เช้าวันที่ ๕ เม.ย. ๕๒ ผมไปวิ่งที่ชายหาดจอมเทียน เห็นชาวบ้านมาตากอากาศกันทั้งครอบครัว มีครอบครัวหนึ่งเอาครกมาปรุงอาหารด้วย ทำให้นึกถึงชีวิตสมัยเด็กที่ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการตำน้ำพริกแกง
ครกที่ใช้เป็นครกหิน สากหิน แม่ของผมหรือแม่ครัวที่เป็นญาติกันเป็นผู้ใส่เครื่องแกง ซึ่งมีอะไรบ้างผมไม่เคยเอาใจใส่เลย เท่าที่จำได้มีพริกแห้งทั้งพริกใหญ่และพริกขี้หนู ตะไคร้ที่หั่นฝอยตามขวาง กระเทียม หอมแดง กระชาย ไม่ทราบว่ารายชื่อที่กล่าวถูกต้องหรือไม่ ผมมีหน้าที่ตำให้แหลกละเอียด สมัยนั้นเครื่องปั่นของให้ละเอียด (mixer) ยังไม่มี ที่จริงที่บ้านผมยังไม่มีไฟฟ้า ดังนั้น เครื่องไฟฟ้าจะไม่มีประโยชน์เลย และไม่มีเครื่องแกงสำเร็จรูปขาย ดังนั้นบ้านไหนจะแกงก็ต้องตำเครื่องแกง บรรยากาศของบ้านนอกอย่างนี้สมัย ๖๐ ปีก่อนจึงอบอวลด้วยเสียงดนตรี “รำสาก” เดินไปทางไหนในหมู่บ้านจะได้ยินเสียงตำเครื่องแกงประสานเสียงกัน อย่าลืมว่าสมัยนั้นยังไม่มีวิทยุในชนบท ผมรู้จักวิทยุเมื่ออายุประมาณ ๑๒ ปี คือประมาณปี ๒๔๙๗ เมื่อ “พี่พายัพ” ซึ่งเป็น “ชาวใน” (หมายถึงคนจากแถวๆ อัมพวา ที่พูดภาษากลาง ที่บ้านผมเรียกว่า ‘พูดใน’”) เอาวิทยุแร่มาใช้ ต้องมีกล่องไม้ใส่ถ่านไฟฉายขนาด D กว่า ๑๐ ก้อน และต้องขึงสายอากาศเป็นลวดยาวหลายวา ยกเสาไม้ไผ่สูงหลายวาด้วย เสียงวิทยุที่ได้เต็มไปด้วยเสียงหวีด และชัดเป็นช่วงๆ
ว่าจะเล่าเรื่องตำน้ำพริก เผลอเข้าซอยวิทยุเสียแล้ว
สมัยนั้น คนเดินไปทางไหนจะตะโกนทักทายกันไปตลอดทาง เมื่อได้ยินเสียงตำน้ำพริก ก็จะทักทายกันว่า “แกงอะไร” ตามด้วย “ขอกินมั่ง”
การตำน้ำพริกเป็นหน้าที่ของลูกทุกคน แต่ผมเป็นคนโตจึงมีประสบการณ์มากหน่อย มันไม่สนุกเหมือนออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน กว่าน้ำพริกจะแหลกได้ที่ก็เกือบชั่วโมง เราไม่เคยสนุกหรือภูมิใจ บางครั้งก็เบื่อ หรืออึดอัด เพราะอยากออกไปวิ่งเล่น หรือเมื่อโตขึ้นหน่อย ผมบ้าเรียนหนังสือ ก็อยากไปอ่านหนังสือมากกว่า ผมเรียกแม่หรือแม่ครัวมาดูครกน้ำพริกบ่อยมากว่าใช้ได้หรือยัง
ท่านพุทธทาสเล่าไว้ว่าตอนเป็นเด็กท่านก็มีหน้าที่ตำน้ำพริกเหมือนกัน แต่ท่านตำไม่แหลกละเอียดดีเท่าน้องชายของท่าน คือนายธรรมทาส พานิช (เดิมชื่อ ยี่เก้ย) เพราะท่านพุทธทาสเป็นคนใจร้อนและไม่ละเอียด ต่างจากนายธรรมทาส ทำให้ผมระลึกได้ว่าผมไม่เคยได้รับคำชมจากแม่หรือแม่ครังเลย ว่าตำน้ำพริกเก่ง
เนื่องจากการแกงเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นคนบ้านนอกจึง “แบ่งกันกิน” ผมมีหน้าที่เอาแกงที่แม่ตักใส่ชามไปให้บ้านโน้นบ้านนี้ และบ้านอื่นก็เอาแกงของเขามาให้บ้านเราด้วย สภาพนี้ค่อยๆ จางไป จนเวลานี้เกือบไม่เหลือ แต่เมื่อพวกพี่น้องของผมกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ ก็มีคนเอาอาหารมาให้บ้างเป็นครั้งคราว
วิจารณ์ พานิช
๒๓ เม.ย. ๕๒
ตำน้ำพริกแบ่งกันกิน ดีกว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนะคะ..
อาจารย์เล่าแล้วผมคิดถึงตอนเป็นเด็กครับ
นานๆ แม่ใช้ตำน้ำพริก เพราะจะทำน้ำพริกเผา ก็ตำๆๆ
เบื่อ และเมื่อยแขน
แต่ก็ยังชอบน้ำพริกเผามาจนปัจจุบัน
เกถรถดึจิย วเสารเด