มีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ผู้เขียนจะถูกโดนตี เมื่อโดนตีสักครั้งก็จะจดจำได้ไม่มีวันลืม ทั้งๆที่ไม่ได้อยาก   จะจำ(คนเรานี้นึกให้ดีก็น่าขำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ)

       มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ ผู้เขียนทะเลาะกับน้อง และลงไม้ลงมือทุบตีกันอย่างอุตลุต ในใจก็คิดว่า น้องชอบหาเรื่อง ต้องเล่นงานบ้าง ระหว่างนั้นแม่ก็กลับมาจากนาพอดี เราสองคนพี่น้องก็ตกใจที่เห็นแม่มา แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะแม่เห็นการกระทำของเราเสียแล้ว แม่เดินเข้ามาหาพร้อมไม้เรียวในมือ แม่ยังไม่พูดอะไรแต่ตีเราสองพี่น้องไปคนละหลายที พอตีเสร็จแล้ว แม่ก็ถามว่า รู้ไหมว่าทำไมแม่ต้องตี (ในใจของผู้เขียนคิดว่า แม่ไม่ยุติธรรม น้องหาเรื่องก่อน น่าจะสอบถามความจริงก่อนที่ลงมือเฆี่ยนตี ถ้ารู้ความจริงเราอาจจะไม่ต้องถูกตีก็ได้ และน้องก็คงคิดเช่นเดียวกันกับเรา)  แม่ไม่ได้รอฟังคำตอบจากเรา แต่แม่บอกว่า คนเป็นพี่ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับความเป็นพี่ ทำตัวให้น้องเกรงใจ ไม่ใช่ลดตัวไปทะเลาะกับน้อง ตีกับน้อง น้องก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้จักให้ความเคารพยำเกรงพี่ ทำตัวไม่เหมาะสมกับความเป็นน้อง ไปทะเลาะ และตีกับพี่ได้อย่างไร เกิดจากแม่คนเดียวกัน ตามหลังกันมา สายเลือดเดียวกัน กัดกันไม่รู้จักพี่น้องเหมือนหมา ...ฟังแล้วเถียงไม่ขึ้น และเข้าใจทันทีว่าแม่ทำถูกต้องและตัดสินด้วยความเป็นธรรม และไม่ติดใจอีก และที่สำคัญไม่ทะเลาะลงไม้ลงมือกันอีก

       แม่เล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ทุกคนรักลูก แต่บางครั้งก็ต้องลงโทษกันบ้าง ลูกเจ็บ ร้องไห้ รู้ไหมแม่เจ็บกว่า น้ำตาแม่ไหลตกใน แม่ไม่ได้ตีลูกเพราะแม่มีอารมณ์โกรธเลย แต่ตีเพื่อสั่งสอน หลาบจำ ผู้เขียนเข้าใจดีว่า บางครั้งไม้เรียวก็ให้อะไรดีๆกับผู้เขียนเช่นเดียวกัน...ไม้เรียวของแม่...สำคัญฉะนี้

       เมื่อโตขึ้นได้เรียนวิชาพระพุทธศาสนา ก็ทราบว่า พระพุทธองค์ก็ใช้ทั้งวิธีหยาบ(ติ ตำหนิ ตักเตือนพระสงฆ์ในที่ประชุมสงฆ์) และวิธีละเอียด (ยกย่อง ชมเชย ) อย่างถูกคนถูกเวลา ฉะนั้นแม่ก็ใช้ทั้งสองวิธีเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ใช้ไม้เรียวอย่างเมตตาธรรม ต้องการสั่งสอนด้วยความจริงใจ