เสียงพูดภาษาอังกฤษในชีวิตจริง (English in its natural habitat)

เสียงพูดภาษาอังกฤษในชีวิตจริง (English in its natural habitat)

เสียงพูดภาษาอังกฤษในชีวิตจริง (English in its natural habitat)

ในการพูดภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาในชีวิตจริงนั้นไม่มีใครออกเสียงเป็นคำๆเดียวๆเป็นก้อนๆอย่างที่เราได้ยินใน Talking Dict หรือในโปรแกรมพจนานุกรมที่ออกเสียงพูดได้แล้วเอามาต่อกันเป็นประโยค จะมีก็คงมีแต่ในห้องเรียนที่อาจารย์ต้องการให้นักเรียนเข้าใจโดยทั่วกัน หรือเมื่อคุยกับคนที่เขาเข้าใจว่าภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีนัก ถ้ามีเจ้าของภาษาทำอย่างนั้นจริงๆในการคุยกันเองก็คงจะฟังดูตลกไม่น้อยและคงจะคุยกันไปไม่ถึงไหน สิ่งนี้เป็นสาเหตุหลักที่คนเรียนภาษาอังกฤษฟังฝรั่งคุยกันเองไม่เข้าใจ ดูหนังไม่เข้าใจ หรือคุยกับฝรั่งได้แค่บางคน

การแก้ไขวิธีหนึ่งก็คือฟังแยอะๆจนความยึดติดกับการออกเสียงเป็นคำๆค่อยๆกร่อนหายไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าการฝึกฝนการฟังทำในขณะที่มีความเข้าใจว่าการพูดภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาในการสนทนาจริงนั้นมีอะไรที่แตกต่างจากการออกเสียงเป็นคำๆบ้าง ก็น่าจะทำให้การฝึกฝนง่ายได้ผลเร็วขึ้น

การเชื่อมกันของเสียง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นการพูดคุยกันในชีวิตจริงนั้นไม่มีใครพูดหนึ่งคำแล้วหยุดแล้วจึงเริ่มพูดคำต่อไป แต่จะพูดลื่นไหลต่อเนื่องกันไป การเชื่อมเสียงจะทำให้การออกเสียงเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ และง่ายสบายขึ้น

การเชื่อมเสียงพยัญชนะกับสระ
เกิดขึ้นเมื่อคำต้นลงท้ายด้ายเสียงพยัญชนะและคำถัดมาเริ่มต้นด้วยเสียงสระ เช่น cup of tea เมื่อออกเสียงต่อเนื่องจะฟังคล้าย cupevtea หรือ ประมาณ คับเพิฟที ถ้าเป็น IPA ก็จะเป็นอย่างนี้



หรือ คำว่า an egg ที่มีการเชื่อมระหว่างเสียง n กับ e เป็น ทำให้พยางค์ที่สองกลายเป็น เอนเนก
หรือ คำว่า fried egg ที่กลายเป็น ฟายเดก
หรือ a box of egg ที่กลายเป็น อะบอสเซอพเฟก


ไม่รู้จะเขียนภาษาไทยอย่างไงให้ใกล้เคียง ไปฟังของจริงเลยดีกว่า

ลองไปฟังเสียงจริงกัน


การเชื่อมเสียงสระกับสระ
เกิดขึ้นเมื่อคำต้นลงท้ายด้ายเสียงสระและคำถัดมาเริ่มต้นด้วยเสียงสระจะมีเสียงเพิ่มแทรกเข้ามาตรงกลางเป็นเสียง w หรือ j

ตัวอย่าง do it จะออกเสียงเป็น do wit หรือประมาณ ดูวิท เสียง w เกิดจากการที่ตำแหน่งของปากขณะสิ้นสุดการออกเสียง do เป็นตำแหน่งเดียวกับการเริ่มต้นออกเสียง w เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งปากมาออกเสียง it โดยไม่มีการหยุดเสียงทำให้เกิดเสียง w ขึ้น ตัวอย่างอื่นที่คล้ายๆกัน เช่น go out ออกเสียงเป็น go wout ตัวอย่างการแทรกเสียง j เช่น I am เป็น I yam

