ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้
ตอนที่แล้วลงได้ไม่หมด ขอต่อนะครับ
ยุทธศาสตร์การสร้างการเปลี่ยนแปลง
1. ยุทธศาสตร์สร้างความร่วมมือในพื้นที่ (Area-Based Collaboration)
การจะปฏิรูประบบการศึกษาอันใหญ่โตเทอะทะที่ไม่ค่อยฟังเสียงจากสังคมและผู้จ้างงานได้นั้น จำเป็นต้องทำให้ระบบมีขนาดเล็กลงพอที่จะจัดการได้ (manageable size) และมีเวทีและโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมกำหนดทิศทาง ร่วมสนับสนุน และร่วมรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ มีประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ 1) เรื่องของขนาดพื้นที่ และ 2) เรื่องของการระดมทรัพยากรในพื้นที่มาร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา
1) เรื่องของขนาดพื้นที่ ดังได้กล่าวแล้วว่าระบบการศึกษามีขนาดใหญ่มาก มีโรงเรียนอยู่ในความดูแลกว่า 30,000 โรง โรงเรียนเหล่านี้มีความหลากหลายแตกต่างกันมาก เวลาจะจัดการอะไรด้วยนโยบายหรือข้อสั่งการแบบเหมาโหล (one size fits all) ก็จะเกิดเสียงบ่นก่นว่ากระหึ่มไปทั่ว ระบบไม่สามารถดูแลโรงเรียนเหล่านี้ได้ทั่วถึงแบบ tailor-made เพราะจำนวนโรงเรียนเยอะเกินไป (เหมือนแม่เต่าทะเลไข่คราวละ 50 ฟอง ไม่สามารถดูแลลูกให้ทั่วถึงได้ ธรรมชาติจึงจัดการให้แม่เต่าไข่เสร็จแล้วก็ลงทะเลไป โดยสัญชาติญาณแม่เต่าจะไม่สนใจดูว่าลูกจะฟักออกมาได้ทั้งหมดหรือเปล่า ใครมาขโมยไข่หรือมีสัตว์มาเอาไข่ไปกินหรือไม่ จะรอดตายสักกี่ตัว แต่สัตว์โลกอีกหลายชนิดที่มีลูกจำนวนน้อย ก็มักมีสัญชาติญาณรักและหวงลูก คอยดูแลปกป้องอันครายให้ลูก)
การลดขนาดของระบบจัดการลงมานั้น จริงๆ แล้วมีหน่วยจัดการได้หลายขนาด เดิมก่อนการปฏิรูปการศึกษา ปี 2540 เราก็มีระบบศึกษาธิการจังหวัด ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยจัดการเป็น “จังหวัด” พอหลังการปฏิรูป เกิดระบบเขตพื้นที่การศึกษา อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน หน่วยจัดการเป็น “เขตพื้นที่” ซึ่งดูเหมือนจะมีขนาดใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่แตกต่างกันเหมือนจังหวัด ซึ่งมีจำนวนโรงเรียนที่ต้องดูแลแตกต่างกันมาก อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนหน่วยจัดการนี้ก็ทำให้คนทำงานที่ถูกโยกย้ายมาอยู่ที่สำนักงานเขตพื้นที่รู้สึกไม่มั่นคง และมีเสียงสะท้อนว่าสำนักงานเขตพื้นที่ดูแลโรงเรียนไม่ทั่ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนเอกชน ยิ่งโรงเรียนเทศบาลยิ่งไม่ต้องหวังการสนับสนุนแม้แต่ในด้านวิชาการ เพราะถือว่าคนละสังกัด การที่เขตพื้นที่การศึกษายังไม่สามารถสร้างคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กในพื้นที่ได้ แม้จะมีการปรับโครงสร้างนี้มาถึง 10 ปีแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า หรือเรามาผิดทาง หรือเรามองข้ามอะไรที่สำคัญและควรทำก่อนแต่ไม่ได้ทำไป
จริงๆ แล้ว การกำหนดขนาดของหน่วยจัดการ ควรมีการทดลองนำร่องดูก่อนว่าขนาดของจำนวนโรงเรียนที่จะทำให้ผู้บริหารสามารถดูแลคุณภาพได้ทั่วถึงควรเป็นสักเท่าไร จึงจะทำให้การดูแลมีประสิทธิภาพและคุณภาพได้ ภาคส่วนต่างๆในพื้นที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้อย่างเป็นจริง
2) เรื่องของการระดมทรัพยากรในพื้นที่มาร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาเมื่อเปลี่ยนจากการเอาระบบการศึกษาเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเอาเด็กในพื้นที่เป็นตัวตั้ง เราจะสามารถเห็นภาคส่วนต่างๆที่สามารถเข้ามาร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาเพื่อลูกหลานของตนในท้องถิ่นได้
โลกและสังคมในยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้นมีความคาดหวังต่อการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กหลักๆ 3 ด้าน คือ ด้านอุปนิสัยใจคอ (character building) ด้านทักษะความสามารถ (critical skills)และด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) วิชาต่างๆที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนก็ได้พยายามปลูกฝังคุณลักษณะเหล่านี้ แต่จุดสำคัญที่ทำให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ เหล่านี้ได้ดี อยู่ที่ “แรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ และ “โอกาสได้ทดลองทำจริง” ที่จะช่วยฝึกความริเริ่มและการแก้ปัญหา
หากเราเอาการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กเป็นเป้าหมาย และลองมองดูภาคี หน่วยงาน กลุ่ม ชมรม สมาคม เครือข่ายต่างๆในพื้นที่ จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่เป็นห่วงเป็นใยลูกหลานของตน และบางกลุ่มก็ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโรงเรียนอยู่บ้างแล้ว แต่ทำกันแบบกระจัดกระจายตามกำลัง ไม่เป็นระบบ จึงขาดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของเด็กทั้งพื้นที่ จากการศึกษาเบื้องต้นในเรื่องของสรรพกำลังที่มีการระดมลงมาสู่โรงเรียนใน 12 จังหวัด พบว่ารูปแบบของการสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาจากหน่วยงานต่างๆมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การสนับสนุนการจัดทัศนศึกษา การจัดค่ายวิชาต่างๆ การประกวดโครงงาน กิจกรรมการแสดงออก การดูงานภาคปฏิบัติ ไปจนถึงการสนับสนุนการอบรมครู และการสอนเด็กนักเรียนในบางทักษะด้วยฯลฯ ภาคส่วนที่เข้ามาร่วมสนับสนุนก็มีตั้งแต่โรงพยาบาล สถานีตำรวจ การไฟฟ้า บริษัท มูลนิธิ มหาวิทยาลัย วัด กลุ่มศิลปินพื้นบ้าน องค์กรปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานในส่วนกลางที่เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาทักษะความสามารถและคุณลักษณะบางด้าน เช่น สสวท. ศูนย์คุณธรรม สสส. สกว. ฯลฯ ที่มีโครงการไปลงที่โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่อีกด้วย
ข้อมูลนี้บอกอะไร
มันบอกว่ามีภาคีอยู่นอกสายตาของระบบการศึกษาอีกมากที่พร้อมจะเข้ามาช่วยดูแลลูกหลานของเขา และจริงๆ แล้ว เขาได้เริ่มทำไปแล้วด้วย
สิ่งที่ขาดไปคือ เขารอโอกาสและพื้นที่ที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาให้ลูกหลานของเขา
หากเราสามารถเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ เหล่านี้เข้ามาทำงานร่วมกัน มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน มีระบบจัดการที่ดีในการประสานพลัง เราจะสามารถช่วยกันยกคุณภาพการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กในพื้นที่ได้
ระบบจัดการและกลไกจัดการเป็นกุญแจสำคัญ ในการจัดการเพื่อสร้างการเปลึ่ยนแปลงนั้น เรามักจะพบว่าเราต้องจัดการ 3 อย่าง คือ ความรู้ เครือข่าย และเงิน การจะยกคุณภาพการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กในพื้นที่ก็เช่นกัน ลำพังเพียงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาย่อมไม่มีแรงของความรู้ คน และเงิน พอที่จะยกปัญหาที่หนักและยากเช่นนี้ได้ เราต้องการกำลังเสริมจากภาคีในพื้นที่ ซึ่งมีจุดแข็งแตกต่างกัน บ้างก็มีความรู้ เช่น มหาวิทยาลัย กลุ่มครูภูมิปัญญา ศิลปินพื้นบ้าน บ้างก็มีกำลังของคนและเครือข่าย เช่นมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาฝีกสอน กลุ่มข้าราชการเกษียณ/ผู้รู้ เครือข่ายพระสงฆ์ สื่อท้องถิ่น บ้างก็มีเงิน เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่น บริษัทใหญ่ๆที่อยากทำอะไรเพื่อบ้านเกิด การใช้ยุทธศาสตร์พื้นที่นี้เป็นการใช้จุดแข็งของความผูกพันของคนต่อท้องถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเพื่อนำไปสู่การรวมพลังที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาสำหรับลูกหลาน
