การไม่ปล่อยให้น้ำ(ที่กำลังจะหมด)ให้ไหลทิ้ง หรือระเหยไปโดยปราศจากประโยชน์

เมื่อประมาณ ๒ ปีมาแล้ว ระหว่างที่ผมทำงานร่วมกับกลุ่มเครือข่ายข้าวคุณธรรม ที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ผมได้รับแนวคิดของการจัดการน้ำ “หยดสุดท้าย” มาไว้ในแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อการพึ่งตนเอง

ในระยะแรกๆ ผมก็รับมาแต่คำ และความหมายที่ไม่ลึกซึ้งมาก

ที่หมายถึง การไม่ปล่อยให้น้ำ(ที่กำลังจะหมด)ให้ไหลทิ้ง หรือระเหยไปโดยปราศจากประโยชน์

·        โดยการพยายามเก็บกักน้ำให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

o   ในดิน มีวัสดุปกคลุม หรืออย่างน้อยก็ทำให้ดินคลุมตัวเอง โดยการไถให้ผิวหน้าแตกเป็นฝุ่นแบบ self mulching

o   ทำคันกั้น เก็บกักไว้ให้มากที่สุด

o   เก็บรักษาน้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งจากการซึมลงลึก ระเหย และการปนเปื้อน ที่ทำให้คุณค่าลดลง

o   ใช้น้ำที่เก็บอย่างประหยัด และระมัดระวัง ตามระดับคุณภาพของน้ำแบบ “เห็นคุณค่า” ของน้ำ

o   หมุนเวียนใช้น้ำตามระดับคุณภาพอย่างคุ้มค่า แบบ “ไม่มีน้ำทิ้ง”

ในกลุ่มเกษตรกรที่ใช้หลักการนี้ จะพบว่าไม่ค่อยมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะ

·        มีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น อย่างรู้คุณค่า ใช้เต็มตามคุณค่าของน้ำที่มี

·       มีเวลาเพียงแต่จะคิดว่า จะทำอย่างไรจึงจะใช้น้ำที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่า

  •  เลยไม่มีเวลาไปบ่นกับใครว่าตัวเองมีน้ำไม่พอใช้

นี่คือ ตัวอย่างเล็กๆ ของ พลังตั้งต้นของวิธีคิดในการจัดการน้ำ “หยดสุดท้าย”

แนวคิดดังกล่าวผมได้นำมาปรับใช้ในการจัดการน้ำในที่นาของผม

·        โดยการพยายามทำคันดินใหญ่ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำ และทรัพยากรน้ำ

·        ทำระบบเก็บกักน้ำไว้ในนา ที่ไม่ต้องออกไปนาบ่อยๆ มากจนเกินไป ให้ระบบจัดการตัวเองได้ระดับหนึ่ง

o   โดยเฉพาะระบบกักให้น้ำไหลเข้า ไม่ให้ไหลออกที่ลงทุนต่ำ (ยี่สิบบาท) เมื่อระดับน้ำด้านนอกนาลดลง

·        คอยระวังว่าควรจะเก็บน้ำให้สูงสุดตอนไหน ที่จะเป็น “หยดสุดท้าย”

o   เพราะถ้าเก็บเร็วเกินไปจะล้นคันนา หรือคันนาพังได้

o   ถ้าเก็บช้าก็จะไม่ได้น้ำอย่างพอเพียง

ผมทำเช่นนี้มา ๒ ปี ผมจึงมีน้ำฝนเก็บไว้ใช้ตลอด ทำนาได้ โดยไม่ต้องรอน้ำชลประทาน

ปีนี้ก็สามารถเก็บจนเต็มที่ในช่วงสงกรานต์ ๑๔-๑๕ เมษายนที่ผ่านมา

ตอนนี้กำลังค่อยๆปรับระดับน้ำในนาให้ลดลง เพื่อให้ได้จังหวะพอดีกับการหว่านข้าว ตามมหาฤกษ์ทางการเกษตร

วันพืชมงคล

๑๑ พ.ค. ๒๕๕๒

ผมทำการจัดการน้ำ “หยดสุดท้าย” เช่นนี้ นอกจากจะได้น้ำฝนมาใช้อย่างพอเพียง สามารถทำนาได้ตามฤกษ์แล้ว ยังได้

·        ปลาที่มากับน้ำ และที่ค่อยๆรวมมาจากนาใกล้เคียงมาลงนาผม เพราะนาคนอื่นแห้งเร็วกว่า

·        ปลาที่ขึ้นมาตามทางน้ำ ที่ผมค่อยๆปล่อยระบายน้ำเลี้ยงทางน้ำข้างนาเอาไว้ (และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมทางแหล่งน้ำ)

ทำให้ผมได้ปลามากมาย เหลือเฟือ ทั้งปลาลงมากับน้ำ และปลาขึ้นมาหาน้ำ

ยังไม่รวมถึงการใช้น้ำเลี้ยงปลาที่อยู่ในนาของผม ที่ยังไม่เคยจับมากว่า ๓ ปีแล้ว

นี่คือ อีกตัวอย่างหนึ่งของการจัดการน้ำ “หยดสุดท้าย” ที่ทรงพลังจริงๆ

นอกจากจะได้น้ำฝนมาทำนา เลี้ยงปลา ปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ คุมหญ้าในนาแล้ว

ยังได้ปลาธรรมชาติอีกเพียบ

เมื่อเช้านี้ ขณะอยู่ที่นา ผมจึงได้รีบโทรไปหาพ่อวิจิตร บุญสูง ประธานเครือข่ายข้าวคุณธรรม จังหวัดยโสธร

เพื่อแสดงความขอบพระคุณ และขอแสดงความยินดี กับการคิดค้นหลักการที่สำคัญนี้ครับ