"เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก......ชาติต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว"

กล่าวอาสภิวาจา[1]

เมื่อพระกุมารประสูติได้ตรัสอาสภิวาจา (คือวาจาที่กล่าวอย่างอาจหาญ) ว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นที่สุด  บัดนี้ ภพใหม่เป็นไม่มีอีกละ[2] ซึ่งวาจาดังกล่าวนี้  ถ้าตีความตามอักษรที่ปรากฏในพระไตรปิฎก  ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดาปกติที่เกิดขึ้นเสมอกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[3]  แต่หากตีความจากเนื้อหาแล้ว  สามารถพิจารณาได้เป็น ๒ ประเด็น  ดังนี้

) เป็นการตรัสวาจาที่อาจหาญยิ่งเท่าที่มนุษย์เคยกล่าวมา  เนื่องจากเป็นวาจาที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์เอง โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า หรืออำนาจใดๆ อีกต่อไป  นับเป็นการประกาศอิสรภาพทางใจให้แก่มนุษย์  ซึ่งแต่เดิมนั้นมนุษย์ต้องคอยหวังพึ่งอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้าให้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ขาดการสร้างสรรค์ด้วยปัญญาของตน แต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทรงแสดงให้มนุษย์ทั้งหลายเห็นในศักยภาพของตนเองที่มีความพร้อมในการสร้างสรรค์ชีวิตของตน โดยไม่ต้องหวังรอพึ่งพาอำนาจนอกเหนือจากอำนาจของการกระทำด้วยตนเอง (กฎแห่งกรรมการกล่าววาจาว่าเป็นใหญ่ในโลก ประเสริฐที่สุดในโลกนั้น เป็นการกล่าวในนามมนุษย์ทั้งหมด ที่มีความกล้าหาญพอในการที่จะพึ่งตนเอง มากกว่าพึ่งอำนาจลึกลับอย่างที่ผ่านมา

) การตรัสคำว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ชาติต่อไปจะไม่มีอีกแล้วมีความหมายที่ชัดเจนอยู่ในตัว คือ การเกิดมาในชาติที่เป็นพระสิทธัตถะนับเป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธองค์  โดยที่พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีมาในอดีตชาติอย่างมหาศาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๑๐ ชาติสุดท้ายที่ได้บำเพ็ญบารมีอย่างยอดเยี่ยม จนพระชาติสุดท้ายก่อนได้เกิดมาเป็นพระสิทธัตถะ ได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีในคราวเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร  การเกิดขึ้นในชาติที่เป็นพระสิทธัตถะนี้  จึงเป็นชาติสุดท้าย เพราะพระองค์ได้ตรัสรู้เข้าถึงพระนิพพาน  สามารถดับกิเลสทั้งปวงได้และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

         อาสภิวาจานี้  จึงมีความหมายที่สอดคล้องกับการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาเพื่อยกเลิกความเป็นทาสทางใจให้แก่มนุษย์  จนสามารถเป็นนาย ไม่เป็นทาสของกิเลสและความหลงใดๆ จนสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกได้ ด้วยการฝึกฝนตน ดังพระพุทธดำรัสว่า ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ  มนุษย์ผู้ที่ฝึกตนมาดี เป็นผู้ประเสริฐที่สุด

[1] ขุ. อป. 32/127/176

[2] อภิ. กถา.37/963/388

[3] ขุ. อป. 32/127/176