เสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง : ชาวไร่ ชาวนา และผู้ขายแรงงาน จะอยู่ข้างไหน

            เมื่อ ต้นเดือนนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากร เป็นผู้ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมเพื่อค้นหาปัญหาและความต้องการของชุมชนระดับตำบล ของตำบลหนึ่งในอำเภอเขาย้อย ก่อนดำเนินการ  ผู้เขียนได้เดินทักทาย ชาวบ้านที่มาร่วมประชุม เป็นการสร้างความคุ้นเคย ไปโต๊ะนั้นนิด โต๊ะนี้หน่อย  มีชาวบ้านอยู่กลุ่มหนึ่งที่ผู้เขียนแวะไปทักทาย ถามผู้เขียนว่าเชียร์เสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง  ผู้เขียนเลยถือโอกาส คุยกับคนที่อยู่ที่โต๊ะนี้นานกว่าโต๊ะอื่น ๆ

           ผู้เขียนถามเขากลับไปว่า พวกเขาสนับสนุน หรือเป็นฝ่ายใดเล่า 

           เขาไม่ตอบทันที  แต่ในที่สุดพวกเขาก็ตอบว่าเขาสนับสนุนเสื้อแดง  โดยให้เหตุผลว่า ทักษิณ เป็นรัฐบาลชาวบ้านยังได้ประโยชน์บ้าง ตัวอย่าง กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค  เงิน SML เป็นต้น  ผู้เขียนถามต่อว่า พวกเสื้อเหลือง ไม่ให้ประโยชน์แบบทักษิณ หรือ  เขาก็ว่า ตอนนี้ก็ให้เหมือนกัน  แต่เมื่อก่อนไม่ได้เห็นหัวชาวบ้านเลย  ตอนนี้ที่ให้ก็เป็นการเอาอย่าง  หวังเอาใจชาวบ้าน เพื่อไม่ให้ต่อต้านมากกว่า

           ถ้าใครเคยอ่าน บล็อกนี้  ก็คงทราบว่า สำหรับผู้เขียนไม่ให้ความสำคัญกับทั้งเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง 

           ผู้เขียนบอกชาวบ้านไปว่า  การเมืองที่เป็นอยู่นี้ ไม่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างเรา ๆสักเท่าไรหรอก เพราะคนที่ไปเล่นการเมือง  เป็นสส. หรือเป็น สว.เป็นรัฐบาล ไม่ไช่คนชั้นเดียวกับพวกเรา 

           เขาแย้งว่า คนชั้นเดียวกับพวกเรา จะเป็นสส. สว. หรือไปเป็นรัฐบาลได้หรือ 

          ทำไม  ผู้เขียนถามเขา 

          ก็พวกเราไม่มีความรู้  จะไปทำหน้าที่ สส.  จะไปทำหน้าที่ รัฐมนตรีได้อย่างไร  ไม่ต้องอะไรมากหรอก  แค่ยืนขึ้นพูดในสภา ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

          ผู้เขียนเสนอเขาไปว่า

          ในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล  ผู้นำที่สามารถ ที่เก่ง ๆ ของพวกเราก็มี เราสนับสนุน คนเหล่านี้ไม่ได้หรือ

          ลูกหลานเราที่มีการศึกษา  ปัจจุบันที่มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นอธิบดี เป็นนายพัน นายพลก็มี  เราสนับสนุนคนเหล่านี้ไม่ได้หรือ

          ไม่ว่า ผู้เขียนพยายามจาระไนอย่างไร  เขาก็ยืนยันว่า เป็นไปได้ยาก 

          แม้ผู้เขียนยกตัวอย่าง โอบามา ว่า เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า คนชั้นที่คิดว่าไม่น่าจะมีโอกาสขึ้นมาบริหารประเทศ  ยังเป็นไปแล้วเลย

          เขาก็ว่านั่น มันอเมริกา  นี่มันเมืองไทย

          พูดอยู่แต่ว่า ยาก ๆ ๆ ๆ เป็นไปไม่ได้ ๆ ๆ ๆ

          ผู้เขียน จึงขอตัวไปทักทายโต๊ะอื่นต่อ

          นับตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้  ผู้เขียนยังคิดอยู่เสมอว่า

          เราจะมีวิธีการอะไร  ที่จะไปเปลี่ยนความเชื่อของชาวบ้านเขา ให้เห็นว่าเขานั้นสามารถเล่นการเมืองทั้งภาคตัวแทน และภาคประชาชน ด้วยตัวเขาเองได้

paaoobtong
28/4/52
             03:44