การเชื่อมโยงประสานพลังภายใต้ยุทธศาสตร์พื้นที่นี้ จำต้องอาศัย
· การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องมือเชื่อมประสาน
· การเปิดพื้นที่/เวทีในการกำหนดเป้าหมาย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การติดตามความก้าวหน้าร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่
· ทักษะการจัดการที่สามารถประสานพลังของความรู้ เครือข่าย และเงิน และแปรทั้ง 3 อย่างนี้ให้กลายเป็นกิจกรรมที่จะไปหนุนเสริมการยกคุณภาพการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กในท้องถิ่นโดยสามารถวัดผลการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมได้
กลไกที่น่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะจัดการประสานพลังเหล่านี้เข้าด้วยกันน่าจะได้แก่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เพราะเป็นเจ้าของปัจจัยที่สำคัญสำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วถึง 2 ตัว คือ ความรู้และคน มีศักยภาพที่จะสานเครือข่ายเพื่อพัฒนาการศึกษาร่วมกันได้ การใช้มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักของระบบการจัดการยังจะส่งผลดีต่อมหาวิทยาลัยเองในการปฏิรูประบบการจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ของท้องถิ่นด้วย
2. ยุทธศาสตร์ขยายพลังครูดีครูเก่ง
หากเปรียบระบบการศึกษาเป็นขบวนรถไฟขนาดใหญ่ ก็เป็นขบวนรถที่หัวรถจักรไม่มีกำลังจะลากตู้พ่วงจำนวนมหาศาลได้ แนวทางการแก้ปัญหานอกจากจะต้องตัดตู้ขบวนออกให้มีจำนวนพอที่กำลังหัวรถจักรจะลากได้แล้ว ยังต้องสำรวจดูว่าเครื่องจักรตัวไหนที่เครื่องยังไม่ดับแล้วหาทางเติมเชื้อให้เครื่องจักรตัวนั้นมีกำลังมากขึ้นด้วย
ในระบบการศึกษา “ครู” คือ เครื่องจักรที่ยังไม่ดับ
ข้อสรุปนี้มาจากบทพิสูจน์ในโครงการวิจัยหนึ่งที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ร่วมกันสนับสนุนเรื่องการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งได้ทดลองนำร่องในเขตพื้นที่การศึกษารวม 17 เขต สิ่งที่ค้นพบคือ ครูยังมีไฟอยู่แม้จะค่อนข้างริบหรี่ด้วยภาระหน้าที่และความคาดหวังจากสังคมโถมทับ แต่เมื่อมีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ ที่ครูภูมิใจในการอบรมสั่งสอนศิษย์ เราพบว่าไม่ว่าจะครูเล็กครูน้อยหรือครูใหญ่ ก็ล้วนมี “ปัญญาปฏิบัติ” การเปิดพื้นที่ให้เขาได้เล่าเรื่องกลายเป็นเครื่องมือไปเติมเชื้อให้ไฟที่ใกล้มอดกลับลุกโพลงขึ้น และยังติดเชื้อลามไปสู่ครูทั้งโรงเรียนได้ง่ายด้วย
“ปัญญาปฏิบัติ” เป็นความรู้ที่อยู่ในตัวคนที่เกิดจากการเรียนรู้ลองผิดลองถูกจนสรุปเป็นบทเรียนได้ ครูที่สอนเด็กมาเป็นสิบๆปี ย่อมสะสมประสบการณ์บทเรียนวิธีการสอนหรือวิธีจัดการกับพฤติกรรมของเด็กไว้ไม่น้อย บางคนก็มีเทคนิคการสอนให้เด็กอยากอ่านหนังสือ บางคนก็รู้วิธีจัดการกับเด็กที่ชอบแกล้งเพื่อนหรือหนีเรียน บางคนก็มีเคล็ดลับการสอนเลขเศษส่วนให้เป็นของง่ายสำหรับเด็ก เทคนิคเคล็ดลับเหล่านี้จริงๆแล้วล้วนเป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ของเด็กที่ครูมี “ภูมิรู้” อยู่แล้ว