การแทรกเสียง w จะเกิดขึ้นหลังคำที่ลงท้ายด้วย o หรือ u ขณะที่การแทรกเสียง j จะเกิดขึ้นหลังคำที่ลงท้ายด้วย I , ee และ I ตัวอย่างเพิ่มเติมสองตัวอย่าง

Two eggs ออกเสียงเป็น ทูเวกส
Three eggs ออกเสียงเป็น ธรีเยกส


ลองไปฟังเสียงจริงกัน


การตัดเสียงทิ้ง
เกิดจากการที่เสียงพญัชนะหลายๆตัวเรียงต่อกัน ทำให้ออกเสียงต่อเนื่องได้ยาก เช่น a lot to do เสียง t ระหว่าง lot และ to จะหายไปหนึ่งตัว หรือ sit down เสียง t ก็จะหายไปเช่นกัน

ตัวอย่างอื่นๆที่น่าสนใจเช่น I’ve finished. เสียง ve กับเสียง f จะถูกรวมเหลือเสียงเดียวเป็น I finished. นั่นหมายถึง past simple tense ออกเสียงเหมือนกับ present perfect tense ในการสนทนาจริงบริบทหรือเรื่องราวที่คุยกับอยู่จะเป็นตัวบอกว่าผู้พูดใช้ tense ไหนอยู่

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ She’s slept for three hours. ตัวอย่างนี้เสียง s สองตัวจะถูกรวมเป็นตัวเดียวกัน เป็น She slept for three hours.

รวมตัวอย่าง
I'm a bit tired
We have a lot to do
Tell me what to say
She's slept for three hours
I've finished

สามารถฟังเสียงได้ที่นี่

ในกรณีที่มีเสียงพยัญชนะสามตัวเรียงต่อกันเสียงพยัญชนะตัวกลางก็จะหายไป ในตัวอย่างด้านล่างเสียงในวงเล็บจะหายไป

I'm going nex(t) week
That was the wors(t) job I ever had!
Jus(t) one person came to the party!
I can'(t) swim

สามารถฟังเสียงได้ที่นี่

การเปลี่ยนเสียง
ตัวอย่างด้านล่างเสียงจะเปลี่ยนเป็นตามในวงเล็บ

Good girl. She's a good girl. (goog girl)
Good boy. He's a good boy. (goob boy)
White paper. I only use white paper. (whipe paper)
Speed boat. I've never been in speed boat. (speeb boat)

สามารถฟังเสียงได้ที่นี่

การเปลี่ยนเสียงตามตัวอย่างด้านบนเกิดจากเสียงท้ายของคำต้นถูกดึงให้เปลี่ยนไปคล้ายเสียงแรกของคำตามเนื่องจากจะทำให้การพูดง่ายขึ้น
ตัวอย่างเพิ่มเติม

Can go. We can go now. (cang go)
Can buy. We can buy it. (cam buy)
Green Park. I walked through Green Park. (greem park)
On Monday. He arrives on Monday. (om Monday)
สามารถฟังเสียงได้ที่นี่

การเปลี่ยนเสียงแบบที่สองคือการที่เสียงพยัญชนะทั้งสองที่ติดกันรวมกันแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงใหม่ตามตัวอย่างด้านล่าง
Would you. Would you like some tea? (wouljew)
Did you. Did you see it? (dijew)
Do you. Do you want to get a cuppa? (djew wanna getta cuppa)

บางครั้งสิ่งที่กล่าวมาสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆกันเช่น
Hand bag. She couldn't find her handbag. (hambag)
Saint Paul's. I'm going to visit Saint Paul's Cathedral today. (Sem Paul's)
ในตัวอย่างแรก เสียง d ถูกตัดออกไปและเสียง n ถูกเปลี่ยนเป็นเสียง m
ตัวอย่างที่สอง เสียง t ถูกตัดออกไปและเสียง n ถูกเปลี่ยนเป็นเสียง m
ฟังเสียงได้ที่

สามารถฟังเสียงได้ที่นี่


ที่มา BBC Learning English