เมื่อจิตตกเนื่องจากความเศร้าอันมีสาเหตุมาจากการที่จิตถูกกั้นไว้ด้วยศีล และข้อวัตรปฏิบัตินั้นช่างเป็นเวลาที่แสนหดหู่ใจ
กำแพงที่ว่าสูงยังไม่เท่ากับ “ศีล” ที่คอยปิดปั้นในการกระทำทั้งกาย วาจา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ใจ” ในชีวิตนี้
การที่เราไม่สามารถทำอะไรตามที่ใจปรารถนานั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
การเดินทวนกระแสความอยากที่ขัดข้องอยู่ในกมลสันดานนั้น “ทุกข์” อย่างที่สุด
แม้ใจวิ่งไป กายและวาจามิสามารถตอบสนองได้
เมื่อใจวิ่งไปทีใด ความทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้น ณ ทีนั้น
ความทุกข์อย่างแสนสาหัส ประเด ประดัง เข้ามาทับถมดวงจิตนี้ ทำให้จิตใจวุ่นวาย สับสน วกวน วนเวียน หาทางออก
มิต่างอะไรกับคนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพต้องนอนพังพาบอยู่ใน “คุก”
คุกแห่งศีลนี้ นอกจากที่จะกั้นอิสรภาพให้สูญสิ้นไปแล้ว
คุกแห่งศีลนี้ ยังมีหนามแหลมที่สามารถเข้ามาเสียดแทงเราได้ถึงที่นอน
คุกแห่งศีลนี้ ยามแรกเจ็บปวดนัก แต่ยามหลังเมื่อเราก้าวข้ามผ่านมันไปได้แล้วจัก “สบาย”
“แล้วมันจะผ่านพ้นไป...”
เมื่อผู้ใดใช้ศีลเป็นเครื่องจองจำกิเลส
เมื่อผู้ใดใช้ศีลเป็นเครื่องปิดกั้น กาย วาจา และใจ
เมื่อนั้น จักต้องประสบกับความทุกข์กาย ทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส
หากใคร หรือผู้ใด ไม่แน่วแน่ มั่นคงในศีลแล้ว ต่างก็ต้องยอมแพ้ไป ยอมแพ้ไป อนิจจา...
เมื่อยอมแพ้แล้ว ดูเหมือนว่ากาย วาจา ใจ จะสบายขึ้น
แต่ทว่า... ความทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ เป็นทุกข์กว่าการจองจำด้วยศีลอีกหลายเท่านัก
เพราะว่า... การที่เรายอมแพ้ความทุกข์จาก “คุกแห่งศีล” นี้ ทำให้เราต้องเกิดแล้ว เกิดอีก ตายแล้ว ตายอีก
เมื่อเกิด... ความทุกข์ย่อมติดตามมา เหมือมดั่งเห็ดที่โผล่ขึ้นจากดิน แล้วย่อมนำดินติดขึ้นมาด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น
ความทุกข์แห่งดวงจิตนี้ เจ็บปวดยิ่งนัก
หากไม่เข้มแข็งแล้ว จิตใจนี้จักห่อเหี่ยว เจ็บปวด รวดร้าวอย่างถึงที่สุด
ความทุกข์แห่งจิตนี้ เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการเจ็บปวดทางกายใด ๆ
แม้กายจะเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ด้วยโรค ด้วยภัย แต่ยังมิเท่าเทียมทันกับการทุกข์ใจ เมื่อใดที่เราเดินเข้ามาสู่ “คุกแห่งศีล” นี้

ความอดทนอันสูงสุดนั้นจักเป็นพลังด่านแรกที่จะทำให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านความทุกข์นี้ไปได้ในเบื้องต้น
สมาธิ สติ และสัมปชัญญะจะข่มความทุกข์นั้นไว้ได้ในท่ามกลาง
และ “ปัญญา” นั่นเอง จะเป็นการดับเหตุที่เกิดทุกข์นั้นได้อย่างแท้จริง
ศีล สมาธิ และปัญญา จักนำพาดวงจิตนี้ก้าวล่วงผ่านความทุกข์แห่งศีล
“คุกแห่งศีล” จักทลายและสูญหายไปในพริบตาหากเรามีปัญญานำดวงใจ...
ผมเคยบวชเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งขณะนั้นยังไม่รู้จักการดูจิตครับ ผมโดนคุกของศีลตั้งแต่ข้อ 6 ขึ้นไปบีบคั้นอย่างรุนแรง ไม่ได้กิน ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ดู กลัว เหงา จิตมันกระเพื่อม กระวนกระวาย ในระดับที่เห็นได้ชัดเจนมาก เสียดายแต่ว่าไม่ได้ดูอาการของจิตที่เกิด ณ ขณะนั้น เพิ่งมาระลึกได้ในภายหลังครับ