ในพระไตรปิฎกยกพระสูตร ... พระองค์พูดถึงการฟังเป็นความหมาย ...เพราะการฟังฟังยากฟังจากใจ ... จะทำได้อาจต้องฟังหลายครั้งครา
ศาสตร์หลายศาสตร์มากมายหลายความเห็น
ศาสตร์หลายศาสตร์ย่อมเป็นเช่นความหมาย
ศาสตร์ทุกศาสตร์ต้องซึมลึกเข้าใจกาย
ศาสตร์ทุกศาสตร์จะเปลี่ยนได้แค่บางคน
คนเผยแพร่แน่แท้ต้องฟันฝ่า
ต้องรู้ค่ารู้เคารพรู้ฝึกฝน
เพราะว่าศาสตร์จะเข้าจิตต้องเตือนตน
ต้องอดทนจนอาจสร้างเป็นตำรา
Dialougeศาสตร์นี้มีดีแน่
แต่จะแก้ต้องรักแท้แก้ได้หนา
คนต่างถิ่นต่างที่มีราคา
เปลี่ยนคิดเห็นที่ผ่านมายากเจียนตาย
ในพระไตรปิฎกยกพระสูตร
พระองค์พูดถึงการฟังเป็นความหมาย
เพราะการฟังฟังยากฟังจากใจ
จะทำได้อาจต้องฟังหลายครั้งครา
ขึ้นกับจิตแต่ละดวงที่สะสม
หรือเพาะบ่มค้นคิดแสวงหา
แต่ผู้ให้จะย้อนกลับการรับมา
ให้มากกว่าให้จากใจใครสุขกัน
ให้ความรู้เพื่อแก้ไขให้ต่อเนื่อง
แค่นี้เรื่องDialougeก็สวรรค์
ส่วนผู้รับรับได้เท่าไหรนั้น
ต้องติดตามดูแลกันด้วยยินดี
ขอยกย่องผู้ท่องโลกด้วยความรู้
สร้างค่าครูอยู่ในตนเช่นแบบนี้
เชื่อว่าโลกรู้หรือไม่เรารู้ดี
ชั่วชีวีไม่ตายเปล่าเราเชื่อกัน
Dialogue วันหน้าหรือวันไหน
จงจำไว้ต้องทำอย่างสร้างสรรค์
หาเวทีสำแดงทุกวี่วัน
ด้วยจิตมั่นฟังกันด้วยความดี
>."เถ้าธุลีรู้แจ้งแห่งไดอาลอ๊อก
>.ซวง..นำมาบอกเล่าต่อขอขอบคุณ
>.ห้สาระมีคุณค่ามาสับสนุน
>>ขอขอบคุณเถ้าธุลีที่ประทับ...."ซวง"
ขอขอบคุณท่านผู้เฒ่ามาจากใจ
ที่มอบให้ถ้อยคำอันสวยหรู
คอยเป็นทั้ง "กัลยาณมิตร" และเป็น "ครู"
บนเส้นทางการเรียนรู้ที่ยาวไกล
ขออภัย"ให้สาระมีคุณค่ามาสนับสนุน" มือมันวุ่นพิมพ์ไปไม่ทันใจคิด
มาอ่านทวนก็ไม่เห็นซื่งคำผิด บันทึกปิดผลออกมาว่าผิดแล้ว(ผิดเป็นครู ถูกเป็นลูกศิษย์ครับซวง)
สวัสดีค่ะ
เห็นบันทึกนี้ เลยเข้ามาร่วมสนทนาด้วยค่ะ
ตัวเองเคยผ่นการประชุมมาหลายรูปแบบ ทั้งนำประชุมเอง ทั้งไปเป็นผู้ฟังและร่วมให้ความเห็น
ยอมรับว่า การประชุมแบบที่ทำให้ไม่เครียด คือ สุนทรียสนทนา (dialogue) สามารถใช้เพื่อ ลดทัศนคติที่เป็นลบ เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้มากขึ้น คนเรา เมื่อยอมรับฟังกันและกันมากขึ้น ทำใจให้เป็นกลางๆ สงบๆ สามารถใช้ในการท้าทายผู้คน ให้คิดออกจากกรอบความคิดเก่าๆได้ เป็นการสื่อสารจาก ใจถึงใจ
แต่สำหรับคนที่ มีอัตตาสูง ก็อาจจะได้ผลไม่มากนะคะ
ตัวเองก็เพิ่งจะ มีการสุนทรียสนทนา ระดับครอบครัวไปเมื่อเช้าเหมือนกัน เป็นฝ่ายนั่งฟังอย่างเดียว แบบสงบๆ รู้สึกว่า ค่อยลดความคิดเข้าข้างตัวเอง บางอย่างไปเหมือนกัน
สวัสดีค่ะคุณซวง
มาร่วมชื่นชมด้วยค่ะ
คนไม่มีรากเคยแปล คำว่า สุนทรียสนทนา ไว้ว่า ไม่เห็นจะซับซ้อนเลย ก็คือ "สนทนาภาษาดอกไม้"....55555.....
