โรงพยาบาลหนองหานเนี่ยมีเรื่องน่าชื่นชม

เรื่องเล่าจากคนทำงานแพทย์แผนไทย บริการแพทย์แผนไทย-โรงพยาบาลหนองหาน

                7 เมษายน 2552 โรงพยาบาลหนองหาน เนี่ยเห็นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นงานจริงจังกับเภสัชสุชาดาและพี่ดาหวัน  (ย้ายไปที่  รพศ.อุดรธานีแล้ว) ว่าด้วยเรื่องสถานที่เริ่มที่อาคารด้านหน้าโรงพยาบาล มีผู้ช่วยนวด มีห้องอบสมุนไพร ต่อมามีการขยับขยายสร้างเป็นอาคารแยกเฉพาะมีงานกายภาพบำบัด และหัตถเวชอยู่ด้วย   ที่น่าสนใจคือชื่อห้อง ชื่อห้องสุขสบาย  เป็นต้น  ทีนี้มาดู 2 ประเด็น คือ ประเด็น QD2QP  และ ประเด็น M-Spa

ประเด็น QD2QP

1.JSJD ที่นี้จัดได้ว่ากลมกลืนครับ  ทีมหนุนคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็เปิดกว้าง ทีมนำคือเภสัชโจ้ (หญิง) ก็ทำหน้าที่ผู้ควบคุมกำกับ วางแผนพัฒนาได้ดี  ทีมทำคือพี่ดาหวัน ก็บ่อยู่บ่เซา มีโครงการบรรเจิดออกมาเรื่อย ๆ

2.RM ในเรื่องของการจัดการความเสี่ยงมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง 2 เดือนต่อครั้งแบบสลับกันให้ความรู้เป็นลักษณะ Conference

3.การมารับบริการนั้นมีคู่มือการให้บริการของโรงพยาบาล

4.ที่น่าสนใจมากที่สุดของที่นี้คือมีคู่มือการให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังซึ่งได้มีการรวบรวม  ประมวล  สังเคราะห์  ค่อนข้างครอบคลุมเกือบทุกเรื่อง ตรงนี้จัดว่าเป็น Best Practice ตรงนี้ขอยกย่องพี่ดาหวันที่บ่อยู่บ่เซา ค้นคว้าหามารวมเล่มและฝึกสอนให้กับพนักงานของโรงพยาบาล

5.มาตรฐานวิธีปฏิบัติและแนวทางเวชปฏิบัติได้มีการกำหนดรายชื่อโรคที่สามารถให้บริการได้จำนวน 80 โรคแต่เป็นรายการรายชื่อที่เป็นชื่อสมมุติทางแพทย์แผนไทยซึ่งค่อนข้างจะเข้าใจได้ยากถ้าไม่มีพื้นความรู้ทางการแพทย์แผนไทย  การนวดแผนไทย  และได้นำไปทำความเข้าใจกับแพทย์  (แต่ก็น่าที่จะได้ปรับจัดกลุ่มให้แพทย์ได้เข้าใจมากขึ้น-ผู้เขียน)

6.รายการแผ่นพับได้แก่ อาหารเป็นยา  ธาตุเจ้าเรือน  ผักพื้นบ้านต้านโรคน้ำย่านาง  ผักพื้นบ้านต้านโรคมะระ  ผักพื้นบ้านต้านโรคน้ำสัปปะรดปั่น  ฤาษีดัดตน  การนวดฝ่ามือ  น้ำสมุนไพรบำบัดโรคเบาหวาน  ท่าบริหารหลังคลอด  ดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอดด้วยแพทย์แผนไทย 

ประเด็น M-Spa

                1.ในปี 2552 นี้ งานแพทย์แผนไทยได้รับการติดต่อจากหน่วยพัฒนาคุณภาพบริการว่ามีเรื่องเล่าดี ๆ อะไรบ้าง ซึ่งก็ได้หยิบยกเรื่องของการบริการหลังคลอดจากการตั้งรับทับหม้อเกลือ ให้คนไข้มา ต้นทุนในการทำสูง  คนไข้น้อย  ไม่สะดวก  จากประเด็นอุปสรรคเหล่านี้นี่เอง คนทำงานคือพี่ดาหวัน โดยการช่วยเหลือของเภสัชโจ้  ได้นำมามาวิเคราะห์แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ในการดูแลหลังคลอดแบบหนองหาน ทำให้มีคนไข้เพิ่มขึ้น  ลดระยะเวลาลง   จากการที่เริ่มทำมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552  จนถึงปัจจุบัน

                2.วันที่ทีมงานไป ได้พบว่ามียายคนนึงมาหาหมอด้วยอาการปากเบี้ยว หมอส่งให้กายภาพบำบัด แต่ทางแพทย์แผนไทยได้เข้าไปบูรณาการ ก็สามารถช่วยให้ยายหายเกือบเป็นปกติ อันนี้เป็นที่ปลาบปลื้มของคนไข้ที่ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อนึกถึงครั้งแรกที่ตื่นขึ้นมาแล้วปากเบี้ยวเนี่ย ต้องห่อผ้าคลุมหน้าเป็นอารยันเลย  ไปตลาดก็อายคน มาโรงพยาบาลก็ไม่กล้าเปิดหน้า  เริ่มจากตาหลับไม่ลง  กินข้าวกินน้ำก็ไหลออกจากปาก  ทางพี่ดาหวันก็เข้าไปแลกเปลี่ยนกับกายภาพบำบัดเพื่อให้บริการร่วมกัน  ทำมาร่วมเดือน ยายก็ยิ้มได้แล้ว

                3.เรื่องของการนวดเท้ากับผู้ป่วยเบาหวานมีคนไข้มาเข้ากลุ่ม 30 คน อังคาร 15 คน พฤหัส 15 คน  มีการวัดประเมินจากการซักถามว่า ส่วงบ่”  แต่ยังไม่ได้รุกคืบเข้าไปดูผลในเชิงคลินิกเกี่ยวกับเรื่องของโมโนฟิลาเม้นท์กับคลินิกเบาหวาน  อันนี้ก็คงต้องอาศัยเภสัชโจ้ในการประสานงานต่อไป

                4.มีเรื่องนวัตกรรมคือชุดอบมหัศจรรย์ โดยทำโครงการจัดทำกระโจมอบให้มารดาหลังคลอดที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการในช่วงแรก และทำการสุ่มเยี่ยม ดูว่ากลุ่มเป้าหมายได้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำหรือไม่  และบูรณาการไปกับคณะกรรมการสายใยรัก

                5.เรื่องของ 8 อ.ได้จัดเตรียมโครงการเป็นลักษณะใช้งบดำเนินงานให้ความรู้กับชุมชน

                เรื่องของโรงพยาบาลหนองหานเนี่ยมีเรื่องน่าชื่นชมตรงที่หัวหน้างานคือเภสัชโจ้เองก็คึดนำ กำกับ วิเคราะห์งานและมีการปรึกษาหารืองานกันกับพี่ดาหวัน ประมาณว่าเข้าขากันได้ดี (เหมือนหนองวัวซอ และอีกหลายที่ ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะยังไปได้ไม่กี่โรงพยาบาล) ก็เลยทำให้มีงานออกมาค่อนข้างมากและต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่ได้เชิญหนองหานไปสรุปงานให้ สปสช.ฟัง  เห็นได้จากหลาย ๆ เรื่องที่ประสานงานมานั่นเอง น้อยครั้งที่จะได้รับการปฏิเสธ  (ชื่นชมมานะ)