เดินหน้านิคมฯ ปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช : การพัฒนาไร้ประชาชนร่วมกำหนดอีกครั้ง
2 พฤษภาคม 2552
เรื่องโดย : ทิพย์อักษร มันปาติ ประชาธรรม สถานีข่าวประชาชน
ภาพโดย : dimer.tamu.edu
ที่มา http://www.newspnn.com/V2008/detail.php?dataid=6200&code=r1_02052009_01
นิคมอุตสาหกรรม จ.นครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ยักษ์ภายใต้กรอบการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือเซาเทิร์นซีบอร์ด และโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือ แลนบริดจ์ ซึ่งเกิดขึ้นตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น ยางพารา ปาล์ม อาหารทะเล อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ
ทว่าโครงการใหญ่ยักษ์เพื่อพัฒนาพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี กำลังจะเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความข้องใจและกังวลใจของชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากว่าการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ในการกำหนดอนาคตและทิศทางการพัฒนาเพื่อท้องถิ่นและเพื่อประเทศนี้อยู่ตรงไหน?
เดินหน้าเงียบๆ ผุดนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
นายทรงวุฒิ พัฒแก้ว สมาคมดับบ้าน ดับเมือง, กลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นครศรีธรรมราช กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้พยายามผลักดันโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดอย่างต่อเนื่อง โดยบรรจุไว้ในนโยบายข้อ 4.2.2.6 (การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้วยอุตสาหกรรมที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด) และภายใต้กรอบเซาเทิร์นซีบอร์ดคาดว่าจะมีหลายโครงการเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช แน่นอน
โดยเอกสารของกลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จ.นครศรีธรรมราช ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการต่างๆ กำลังดำเนินการเพื่อให้สอดรับกับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ดังนี้คือ 1. การสำรวจแหล่งน้ำมัน 2. การขุดเจาะน้ำมันและการตั้งแท่นเจาะน้ำมัน 3. การสร้างระบบท่อส่งก๊าซ 4. การตั้งฐานปฏิบัติการบนฝั่ง ประกอบด้วย การสร้างท่าเรือ และการสร้างสนามบิน
5.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย การสร้างถนนและทางรถไฟ, สร้างเขื่อนเพื่อการจัดหาน้ำ, การจัดหาพลังงานสำหรับนิคมอุตสาหกรรม โดยการสร้างโรงไฟฟ้าและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6. การสร้างโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ 7. การสร้างท่าเรืออุตสาหกรรม 8. การดำเนินอุตสาหกรรมปิโตรเคมี/อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ/อุตสาหกรรมการเกษตร
นายทรงวุฒิ กล่าวเสริมว่า การริเริ่มโครงการตั้งแต่การวางแผนการศึกษา จนถึงการก่อสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ มีขั้นตอนและกระบวนการ รวมทั้งองค์ประกอบค่อนข้างมาก โดยในช่วงปี 2552 นี้ มีองค์ประกอบของโครงการหลัก 4 ส่วน คือ วัตถุดิบ ระบบน้ำ ระบบขนส่ง ระบบโครงสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงปี 2552 นี้ มีการศึกษา เปิดเวทีรับฟังความเห็น และจัดทำผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่ที่รุกหนักมากๆ คือ การขุดเจาะก๊าซและปิโตรเลียม โดยจะสร้างโรงไฟฟ้าทั้งจากก๊าซ การสร้างฐานปฏิบัติการขนส่ง ท่าเรือ และสนามบินเพื่อสนับสนุนการขุดเจาะปิโตรเลียม ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ในพื้นที่กำลังจะดำเนินการสร้างเขื่อนคลองท่าทนเพื่อใช้น้ำในอุตสาหกรรมอีกด้วย
นายทรงวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ จ.นครศรีธรรมราช เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คือ 1. มีแหล่งน้ำดิบที่สามารถพัฒนาให้เกิดระบบการจัดการน้ำได้มาก ซึ่งแหล่งน้ำมีศักยภาพพัฒนาเป็นเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำได้
