ประสบการณ์ภาคสนาม

สมัยเริ่มต้นงานส่งเสริมการจัดการความรู้ใหม่ๆ  ครั้งหนึ่งเดินทางไปจังหวัดพิจิตร  เพื่อไปร่วมเวทีปราชญ์ชาวบ้าน  โดยมี  ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช  คุณอ้อม (อุรพิณ) และผมเดินทางไปร่วมงานครั้งนั้น   ซึ่งมีมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร  เป็นแม่งานใหญ่   

ตอนนั้น  สคส. พัฒนาโมเดล "ธารปัญญา"  มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน     เราออกแบบเวทีการจัดการความรู้เมื่อไร  เราก็ต้องหยิบโมเดลนี้มาใช้เสมอ   เราทำมาหลาย workshop  พูดได้ว่ามีประสบการณ์พอสมควร  ตั้งแต่เวทีครูต้นแบบ   เครือข่ายโรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง  เครือข่ายการดูแลผู้ป่วยหวาน   เครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย  และอีกหลายๆ เวทีเล็กๆ      ในเวทีปราชญ์ชาวบ้านครานั้น  ก็เป็นหนึ่งประสบการณ์เช่นกัน  ที่เราหยิบโมเดลนี้เป็น  หลักในการดำเนิน workshop   ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจค่อนข้างมากในสายตาหลายๆคนที่ได้เข้าไปร่วม 

จากนั้นมา  ผมจำไม่ได้ชัดเจนว่า  สคส. เราค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการจัด workshop ไปตอนไหน   แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้  เราจะหยิบโมเดลนี้มาใช้น้อยลง   ครั้งหลังที่พบก็เห็นจะเป็นเวทีของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องประสบการณ์การยกร่าง "ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ"  ได้นำเอาโมเดลนี้ไปใช้อีกครั้ง  หลังจากห่างหายไปนาน  โดยคุณอ้อม (อุรพิณ)   

แต่ล่าสุด หลังจากนั้น  ผมและคุณอ้อ (วรรณา) เองได้นำโมเดลนี้เข้าไปใน KM workshop ให้แก่หน่วยงานหนึ่ง  ใน session หนึ่ง  ตามคำร้องขอของหน่วยงาน  ที่เห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้าร่วม

ผลเป็นอย่างไรครับ?

ปรากฏว่า  ผู้เข้าร่วมจะมีอาการนิ่งผิดสังเกต   ซึ่งมีทีมงานของหน่วยงานผู้จัดที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังห้อง ได้สะท้อนความรู้สึกว่าน่าจะเป็นอาการของผู้ที่ไม่รู้ว่าจะยอมรับ  หรือจะไม่ยอมรับดี  หรือไม่เข้าใจก็อาจจะเป็นได้   เราก็มานั่งคุยในเรื่องนี้กัน    ทีมงานหน่วยงานผู้จัดสะท้อนแง่มุมที่น่าสนใจมากก็คือ   ประเด็นการที่จะให้คนในองค์กรบอกว่า  เข้าเก่ง หรือเด่นด้านใดนั้น  ดูเหมือนว่ายากในความรู้สึก  แถมการยอมรับกันและกัน  ไม่แน่ใจว่าจะเปิดรับกันได้จริงแค่ไหน  ดังนั้น  หากใช้วิธีนี้กรุยทางให้คนมาพูดคุยกัน  ดูเหมือนว่าจะเกิดผลเชิงลบ  มากกว่าบวก

สคส.  ในฐานะคนจัดยา  ออกแบบกระบวนการ  เราจึงปรับเปลี่ยน session นี้ไปเป็นอย่างอื่นแทนในรุ่นถัดมา    เลยเป็นเรื่องที่เราเรียนรู้ว่า  กระบวนการแต่ละอย่างนั้น  เปรียบเสมือนยาที่มีผลข้างเคียงกับผู้ใช้ยาไม่เหมือนกัน   ยาบางตัวถูกกับบางคน  แต่กลับแย่กับบางคน    ดังนั้น  เวลาออกแบบ workshop ในครั้งต่อไปๆ  เราก็พยายามจะต้องวินิจฉัยจริตของคน  ของหน่วยงานที่เข้าร่วมให้มากขึ้นไปอีก  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่แพ้ยาประเภทนั้น   แต่หากเขาไม่มีประวัติแพ้มาก่อน  อันนี้ละครับที่ยากสำหรับคนออกแบบกระบวนการ