เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ

โหด มัน ฮา : ค่ายโยคายุรเวท (๒) 

เขียนโดย ; เจ๊ (หลี่) จู
โยคะสารัตถะ ฉ.:ก.ย.'๕๑

 

เช้าแรกของค่ายเริ่มต้นด้วย การแปรงฟังและขูดลิ้นซึ่งถือเป็นวัตรปฎิบัติอย่างแรกๆ ในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันตามแนวทางอายุรเวท เสียดายว่ากิ่งสะเดาที่ตระเตรียมไว้ใหญ่เกินไป พวกเราเลยไม่ได้ลองลิ้มชิ้มการแปรงฟันด้วยกิ่งสะเดาที่พระอาจารย์แกบอกว่าคนอินเดียยังถือปฏิบัติกันอยู่ ว่าทำให้สดใสซาบซ่าเหมือนยาสีฟันที่ใช้อยู่หรือไม่ แต่ยังดีที่ได้ทดลองขูดลิ้นโดยใช้ก้านมะพร้าวที่ผ่านการลบคมออกด้วยการเหลาบางๆ โดยฝีมือของพวกเราเอง ฉันพบว่าการขูดลิ้นด้วยก้านมะพร้าวให้ความรู้สึกสะอาดอย่างเป็นธรรมชาติ และระคายเคืองน้อยกว่าการใช้แปรงสีฟันที่ฉันมักใช้แปรงลิ้นเป็นประจำในทุกเช้า

จากนั้นตามด้วยการล้างตาด้วยน้ำเปล่าและล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (โดยใช้กาเนติ) ซึ่งพอเช้าวันที่สอง พระอาจารย์เปลี่ยนเป็นล้างตาด้วยน้ำยาตรีผลา และล้างจมูกด้วยน้ำกระเพราแดงอุ่นๆ แทนน้ำเกลือ

ความตื่นตัวยามเช้าของฉันและชาวค่ายถูกปลุกขึ้นจากอาการแสบตา หลังจากที่พวกเราทดลองล้างตาด้วยน้ำยาตรีผลาซึ่งมีสรรพคุณชะล้างและบำรุงสายตา ฉันเองเคยคุ้นก็แต่สัมผัสอ่อนโยนเย็นสบายจากน้ำยาล้างตาที่วางขายในร้านขายยา เพิ่งได้เข้าใจความรู้สึกของคำว่า "หูตาสว่าง"อย่างถ่องแท้ก็คราวนี้เอง...

ยิ่งการล้างจมูกด้วยน้ำกระเพราด้วยแล้ว ตอนที่น้ำกระเพราไหลรินเข้าไปกระทบผิวหนังอ่อนๆ ภายโพรงจมูกขวา อาการงัวเงียจากการนอนไม่ครบ 8 ชั่วโมงของฉันก็ถูกขับออกไปพร้อมกับน้ำใบกระเพราที่ชะผ่านไปยังโพรงจมูกซ้ายแทบจะในทันที

หนึ่งในกิจกรรมโปรดระหว่างเข้าค่ายของฉัน คือการได้ฟังพระอาจารย์พี่เละบรรยายเรื่องธาตุเจ้าเรือน ซึ่งชาวค่ายแต่ละคนต่างได้รับและทำแบบทดสอบที่รียกว่า "พิมพ์เขียวชีวิต" เพื่อที่จะหา"ธาตุแท้"ของตนเองมาแล้วล่วงหน้า... ลูกลิงซึ่งช่วยฉันทำแบบทดสอบนี้ กุมขมับด้วยความมึนงงซะจนแทบจะย้ายสปีชีส์ตัวเองให้กลายเป็นไก่ตาแตกด้วยความสับสนกับคำถามในแบบทดสอบ อีกทั้งเกิดไม่แน่ใจขึ้นมาซะดื้อๆ ว่าควรจะเลือกตอบข้อไหนดี ทั้งๆ ที่คำถามทุกข้อล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของฉันทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงคำกล่าวที่ว่า...บางครั้งคนเราก็ไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจตัวเองไปหมดทุกแง่มุม แต่อาจกลับต้องอาศัยพึ่งพาให้คนรอบข้างช่วยเป็นกระจกสะท้อน ให้เราเห็นถึงรายละเอียดที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยตัวเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

แล้วก็มาถึงเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับฉันและจัดเป็น ไฮไลท์ของค่ายนี้
เรื่องที่ว่าก็คือ .เรื่องของอาหารการกิน" นั่นเอง
อดีตพ่อครัวจากนิวยอร์คอย่างพี่เละรับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบรายการอาหารสไตล์ภารตะแบบง่ายๆ แต่อร่อยและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ รวมทั้งดูแลควบคุมกระบวนการผลิตโดยมีพวกเราชาวค่ายเป็นลูกมือ

คืนแรกที่ไปถึงพวกเราช่วยกันปอกเปลือกและคั้นน้ำขิงแก่ เพื่อเป็นส่วนผสมสำคัญของน้ำสมุนไพรที่พระอาจารย์ตั้งชื่อว่า "น้ำอ้อยมะนิง" ซึ่งดื่มแล้วช่วยให้ขับลมสบายท้อง และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดีก่อนที่เราจะเข้านอน