2. อยู่ใกล้ทะเล จึงเหมาะแก่การขนส่งรวมทั้งการใช้ประโยชน์ทางทะเลในรูปแบบอื่นๆ 3. มีพื้นที่ดินว่างเปล่าซึ่งปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์น้อย รวมทั้งมีเขตป่าสงวนหรือป่าพรุเสื่อมโทรมในขอบเขตพื้นที่จำนวนหลายพันไร่ 4. อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ และแหล่งส่งออก รวมทั้งจะมีการสร้างระบบขนส่งที่สามารถรองรับการพัฒนาในอนาคต และ 5. พื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคทั้งตอนบนและตอนล่าง จึงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภาคใต้ได้
จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจากภูผาถึงทะเล ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนานี้ ย่อมเชื่อมโยงจากภูเขาและทะเลอย่างแยกไม่ออก หากทำลายต้นน้ำด้วยการสร้างเขื่อน และทำลายทะเลด้วยโรงงานริมฝั่งทะเล ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจะมีมหาศาล เพราะนอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว พื้นที่แถบชายฝั่งทะเล ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านนับหมื่นครอบครัว ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ มีพื้นที่ดินวะกัฟ มัสยิด กุโบร์ อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือทำลายพื้นที่เช่นนี้ได้ แต่หากดำเนินโครงการจะต้องมีการอพยพคนออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมาก คำถามจึงมีว่า จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร? นายทรงวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ การเดินหน้าของโครงการพัฒนาภายใต้กรอบเซาเทิร์นซีบอร์ดเฉพาะในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในขณะนี้ถือว่าเงียบมาก ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ มีเพียงการเคลื่อนไหวของประชาชนเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น การเดินหน้าของโครงการยังถูกเบี่ยงประเด็นด้วยระยะเวลาว่ายังอยู่แค่การศึกษา ในขณะที่ความเป็นจริง มีกลุ่มองค์กรต่างๆ มาลงพื้นที่ค่อนข้างเยอะ เช่น บริษัท กลุ่มคน นักวิชาการ โดยแต่ละองค์กรจะเลี่ยงความเชื่อมโยงของแต่ละโครงการว่าไม่เกี่ยวข้องกัน และมาแบบเงียบๆ รับรู้เฉพาะคนไม่กี่กลุ่ม
ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ลงมาสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการคัดเลือกแกนนำเพียงบางคนเข้าร่วม การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ทำให้คนในพื้นที่ไม่สามารถเข้ามีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลเพื่อสะท้อนปัญหา และเสนอข้อเสนอแนะได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ในพื้นที่มีการปั่นราคาที่ดินอย่างเข้มข้น มีการประกาศซื้อขายที่ดิน โดยบริษัททำการประชาสัมพันธ์เชิงบวก และจัดตั้งกองทุนการพัฒนาพื้นที่ด้วย
แม้ว่าตอนนี้จะเกิดสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระดับชาติ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้มีผลต่อการเดินหน้าโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะกระบวนการดำเนินการโครงการบางอย่างไม่ได้ขึ้นตรงกับรัฐบาลทั้งหมด และการดำเนินการบางอย่างไม่ต้องผ่านมติ ครม. ดังนั้น เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้ แม้ว่าการเมืองยังไม่นิ่ง โครงการก็สามารถดำเนินการตามแผนต่อไปได้ ด้วยกลไกต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว
และตอนนี้ หากมองในเชิงกระแสการพัฒนาโครงการ ผมคิดว่า คนในพื้นที่มีการรับรู้เกือบ 100% แล้ว เพราะมีการเปิดเวที มีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่หากลงลึกในรายละเอียดของโครงการ ประชาชนกลับยังไม่มีการรับรู้มากนัก เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องและกระชั้นชิดจริงๆ นายทรงวุฒิ กล่าว
