่...ไม่ใช่แค่...แต่เราจะได้...

·       ปิดท้ายด้วยการย้ำประโยคโครงการ และใช้คำพูดกระตุ้นใจ ปิดท้ายด้วยการย้ำประโยชน์ และใช้คำพูดกระตุ้นใจให้ลงมือทำ

Presentegration คือ การอินทิเกรททุกอย่างเข้าด้วยกันวิทยากรยังพูดถึงวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ ต้องมีการเกริ่นนำภาพรวมเนื้อหา ไปถึงการเข้าสู่ประเด็น มีการอรัมภบท (เรื่องเล่า) อ้างถึง ข้อค้นพบ การเปรียบเทียบ รวมไปถึงตัวอย่าง เรื่องที่จะนำเสนอ ควรแบ่งหัวข้อหลักๆ ในการนำเสนอ กฎไม่เกิน 3 ข้อ เพื่อไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายที่จะฟัง เพราะถ้าหัวข้อเยอะ จะดูว่าเรื่องยืดเยื้อ ไม่น่าสนใจ แบ่งออกเป็นประเด็นหลักที่ 1 ประเด็นหลักที่ 2 และประเด็นหลักที่ 3 เป็นลำดับ แต่ละประเด็นต้องมีสิ่งสนับสนุน และมีความต่อเนื่องกันแต่ประเด็น สุดท้ายเป็นบทสรุป

เป็นอย่างไงบ้างนี่แค่บ้างส่วนที่ได้มานะ ยังมีอะไรอีกเยอะที่จดและฟังไม่ทัน ที่สำคัญอ่านลายมือตัวเองไม่ออก (หันไปคุยกับเพื่อนข้างๆ ) มีอีกเรื่องแถมท้ายนิดหน่อย วิทยากรเปิด VDO เรื่อง ”An Inconvenient Truth”  

 

 

ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลดโลกร้อน บรรยายโดย อัลกอร์ไม่มีเรื่องมาเปิดให้ดูก็เลยไม่รู้ว่าจะจินตนาการกันออกรึเปล่า เอาเป็นว่าจากการดู VDO แล้ว วิทยาการได้หยุดเป็นระยะๆ เพื่อให้เราเห็นวิธีการและท่าทางประกอบการบรรยายของวิทยากร จะบอกเท่าที่เก็บมาได้นะ

·       ลักษณะการผายมือเพื่อนำผู้ฟังไปสู่ภาพที่จะนำเสนอ (การชี้ต้องชี้แบบชี้ชวน...ให้ติดตาม) การส่งแขนต้องส่งจากหัวไหล่ มือจะชี้หรือผายมือออกก็ได้ แต่ต้องยืดให้สุดแขน การผายมือออกทั้ง 2 ข้าง หมายถึงการเปิดรับ (Open) ที่สำคัญพอเอามือที่ชี้กลับมาอย่าลืมเอานิ้วลงนะ ห้ามเด็ดขาด คือ การชี้นิ้วไปที่หน้าผู้ฟัง เป็นการเสียมารยาท เราควรอยู่ในตำแหน่งเดียวกับจอภาพเพื่อให้ผู้ฟังเห็นทั้งผู้พูดและจอภาพ

·       ตำแหน่งการวางมือ ขณะยืน สามารถกุมมือไว้ตรงกลางช่วงท้องหรือพุงก็ได้ จะถือปากกาหรือ pointer ก็ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ หรือปล่อยมือไว้ข้างลำตัว แต่วิธีนี้อาจจะอยากเกินไป (ต้องมืออาชีพจริงๆ) และไม่ควรยืนกอดอกหรือกุมมือไว้ที่หน้าอก นั้นหมายถึงตัววิทยากรปิดกั้น (อ่านแล้วอย่าลืมลองทำตามด้วยนะ จะได้เห็นภาพ)

·       การยืนต้องยืนในจุดที่ผู้ฟังมองเห็นชัดเจน

·       การพูดต้องใช้การเน้นคำ ในการพูดควรใส่คำว่า.. ที่สุด เข้าไปด้วย เพราะผู้ฟังจะได้ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญและติดตาม เช่น หัวใจสำคัญที่สุดของการ.........

·       เว้นจังหวะการพูด การพูดถึงภาพที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทำให้คนฟังสนใจ และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังคิดตาม แล้วอ๋อตามมา (มีการเว้นวรรคในการพูด) คำพูดคำเดียว สามารถพูดและสบตากับผู้ฟังได้หลายจังหวะ (งง หละซิ ว่าเป็นอย่างัย) เช่น ภาพ ภาพนี้ถ่ายจากยานอวกาศที่ชื่อว่า.. กาลิ..เล..โอ (สบตาผู้ฟังได้ 3 ครั้ง) ลองทำดู แล้วจะถึงต่อมอ๋อ

·       สีหน้าการแสดงออกถึงอารมณ์ในการพูด ต้องกำหนดจิตตัวเองให้แสดงออกถึงอารมณ์ในการพูดเรื่องนั้นๆ การสวมบทบาท วิทยากรต้องสามารถสวมบทบาทของตัวแสดงนั้นๆ ได้หลายบทบาท เช่น วิทยากรพูดว่า เพื่อนของผมยกมือขึ้นถามอาจารย์ วิทยากรก็ยกมือขึ้นตามคำพูด (แสดงบทบาทเป็นเพื่อน) พออาจารย์ตอบก็ใช้น้ำเสียงและท่าทางที่แตกต่างจากตอนสวมบทบาทเป็นเพื่อน (ต้องสวมบทบาทให้เป็นตัวตนของคนนั้นจริงๆ)

·       การเน้นเสียง เน้นคำเป็นการเน้นคำพูด สร้างความรู้สึกให้ผู้ฟังพร้อมติดตาม และใส่ท่าทางประกอบ