มื้อเที่ยงของวันที่สอง มีแนวโน้มว่าอาจกลายเป็นเรื่องเล่าสำหรับค่ายต่อไปอีกหลายรุ่น เนื่องด้วยเราชาวค่ายร่วมด้วยช่วยกันตั้งโรงงานผลิตจาปาตีย่อมๆ ขึ้นแบบเฉพาะกิจ เพื่อรองรับแป้งทำจาปาตีจำนวน 5 กิโลที่พี่ชายหนุ่มหล่อชาวค่ายทั่นหนึ่ง อุตส่าห์ดั้นด้นไปซื้อด้วยตัวเองถึงพาหุรัด งานนี้มีเสียงซุบซิบดังๆ ว่าที่พี่แกเหมาแป้งจาปาตีมาเยอะขนาดพอที่จะเลี้ยงคนทั้งสถาบันได้สบายๆ นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการถูกสะกดจิตด้วยนัยน์ตาหวานคมผสมกับคารมที่ฟังดูน่าเชื่อถือของป้าสาวแขกเจ้าของร้าน จนส่งผลให้น้องชาวค่ายต้องก้มหน้าสามัคคีรับชะตากรรมร่วมกันในการนวดแป้ง ปั้นแป้งกันจนกล้ามเนื้อแขนโป่งโดยไร้การต่อรอง ...
จาปาตีร้อนๆ ปรุงตามสูตรดั้งเดิมจากอินเดีย ผ่านการจี่ด้วยเนยใสเพื่อเพิ่มความหอมมัน ถูกทยอยเสิร์ฟให้ชาวค่ายเพื่อกินกับ แกงเขียวหวานปลากรายรสจัดจ้านแบบไทยได้อย่างลงตัว มื้อนั้นเรายังมีสลัดผักรวมผสมโยเกิร์ตซึ่งทำเองกับมือ ซุปถั่วเขียว และตบท้ายด้วยน้ำกระเจี๊ยบตำรับอายุรเวทรสชาติกลมกล่อม ช่วยเพิ่มความสดชื่นในยามบ่ายให้เหล่า Yogaism กันถ้วนหน้า

มื้อเช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ เรายังเติมพลังให้ร่างกายด้วยนมสดต้มอุ่นๆ ปั่นผสมกับอินผาลัมแช่น้ำจนนิ่ม โรยหน้าด้วยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์อบบด กลิ่นหอมอ่อนๆ และความหวานนุ่มนวลจากเนื้ออินทผาลัม เจือด้วยความมันจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ทำให้หลายคนติดใจถึงขนาดขอเติมแก้วที่สองและสาม โดยไม่เกรงใจว่าจะเพิ่มไขมันให้แก่ชั้นผิวหนังตามร่างกายหรือไม่ ฉันเคยได้ยินมาว่าอาหารที่ถูกปรุงขึ้นด้วยความใส่ใจ ความพิถีพิถัน ความปรารถนาดี ความสุข และความรัก จะเป็นอาหารที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่มีคุณค่า สามารถบำรุงหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจของผู้กินได้เป็นอย่างดี ฉันมั่นใจว่า นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งแน่ๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกเอนจอยอีทติ้งกับอาหารฝีมือของพวกเราชาวค่ายซะเหลือเกิน ...

ฉันลองจินตนาการว่าหากประสบการณ์การเข้าค่ายครั้งนี้เปรียบได้กับหนังภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ฉันจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า "โหด มัน ฮา: ค่ายโยคายุรเวท - นำแสดงและกำกับการถ่ายทำโดย พระอาจารย์ธีรเดช เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ สลิง ไม่ใช้สตันท์" (กรุณาทำเสียงเอคโค่ดังๆประกอบ เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่านมากยิ่งขึ้น) ซึ่งน่าจะถูกเหล่านักวิจารณ์จัดให้อยู่ในประเภทหนังสั้นชั้นดี คุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ ที่ไม่สนใจสเปเชี่ยลแอฟเฟคสุดอลังการประเภทระเบิดภูเขา เผากระท่อม หากตั้งใจสร้างความโดดเด่นที่สามารถตรึงผู้ชมให้รู้สึก"อิน" ไปกับเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการหยิบยกเอาเรื่องธรรมดาใกล้ตัวมานำเสนอด้วยวิธีการที่เรียบง่าย จริงใจ พิถีพิถัน และไม่ลืมที่จะทิ้งอาหารสมองแก่ผู้ชมให้นำกลับไปขบคิด สานต่อ โดยการสอดแทรกเนื้อหาที่เป็นสาระประโยชน์ (ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักอันขาดเสียมิได้) แฝงข้อคิดดีๆ ผ่านทางบทสนทนาที่สนุกสนานแทบทุกฉากไว้อย่างสอดคล้องกลมกลืน

ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่า สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือคำตอบต่อโจทย์ที่เจ้าลูกลิงตั้งไว้ให้ฉันหรือไม่

แต่ฉันแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งฉันและลิงน้อยจะมีนมอุ่นๆปั่นใส่อินผาลัมแห้งและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์อบป่นให้มากเป็นพิเศษไว้คอยท่าอยู่เป็นอาหารมื้อแรกของวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน


 


มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com