ด้านนายอับดุลคอลิด พฤกษารัตน์ แกนนำกลุ่มรักษ์ปลายทอน ม. 7 ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้โครงการนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจความคิดเห็นของคนในชุมชน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีโครงการฯ เพราะตามโครงการจะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกซึ่งจะอยู่ในที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวประมงชายฝั่ง ทั้งยังมีบริเวณที่เป็นที่ดินวากัฟ และกุโบร์
นายอับดุลคอลิด กล่าวอีกว่า นโยบายโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะมาใช้พื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ไม่มีการเปิดเผยกับชุมชนอย่างทั่วถึง เป็นการมาแอบทำ มาแอบศึกษา ทำให้ชุมชนก็ตามไม่ค่อยทันว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว แต่ยังดีที่มีกลุ่มภาคประชาชนเข้ามาทำข้อมูลและศึกษาเรื่องนี้ และบอกข้อมูลกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเริ่มรับรู้ข้อมูลและความเป็นไปของโครงการฯ มากขึ้น ชาวบ้านที่รู้ก็ไม่เห็นด้วยเยอะมาก
โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการฯ เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับนายทุน แต่ชุมชนจะได้รับผลกระทบ เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษเหมือนเช่นที่มาบตาพุด หากมีโครงการเกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมทางทะเลจะได้รับผลกระทบ ชาวประมงหาปลาไม่ได้ ชุมชนก็อยู่ไม่ได้ ในขณะที่สิ่งที่เราต้องการทั้งในวันนี้และในวันข้างหน้า คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีวิถีชีวิตที่ดี คนในชุมชนมีระบบความสัมพันธ์ที่ดี แต่นิคมอุตสาหกรรมคุยแต่เรื่องทุนนิยมเป็นหลัก นายอับดุลคอลิด กล่าว
การพัฒนาที่ไร้ส่วนร่วม หนทางสู่ปัญหาที่แก้ไม่รู้จบ
อาจารย์วิทยา อาภรณ์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และหัวหน้ากลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม จ. นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พื้นที่เป้าหมายที่วางแผนก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ชายทะเล ที่ราบ และที่สูง ในเขต อ.ขนอม อ. สิชล และ อ.ท่าศาลา ประมาณเกือบ 20,000 ไร่
ซึ่งการดำเนินโครงการในพื้นที่ดังกล่าว จะมีผลกระทบกับชาวประมงชายทะเลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ถัดมาก็คือชุมชนพื้นที่ราบและชุมชนที่สูง ซึ่งมีการทำสวนมังคุด ทุเรียน ส่งออกก็มี ทั้งนี้ ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่จะสร้างโครงการชาวบ้านก็ทำเกษตรเลี้ยงตัวเองได้ ส่งลูกไปเรียนข้างนอก ไม่มีปัญหาอะไร
นอกเหนือจากพื้นที่เป้าหมายที่ระบุไว้ว่าจะดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรม ยังมีพื้นที่ที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เช่น การสร้างเขื่อนในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อนำน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรม ดังนั้นผลกระทบก็จะขยายพื้นที่ออกไปอีก
อีกทั้ง พื้นที่ที่โครงการฯ ครอบคลุมไปถึงบางบริเวณก็เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานเขานัน ซึ่งที่จริงมีการเตรียมประกาศมาตั้งแต่ปี 2532 แต่กำลังจะมาเร่งทำการประกาศเขตอุทยานในช่วงปีนี้ ทำให้ชาวบ้านก็สงสัยว่าเป็นความพยายามจะเอาชาวบ้านออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดการจัดการง่าย เพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเขื่อนและส่งน้ำไปอุดหนุนให้กับอุตสาหกรรมหรือไม่
