"ถ้าคิดจะทำอะไร ก็ควรรีบลงมือทำทันที
เพราะว่าความคิดของคนเรามักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
อีกทั้งอย่าผัดวันประกันพรุ่ง
เพราะความคิดที่เกิดขึ้นเปรียบเหมือนดั่งคลื่นที่กระทบฝั่ง
แล้วล่าถอยกลับมา ยิ่งชักช้าก็ยิ่งอ่อนแรง"

ลเลียม เชคสเปียร์

 

วามหมายของการเขียน

การเขียน ือ การสื่อสารชนิดหนึ่งที่เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการของผู้ส่งสารออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องและเข้าใจตรงกัน รวมทั้งยังสามารถนำมาบอกต่อ หรืออ้างอิงก็ได้อย่างครบถ้วน  (ลุงไอน์สไตน์, 2552, หน้า 6)

 

ก่อนเป็นครู

 

ก่อนที่โชคชะตาวาสนาจะให้ผมมาทำหน้าที่สอนคนให้มีความรู้ตามวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษานั้น ... ผมแทบจะไม่มีโอกาสได้มีงานเขียนใด ๆ ออกมาเลย นอกจากทำงานกับคอมพิวเตอร์ ทำเว็บไซต์ เป็นงานประจำปกติ

จำได้ว่า การเขียนเป็นเรื่องที่ฝังใจตัวเองมานานว่า ยากที่จะคิด ยากที่จะทำ อันเกิดจากบทเรียนของการทำบทนิพนธ์สมัยเรียนปริญญาตรี การทำวิทยานิพนธ์สมัยเรียนปริญญาโท ... งานเขียนให้คนอื่นเขารู้เรื่องในสิ่งที่เราทำ แถมยังต้องอ้างอิงให้มีหลักฐานเพียงพอ เป็นที่ยอมรับ ยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาหิมาลัยเสียอีก

 

เมื่อเป็นครู

 

เมื่อมารับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ เดินมาทางสายวิชาการอย่างชัดเจน หน้าที่และภาระของครูมหาวิทยาลัย ได้แก่ การเขียนเอกสารประกอบการสอน การเขียนตำรา การทำงานวิจัย การให้บริการวิชาการแก่สังคม ฯลฯ

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องอาศัยการเขียนสื่อสารให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ เข้าใจถึงความรู้นั้นได้ง่ายดายขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการบรรยายเน้นย้ำไปให้ชัดมากขึ้นอีก

นอกเหนือจากการเขียนสมุดไดอารี่ที่เป็นกระดาษที่ใช้พยายามไม่เคยสำเร็จ จนพยายามจะเขียนแบบไดอารี่ออนไลน์ แต่เขียนได้ไม่เท่าไหร่ ก็หยุดเขียน เนื่องจากพบมารผจญ ... ทำให้ทิ้งร้างไปโดยไม่เหลียวแล

 

การเขียนบล็อก

 

จนกระทั่ง ... วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้ามาลองทำความรู้จักกับ BLOG การเขียนบันทึกใน gotoknow ... ตัวเองไม่เข้าใจในประโยชน์ หรือสภาพแวดล้อมของชุมชนเสมือนแบบนี้หรอก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การใช้ BLOG มาก่อน

 

เข้ามาแรก ๆ ก็เฝ้าเพียรถาม เรื่องราวต่าง ๆ ในหลายแง่มุม

 

บันทึกที่เขียนส่วนใหญ่มีแต่ความสงสัย การต้องการคำตอบ ไม่ได้เป็นงานเขียนที่ให้ความรู้มากนัก เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้รู้ท่านอื่นเสียมากกว่า

ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะพอเข้าใจเลา ๆ ว่า ลักษณะชุมชนเครือข่ายแบบนี้มันมีความรู้สึกอย่างไร ?

มาชิกทุกคนมีตัวตน แต่จะเปิดเผยตัวหรือไม่เท่านั้น ...

สมาชิกแต่ละคนมีความชำนาญและประสบการณ์แตกต่างกันไป

สมาชิกแต่ละคนมีมุมมองในการนำเสนอวิธีคิดต่าง ๆ มากมาย

ฯลฯ

 

การฝึกหัดการเขียน

 

เมื่อฝึกหัดการเขียนไปได้สักระยะ เริ่มเข้าใจมากขึ้น เริ่มมีการปรับปรุง เพิ่มเติมสมุดบันทึกที่เป็นแนวทางที่ตนเองสนใจ มีความชำนาญมากเป็นพิเศษ

จนวางวัตถุประสงค์ไว้เลยว่า หากเป็นสมุดบันทึกเล่มนี้ เราอยากนำเสนอเพื่ออะไร อีกเล่มนำเสนออย่างไร

บันทึกหลายบันทึกที่เขียนไปอยากให้เกิดการต่อยอดความรู้ มุมมอง ความนึกคิดของสมาชิกท่านอื่น ๆ เพื่อประมวลความรู้และความเข้าใจของตัวเองด้วยว่า เห็นเป็นอย่างไร เข้าใจเป็นอย่างไร เกิดความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