คือ รับฟัง ตั้งใจฟัง เปิดใจฟัง อย่าเพิ่งขัด ยอมรับเหมือนฟังเพื่อนรักของเเรา...
แค่การฟังอย่างตั้งใจ ก็เป็นการยอมรับและทำให้เกิดปัญญาที่งอกงามแล้วค่ะ....
(^___^)
สวัสดีครับพี่ซวง
ผมเริ่มเข้าสู่สังคมความรู้มาได้ไม่นาน ขอฝากตัวกับพี่ๆ ทุกท่านด้วยครับ
ท่านเถ้าธุลี(ทอง)นั้น ผมเป็นลูกศิษย์ท่านมาหลายปีแล้วครับ
ท่านมักสอนให้น้องๆ ได้เข้าใจและรู้โลก พร้อมแนะทางธรรมให้ก็หลายครา
โดยส่วนตัวผมติดตาม Blog ของท่านมาระยะหนึ่งแล้ว ชื่นชมครับ
ขอบคุณครับ ท่านผู้เฒ่าฯ
Dialogue สอนผมว่า หากแม้นใครพูดหรือเขียนผิดพลาดไป ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่เราต้องพยายามมองให้ลึกถึงซึ้งเจตนา ก็จะนำพาซึ่งความเข้าใจ
....
ชอบประโยคเด็ดท่านผู้เฒ่าจังครับ
"ถูกเป็นลูกศิษย์ ผิดเป็นครู"
สวัสดีครับ คุณพี่ Sasinand
นอกจากคุณพี่จะมีความรู้ในเรื่อง "น้ำ" อย่างลึกซึ้งแล้ว
ความเข้าใจใน Dialogue ของคุณพี่ก็ยังเข้าถึงแก่นแท้
และลึกซึ้งด้วยนะครับ
แถมยังนำมาใช้กับครอบครัว ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
ของผมเอง ในครอบครัวยังไม่ค่อยมีโอกาสเลยครับ
กับคนใกล้ตัวนี่ยากจริงๆ นะครับ
ใครทำได้ผมนับถือจริงๆ
น้องคนไม่มีราก เป็นคนหนึ่งที่ สนทนาภาษาดอกไม้ ค่ะ
เพราะแม้ จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับบางสิ่งที่พี่เขียน ในบันทึก แต่การแย้งมา เหมือนเป็นการแย้งอย่าง นิ่มๆ และให้เหตุผลมาด้วย ทำให้พี่เอง ยิ้มๆค่ะด้วยความพอใจ และพร้อมจะคุยต่ออย่างสนุกค่ะ
การนำเรื่อง Dialogue มาใช้ในครอบครัว ค่อนข้าง ยากค่ะ แต่ครอบครัวพี่ ปรับตัวเข้าหากันค่ะ ก็ใช้เวลานะคะ ไม่เร็วหรอก
พี่เป็นคนชอบคิดอะไรล่วงหน้า การจะโน้มน้าวอะไร ใคร พี่ใช้วิธี คิดไว้ล่วงหน้า ถึงบทสนทนาที่จะเกิดขึ้น และพี่จะพยายาม เกียร์ให้เข้าหาจุดที่ต้องการ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ คู่สนทนา ยอมรับในเหตุผล ของเรา แต่เราเอง ต้องใจเย็น และหนักแน่นด้วยค่ะ
มารับ ของขวัญอันล้ำค่า ภาษาดอกไม้ ค่ะ :)
ชอบมากเลย ขอบคุณค่ะ
Dialogue วันหน้าหรือวันไหน
จงจำไว้ต้องทำอย่างสร้างสรรค์
หาเวทีสำแดงทุกวี่วัน
ด้วยจิตมั่นฟังกันด้วยความดี
ชอบครับกับคำแปลเก๋ๆ
"สนทนาภาษาดอกไม้"
"...คือ รับฟัง ตั้งใจฟัง เปิดใจฟัง อย่าเพิ่งขัด ยอมรับเหมือนฟังเพื่อนรักของเรา ..."
