นักเรียนหญิงคนหนึ่งมาบอกฉันว่า "มีผู้ปกครองรอพบ" ฉันได้ออกไปต้อนรับ เป็นผู้ปกครองของน้องโอนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒  ท่าทางคล้าย ๆ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฉันรู้สึกหวั่นกลัวนิด ๆ เธอบอกว่าจะมาขอลาลูกออกจากโรงเรียน  เพราะไม่มีใครช่วยหาเงิน  ทั้งนี้เธอได้ไปหาครูประจำชั้นมาแล้ว ซึ่งครูประจำชั้นบอกว่าออกยังไม่ได้

       ฉันได้อธิบายเพิ่มเติม ย้ำความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติและกฏระเบียบของการศึกษาภาคบังคับ เธอโต้ตอบว่า..ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น จะติดคุกติดตะรางก็ไม่กลัว  แม้แต่ลูกชายคนโตที่ไปรับการเกณฑ์ทหาร เธอยังสามารถให้ลูกชายหนีทหารมาได้ 

       สักครู่เธอเริ่มร้องไห้  พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวงว่าถูกสามีทิ้ง เพราะมีหนี้สินทำให้สามีไม่อยากช่วยรับใช้หนี้ที่เธอก่อ เธอจำเป็นต้องกลับไปทำงานรับจ้างกรรมกรก่อสร้างที่กรุงเทพและพาลูกไปด้วย 

       เมื่อสอบถามว่ายังไม่ได้ทานข้าวกลางวัน  จึงให้นักเรียนหญิงไปหาข้าวมาให้เธอทาน  แต่เธอปฏิเสธและร้องไห้มากขึ้น ฉันหมดหนทางที่จะปลอบโยน..สักครูเธอเริ่มมีรอบยิ้มจาง ๆ มีข้อเสนอว่า "ถ้าฉันรับเลี้ยงดูน้องโอ  เธอจะดีใจมาก จะขอฝากลูกไว้ให้ฉันเลี้ยงและเธอจะกลับไปทำงานอย่างมีความสุข"

      แต่ฉันได้เสนอว่า..ให้น้องโออยู่ที่บ้านเหมือนเดิมหรือมาอยู่ที่บ้านพักครูกับคุณครูผู้ชาย แล้วฉันจะดูแลช่วยเลี้ยงดู  เธอไม่รับข้อเสนอนี้  แล้ว..ร้องไห้คร่ำครวญต่อไป..ฉันให้เด็กไปเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนมาพบและฉันขอตัวไปห้องเรียน 

      วันต่อมาไม่เห็นน้องโอมาโรงเรียน  เพื่อน ๆ บอกว่าเธอไม่ให้ลูกมาโรงเรียน ครูประจำชั้นได้ไปติดตาม  ปรากฏว่าเธอพาน้องโอไปทำงานที่กรุงเทพแล้วก่อนวันสอบปลายภาคเรียน ๓ วัน  ครูประจำชั้นและผู้อำนวยการได้พยายามโทรศัพท์ไปติดต่อร้องให้พาลูกกลับมาสอบ แต่ก็ไม่มา 

      เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒  เธอได้พาน้องโอกลับมาที่โรงเรียน บอกว่าจะกลับมาเรียนเพราะไปทำงานก่อสร้างไม่ไหว โดยมีการต่อรองว่า "ถ้าให้น้องโอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก็จะเรียน ถ้าให้ซ้ำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก็จะไม่เรียน" คุณครูทุกคนรวมทั้งผู้อำนวยการได้พูดและชี้แจงเหตุผลจนแทบจะพลิกตำราทั้งหมด เธอก็ยืนยันข้อต่อรองของเธออย่างเหนียวแน่น 

      ฉันเป็นครูคนสุดท้ายที่จำเป็นต้องมาพูดกับเธอ เพื่อโอกาสของเด็ก  หลังจากที่คุยกันไปสารพัด ด้วยคำพูดและเหตุผลเดิม ๆ ที่ครูทุกคนพูดมาแล้ว เธอไม่ยอมรับรู้และไม่ยอมเข้าใจ และในที่สุดฉันจึงบอกเธอว่า "ทุกอย่างมันเป็นกฏระเบียบของประเทศไทย (แทนคำว่ากระทรวงศึกษาธิการ  เพราะเธอคงไม่รู้จักกระทรวงศึกษาธิการ) แม้แต่ลูกครูคิมเองเรียนอยู่ชั้นใดก็ตาม บังเอิญเป็นอะไรก็แล้วแต่  ไม่มีโอกาสมาสอบ และผ่านวันเวลาที่เขาตัดสินแล้ว ลูกครูคิมก็ต้องเรียนชั้นเดิม"

      เธอพูดกับฉันอย่างแข็งขันว่า "ถ้าครูคิมไม่ช่วยก็จะเอาลูกออก" และถามว่า "ถ้าย้ายโรงเรียนจะไปเรียนชั้นอะไร" ฉันอธิบายความถูกต้องให้เธอฟังจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่านี้  

       ฉันจึงย้อนถามประวัติของเธอบ้างปรากฏว่าเธอก็ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เล่นการพนันและเคยเสพยา  ความหวังของเธอเลี้ยงลูกไว้เพื่อหวังพึ่งพาอาศัย และให้ลูกหาเงินทองมาเลี้ยงดูเธอและคนในครอบครัว..เหตุเกิดจากใคร ที่ไหน อย่างไร..แต่คนที่รับกรรมคือลูก