บันทึกหลายบันทึกเขียนเพื่อรณรงค์ความถูกต้องอะไรบางอย่างที่ตัวเองเห็นว่า ันไม่ถูกต้อง ันจะทำให้สังคมมีค่านิยมที่ผิด ๆ เช่น

 

การเขียนด้วยแบบดิบ ๆ

 

การเขียน เป็นการถ่ายทอดแนวความคิดของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่าบางครั้งก็วางโครงสร้างเนื้อหาในใจ แต่บางครั้งก็ไม่เคยวางโครงสร้างเลย คิดอะไรตรงจุดไหนก็เขียนออกมาเป็นตัวอักษรก่อน เรียกว่า จคิดอย่างไร เขียนไปอย่างนั้นแล้วจึงค่อยกลับมาทบทวนอีกรอบว่า สิ่งที่ตนเองเขียนไป สื่อสารตรงใจที่อยากบอกสมาชิกท่านอื่น ๆ หรือไม่

การเขียนของตัวเอง เหมือน การเขียนดิบ ๆ ที่กลั่นกรองมาแล้วบ้าง แต่ยังไม่ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นนักเขียนควรมี

 

ข้อควรระวังในการเขียนแล้วไม่ทบทวน

 

การเขียนบันทึก ณ สถานที่ที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ต (Internet) นั้น หากมีการเขียนออกไปแล้วไม่ได้ใคร่ครวญเนื้อหาใด ๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อความรู้สึก สถาบันบางแห่ง บางบุคคล นั้น ควรแก้ไขเนื้อหาก่อนที่จะตัดสินใจ ลิก ! ปุ่มบันทึก ...

ทราบไหมครับว่า คลิก ! ปุ่มบันทึก ปั๊บ ... เนื้อความก็ออกสู่สาธารณชนทันทีทั่วโลกที่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ภายในเวลานั้นทันที ... เวลาไม่กี่นาที อาจทำให้คนที่อ่านเนื้อหาบันทึกของเราเข้าใจผิดได้เป็นจำนวนร้อย ๆ คน พัน ๆ คน ก็ได้ ... ยิ่งปล่อยเวลาไป แล้วไม่แก้ไขเนื้อความ ... ปริมาณคนก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้น เมื่อเขียนบันทึกเสร็จ ควรตรวจสอบเนื้อหาเสียก่อนที่จะตัดสินใจ คลิก ! ครับ

 

การเขียนตามกระแสความสนใจบ้าง

 

ในหลาย ๆ ครั้ง การเลือกเนื้อหาในการเขียนบันทึกจะเลือกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ ตัว ที่ได้รับรู้ เรียกว่า ันสมัยต่อเหตุการณ์

เช่น ตอนนี้ในชุมชน gotoknow กำลังคุยกันเรื่อง digital divide, knowledge divide เป็นต้น ...

ผมก็ศึกษาหาความรู้จากหลายบันทึกของทีมงาน จากสมาชิกท่านอื่นบ้าง บางทีก็สงสัยในความเข้าใจผิด เข้าใจถูก ก็เห็นว่า น่าจะมีความรู้ไปนำเสนอให้พิจารณาดู ก็เขียนบันทึกลักษณะนั้น ๆ บ้าง

 

เจตนารมณ์ของการเขียนบันทึกด้วยใจ

 

หลายคนจะเข้าใจความหมายของการเขียนบันทึกของผมในช่วงระยะเวลานั้น ๆ ว่า ผมต้องการสื่ออะไรออกไป ... หลายคนไม่เข้าใจ ก็ปล่อยผ่านไป

ด้วยนิสัยที่เป็นครู ผมจึงชอบให้ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ให้กับเพื่อน ๆ และกัลยาณมิตรอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ว่าถ้าเข้าใจก็ถือเป็นกุศล แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ถือว่าเขามองไม่เห็นเอง ป้อนอย่างไรก็คงไม่รับ เหมือนสอนลูกศิษย์เป๊ะ !

 

จนถึงบันทึกนี้แล้ว ผมเขียนบันทึกมาถึง ๕๑๔ บันทึก ล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวพอสมควร

ผมมีความสุขทุกครั้งที่เขียนบันทึก ผมท่องไว้ในใจเสมอว่า บันทึกที่ผมเลือกเขียนลงไป ผมเขียนเพื่อใคร เพื่อคนกลุ่มใด และอยากบอกอะไรกับพวกเขาได้รับรู้บ้าง

ผมมีลมหายใจที่ไม่เบียดเบียนใคร เลือกทำความดี และให้ได้เท่าที่ตนเองมีความสามารถ มีมุมมองเฉพาะตัวที่คนอื่นอาจคิดไม่ถึง ...

 

เมื่อผมเขียนบันทึกที่มาจากใจ ... ผมมีความสุขทุกครั้ง ครับ

คิด แล้ว เขียน ... เขียน แล้ว ทบทวน ... ทบทวน แล้ว นำเสนอ

ขอบคุณเพื่อน ๆ และกัลยาณมิตรทุกท่าน ครับ :)