อาจารย์วิทยา กล่าวต่อว่า ถ้าให้ตัดสิน ก็บอกได้ชาวบ้านไม่ได้รับรู้อะไรเลย เพราะที่จริงแล้วฝ่ายนิคมอุตสาหกรรมเดินหน้าเต็มที่แล้ว แต่ฝ่ายชาวบ้านเพิ่งรู้เอาเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ตอนที่โครงการปิดไม่อยู่แล้ว แต่คนนอกกลับรู้ก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะที่ผ่านมามีส่วนของการทำงานแบบลึกๆ ของฝ่ายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ที่เข้าไปติดต่อกับคนในพื้นที่ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในท้องถิ่น ซึ่งสามารถกุมสภาพพื้นที่ได้ พอได้คนกลุ่มนั้นมาก็เหมือนกับว่าคนกลุ่มนั้นมีส่วนได้ประโยชน์กับทางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ก็เลยช่วยกันปิดไม่ให้ชาวบ้านรู้ว่าโครงการมันดำเนินไปอย่างไร
แต่พอชาวบ้านเริ่มรู้ข้อมูลแล้วออกมาแสดงความเห็น กลับถูกขู่ และในพื้นที่ยังมีการปล่อยข้อมูล เช่นว่า จะไม่มีการมาสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมหรอก หากจะสร้างก็จะเป็นโครงการเล็กๆ ทำให้ชาวบ้านสับสน ถูกปิดข้อมูล คนภายนอกที่จะเข้าไปในพื้นที่บางช่วงก็ถูกปิดไม่ให้เข้าไป เป็นต้น
นอกจากนี้ อาจารย์วิทยา กล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ไหน ก็ต้องไปฟังความเห็นของชาวบ้านโดยโปร่งใส แต่หากบอกว่าจะเกิดโครงการขึ้นเลยโดยไม่ฟังใคร มันก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่จะถูกกระทำ หรือได้รับผลกระทบ
เพราะโดยพื้นฐานของการดำเนินโครงการต่างๆ ต้องมีความโปร่งใสกับชาวบ้าน ไม่มีเรื่องอิทธิพลมืด หรือหากให้พูดแบบกว้างๆ คือ การให้ชาวบ้านจะมีทางเลือกในการพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ก็ต้องไปทบทวนนโยบายซึ่งเป็นกรอบคิดการพัฒนาของประเทศทั้งหมดเลยว่าเราจะเอาแบบไหน โดยที่เรื่องความเท่าเทียมของคนจนคนรวยจะต้องถูกให้ความสำคัญด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น ในการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ต้องมีการผลักดันสองส่วนประกอบกันคือ การผลักดันให้มีนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ส่วนชาวบ้านเองก็ต้องสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนด้วย สูตรนี้มันก็ใช้ได้กับทุกที่แต่ในรายละเอียดจะแตกต่างกัน
หากประเทศไทยยังมีแนวคิดการพัฒนาที่แผนของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง ก็เหมือนเป็นการบีบไม่ให้ชาวบ้านมีทางเลือกมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะมาพูดด้วยคำหวานอย่างไรแต่โดยเนื้อหาการพัฒนานั้นก็เป็นการสั่งสมแรงกดดันที่มันมากขึ้น ในที่สุดแล้วมันก็จะระเบิดได้ ฉะนั้น หากไม่สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาได้ ก็เปรียบเสมือนวัวพันหลัก วนไปวนมา ปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่ ไม่แก้สักที อาจารย์วิทยา กล่าว
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายต่อหลายโครงการเกิดขึ้นมาแล้วโดยที่การเรียกร้องการมีส่วนร่วมกำหนดของประชาชนถูกเพิกเฉย ทิ้งขว้าง ขณะเดียวกันปัญหาอันเกิดจากการพัฒนาเช่นนั้น ก็ถูกทับถมไม่ได้รับการแก้ไข และหากโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ นิคมอุตสาหกรรมเมืองนครศรีฯ ยังจะเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลยืนยันการพัฒนาแบบไร้ส่วนร่วมต่อไป ระเบิดที่สุมอยู่ในใจของประชาชนย่อมจะเพิ่มแรงประทุที่รุนแรงยิ่งขึ้นในสักวัน.
เอกสารอ้างอิง
- จับตาการผุดเขตอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งทะเลนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี โดย กลุ่มศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช, 26 มิถุนายน 2551
- เอกสารกลุ่มศึกษา 2 (กลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จ.นครศรีธรรมราช), 6 กุมภาพันธ์ 2552
ฟังดูจากนักศึกษาธรรมชาติ ทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่มีที่ไหนเลยที่เหมาะสมกับการสร้าง
โรงงานปิโตรเคมี
ฤา ประเทศไทยจะมีน้ำมันใต้ดิน เอาไว้ดูเล่นๆ
ทำไมไม่หาทางอยู่ร่วมกับมัน อย่างสันติล่ะ
ผมอยาก ให้เอามาใช้ประโยชน์นะครับ แต่ทราบไหมว่า แหล่งน้ำมันบ้านเรา เรามีสิทธิ แค่ ร้อยละ ๒๕ เท่านั้น นอกนั้น ได้ต่างชาติ เพราะได้ถูกสัมปทานหมดแล้ว
นี่ คือ เรื่องจริง ช่วยกันเรียกร้อง และ เอาคืนมาเป็นของคนไทยซิครับ
ไม่แน่ น้ำมันอาจลิตรละ สิบบาทก็ได้