ฟังดูเรียบง่าย และเข้าถึงหัวใจของ Dialogue จริงๆ เลยครับ
หากไม่มีความเป็น "กัลยาณมิตร" กันแล้ว
ผมคิดว่า "ล่ม" แน่นอน
ข้อคิดเห็นของคุณพี่ทำให้ผมนึกไปถึงภาพความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศเรา
ผมว่ามันยากมากๆ ที่จะนำไปใช้จริง
เพราะอยู่ๆ จะนำคนที่ประกาศว่าเป็น "ศัตรู" กัน มาเปิดอกคุยกัน ฉันท์มิตร เพื่อประเทศชาติ ผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
หากจะทำได้คงต้องสร้างความเป็นมิตร ให้เกิดขึ้นก่อน
พระอาจารย์ปราโมทย์ เคยเทศน์ไว้บางตอนว่า "มิตร" "ไมตรี " "เมตตา" คือคำๆ เดียวกัน
ผมสงสัยจังครับว่า
ในท่ามกลางความพยาบาท โกรธเกลียด เคียดแค้น กันขนาดนี้ จะทำให้เกิด "เมตตา" ขึ้นได้อย่างไร
ไม่ต้องไปถึงขั้น "เมตตา" หรอกครับ
แค่ให้ "อภัย" กันยังยากเลย
เฮ้อ...พูดเรื่องนี้แล้วก็เหนื่อยใจ
กลับมาพูดจา สนทนาภาษาดอกไม้กันดีกว่าเนอะ...คุณพี่
สวัสดีครับ คุณพี่ Sasinand
นอกจากคุณพี่จะมีความรู้ในเรื่อง "น้ำ" อย่างลึกซึ้งแล้ว
ความเข้าใจใน Dialogue ของคุณพี่ก็ยังเข้าถึงแก่นแท้
และลึกซึ้งด้วยนะครับ
แถมยังนำมาใช้กับครอบครัว ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
ของผมเอง ในครอบครัวยังไม่ค่อยมีโอกาสเลยครับ
กับคนใกล้ตัวนี่ยากจริงๆ นะครับ
ใครทำได้ผมนับถือจริงๆ
สวัสดีครับ น้อง Piggy Acid
(แปลว่า กรดหมู หรือ หมูเปรี้ยว เอ๊ะหรือว่าเป็น แหนม นะ
)
ผมเองก็ยังใหม่เหมือนกัน
ก็ขอฝากเนื้อตัว และบล็อกด้วยนะครับ
เราคงได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีก
และเป็นกัลยาณมิตรต่อกันนะครับ
เห็นน้อง Piggy บอกว่าเป็นลูกศิษย์ท่านเถ้าธุลีทอง
ช่วยแนะนำให้พี่รู้จักบ้างสิครับ
หรือแนะนำบล็อกท่านให้บ้างก็ได้นะครับ
ขอบคุณครับ
พี่ซวงครับ คงต้องรออีกซักระยะ ผมจึงจะแนะนำบล็อกของคุณ taotulee ได้ เนื่องจากท่านขอเอาไว้ว่า ท่านอยากพัฒนาบล็อก และบูรณาการองค์ความรู้ให้ได้มากกว่านี้อีกซักหน่อย จึงจะนำเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปอ่าน
อย่างไรก็ดี เราคงจะได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันอีกในโอกาสหน้าครับ
สวัสดีครับ น้อง Piggy
ผมลองไปแอบๆ Search ใน Google ดูแล้ว
ไม่ทราบว่าจะใช่ท่านเดียวกับท่าน "เถ้าธุลีธรรม"
ในบอร์ด พลังจิต หรือเปล่า ครับ
ขอบคุณมากนะครับที่กรุณาไปช่วยซักถามให้
ฝากคำขอบคุณไปยังท่านด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ คุณพี่ Sasinand
ที่ได้ช่วยกรุณาแนะนำกลเม็ดเคล็ดลับ สำหรับนำ Dialogue ไปใช้ในครัวเรือน แล้วจะลองหาโอกาสแอบใช้ให้เนียนๆ เหมือนคุณพี่ครับ
...
สำหรับคุณพี่ไม่มีรากนั้น ผมคิดว่าพี่เค้ามีธรรมชาติของการเป็นนักสนทนาภาษาดอกไม้อยู่แล้วครับ คุณพี่เองก็เช่นกัน จึงสามารถคุยกันได้อย่างลื่นไหล เป็นความแตกต่างทางความเห็นที่อยูบนพื้นฐานของการยอมรับซึ่งกันและกัน
ผมคิดว่านักการเมือง ทั้งหลายควรศึกษาไว้เป็นตัวอย่างนะครับ ว่า จะสนทนากันเพื่อสร้างสรรค์บ้างเมืองให้เจริญน่ะเค้าต้องคุยกันแบบนี้
พอดีกว่าเดี๋ยวโดนสั่งแบน
เอ๊ะ ๆ ๆ
มีกัลยาณมิตร แวะเวียนเอา "ดอกอะไร" มาฝาก
สงสัยว่าต้อง "เสียบไว้ในรูหู" ก่อนถึงจะทราบได้
ขอบคุณครับคุณ poo