...

การไปทำกิจกรรมประเภท "ได้เหงื่อ" ร่วมกันมักจะทำให้มิตรภาพดีขึ้นได้ > Thank [ flickr ] guru, [ deep shot ] 

....................................................................................................

อาจารย์นิตย์ ทองเพชรศรี และคณะ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง "ปัจจัยด้านครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับการพยายามฆ่าตัวตายของประชาชนจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย" ในปี 2551

การศึกษานี้เก็บข้อมูลจากครอบครัวที่มีสมาชิกพยายามฆ่าตัวตาย 30 ครอบครัวพบว่า ปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่ ผู้ปกครองมีส่วนทำให้เด็กหรือวัยรุ่นเครียดจนพยายามฆ่าตัวตาย 5 ประการได้แก่

...

(1). ด่ากันแรงๆ

  • ตัวอย่างเช่น "โง่", "อยู่ไปก็ไร้ค่า ไปตายเสีย" ฯลฯ
  • ทางที่ดีคือ หาทางชื่นชมการทำดีหรือส่วนดีกันให้ได้วันละครั้ง และค่อยๆ เพิ่มเป็น 3 ครั้งหลังอาหาร

...

(2). ไม่มีเวลา

  • ไม่มีเวลาหรือมีเวลาแต่ไม่สื่อสารพูดจากัน
  • ประเด็นนี้จะรุนแรงถ้าเด็กหรือวัยรุ่นไม่มีใครในบ้านที่พูดระบายความรู้สึก หรือปรึกษาหารือไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว (เกิดสภาพ "หมาจนตรอก")

...  

  • ทางที่ดีคือ เปิดตรอก... ให้ลูกหลานมีโอกาสพูดคุยกับใครแบบ "คุยกับเพื่อน" อย่างน้อย 1 คนในบ้าน ถ้าหาคนมารับฟัง-พูดคุยไม่ได้จริงๆ อาจต้องขอความช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหายที่ลูกหลานไว้วางใจ เช่น พาไปเที่ยวบ้านคุณปู่ คุณย่าที่เด็กรักทุกสัปดาห์ ให้เด็กมีโอกาสเลี้ยงสัตว์บ้าง ฯลฯ

...

(3). สั่งการ

  • พ่อแม่ผู้ปกครอง "คิดเอง-สั่งเอง" หมด ไม่ให้ลูกหลานมีส่วนร่วม ('No voice & choice' = ไม่มีสิทธิ์มีเสียง + ไม่มีส่วนร่วม)
  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรลดคำว่า "ต้อง(คิด-พูด-ทำ)" ให้น้อยลง รับฟังและให้ลูกหลานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น

... 

  • การเปิดโอกาสอาจจะเริ่มจากการฝึกให้ทุกคนร่วมกันตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น จะไปเที่ยวที่ไหนด้วยกันดี อาทิตย์นี้ทุกคนหยุดงาน... จะทำอะไรกินกันดี ฯลฯ แล้วค่อยๆ ให้โอกาสตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เช่น จะเรียนต่ออะไร ฯลฯ
  • คนรุ่นใหม่ก็คล้ายกับเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะโตเป็นต้นไม้ต้นใหม่ ไม่ใช่อะไรที่เหมือนเดิมแบบโคลนนิ่งแกะ

...

(4). มีแต่ข่าวร้าย

  • ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น หนี้สิน การพนัน ติดเหล้า-ยาเสพติด บุหรี่ ฯลฯ ก็มีส่วนทำให้เด็กๆ เครียดได้
  • ทางที่ดีคือ พ่อแม่ผู้ปกครองควรฝึกอยู่แบบพอเพียง เรียบ ง่าย ประหยัด และจะดีมากถ้าเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวมีส่วนร่วมตัดสินใจครั้งสำคัญๆ เช่น จะผ่อนรถใหม่และต้องอยู่แบบประหยัด (เช่น วันหยุดยาวไม่ได้ไปเที่ยวไหน ฯลฯ) หรือจะใช้รถเดิมไปก่อนแล้วได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดทุกปี ฯลฯ

...

  • พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรประมาทเด็กหรือวัยรุ่นว่า ไม่รู้จักคิด เนื่องจากเด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์สูง... ถ้าเด็กๆ ไว้วางใจ กล้าแสดงออกอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ อาจทำให้ผู้ใหญ่ได้ข้อคิดแบบ "มองต่างมุม" ทำให้การตัดสินใจอะไรๆ รอบคอบมากขึ้นได้
  • เด็กๆ ยุคนี้ใช้อินเตอร์เน็ตคล่องมากๆ... ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านฝากเด็กๆ ไปสืบค้นข้อมูลบ้างอาจจะได้ข้อคิดดีๆ เยอะแยะเลย

...

(5). ไม่มีค่า

  • บ้านที่ตอกย้ำว่า เด็กคนใดคนหนึ่งไม่มีค่า โดยเฉพาะการเปรียบเทียบพี่กับน้องมากๆ มีส่วนทำให้เด็กๆ สะสมความรู้สึกไร้ค่ามากขึ้นเรื่อยๆ 
  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมทำงานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ซักผ้า รีดผ้า อาบน้ำน้องหมา นวดให้พ่อแม่ ฯลฯ หรือรับผิดชอบงานจากง่ายไปยาก เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกว่า เป็นคนมีค่า

...

  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสได้มีโอกาสเป็นฝ่ายชนะ (ผู้ใหญ่แกล้งแพ้) บ้างเป็นบางครั้ง เช่น ถ้าเล่นกีฬาด้วยกันอาจแกล้งแพ้ (ควรทำให้แนบเนียน) ฯลฯ เพื่อให้เด็กๆ ได้ลิ้มรส และเรียนรู้จากความสำเร็จ-ความล้มเหลวให้ได้
  • อย่าลืมว่า วิธีที่จะทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า "มีค่า" คือ การกอดหรือสัมผัสร่างกายกันตามโอกาสอันควร

...

 

องค์การอนามัยแนะนำว่า การรักษาโรคซึมเศร้าให้ดีมีส่วนลดการฆ่าตัวตายได้ประมาณ 90% เพราะฉะนั้นไม่ควรมองประเด็นการฆ่าตัวตายว่า เป็น "เรื่องภายนอก" เพียงอย่างเดียว

สาเหตุของการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นผลจากสารเคมีในสมองไม่สมดุล ซึ่งยาต้านซึมเศร้ารุ่นใหม่ช่วยได้มาก และถ้ารักษาจนครบจะมีส่วนให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้พบกับ "ชีวิตใหม่" ทีเดียว

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ขอแนะนำ                                                                   

...

ที่มา                                                                                          

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >  > 3 พฤษภาคม 2552.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.