ดังนั้นเพียงแค่เปิดพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างครูผู้มากประสบการณ์ให้ได้มาแลกเปลี่ยนกัน ความรู้ก็จะไหลเวียนและสร้างการเรียนรู้ (learning) ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในระบบการศึกษา เกิดจากการละเลยสิ่งที่มีในตัวครูเหล่านี้ การพัฒนาครูมักทำในรูปของการฝึกอบรม (training) ระบบได้เรียกร้องให้ครูใช้เวลามาเข้ารับการอบรมจำนวนมากและบ่อยครั้ง โดยผูกโยงกับการประเมินความรู้ความสามารถของครู ความผิดพลาดอยู่ตรงที่การตั้งสมมุติฐานว่าครูไม่มีความรู้ จึงต้องมารับการอบรม และเมื่ออบรมแล้วเท่านี้จึงจะสร้างนวัตกรรมหรือไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนได้ ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่ผิด
สิ่งที่น่าแปลกใจในวงการศึกษาคือ เราทำเรื่อง “การศึกษา” ได้อย่างไร โดยไม่เข้าใจเรื่อง “การเรียนรู้”
ปกติแล้วคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเขารู้สึกสนุกมีความสุขกับการเรียนเรื่องนั้นๆ ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องทำงานกับเรื่องอารมณ์ของคนเพื่อเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างความหมายหรือความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่กำลังจะเรียนกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกและมีภาคปฏิบัติการของจริงที่ทำให้ผู้เรียนได้เป็น active learner
การอบรม(training) เป็นกระบวนการที่เน้นการให้ความรู้ ซึ่งมีทั้งการถ่ายทอดความรู้และการฝึกทักษะที่คิดว่าผู้รับการอบรมไม่มีอยู่ แต่การเรียนรู้ (learning) เป็นกระบวนการที่เน้นที่การซึมซับความรู้ของผู้เรียน จึงจำเป็นที่ผู้จัดการเรียนรู้จะต้องรู้ว่าผู้เรียนรู้อะไรแล้วบ้าง มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร เพื่อโยงเข้าสู่บทเรียน ผู้เรียนมีอารมณ์จะเรียนหรือเปล่า การเรียนรู้จะเกิดได้ดีในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สนุก
จากบทเรียนในโครงการวิจัยเรื่องการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการศึกษา เราได้เห็นครูที่ในตอนต้นมีท่าทีเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้เรื่อง KMแต่เมื่อได้เริ่มเปิดเวทีเล่าเรื่องความภูมิใจหรือความสำเร็จในการทำงาน ครูบางคนก็เล่าเก่ง บางคนก็เล่าไม่ถูก ต้องอาศัย “คุณอำนวย” ช่วยตะล่อม พอครูไม่เกร็งกับ KM แล้ว จะสนุกกันมากชนิดลืมเวลากันไปเลย เรื่องที่เล่าก็น่าสนใจสำหรับครูเพราะมาจากประสบการณ์ของคนที่เป็นครูเหมือนกัน สามารถเก็บเอาไปทดลองทำบ้างแล้วนำผลมาเล่าสู่กันฟังในเวทีครั้งต่อไป
เวที KM เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้มีพลังมาก แต่จำเป็นต้องมีวิทยากรกระบวนการ (facilitator) หรือคุณอำนวยที่มีประสบการณ์ช่วยในช่วงแรกๆ
การจัดเวที KM นี้เป็นเครื่องมือสำคัญลำดับแรกในการเติมพลังให้กับครู ปัจจุบัน สกศ. และ สพฐ. ได้นำเรื่อง KM นี้เข้าไปพยายามขยายอยู่แล้ว แต่ขาดตัวช่วย หากมีการสนับสนุนในด้านคุณภาพของการจัดเวทีเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำการฝึกบุคลากรเข้าไปสนับสนุน โดยร่วมกับสถาบันจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) จะเป็นการช่วยเติมเชื้อให้ไฟในการทำงานของครูได้ลุกโชติช่วงขึ้นมาได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ต้องทำในลำดับที่สอง คือการบำรุงและสนับสนุนให้ครูที่มีปัญญาปฏิบัติได้มีความคล่องตัวในการขยายวงเรียนรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นหรือลึกซึ้งขึ้น ที่ผ่านมาครูที่ดีมักได้รับเพียงการยกย่องหรือรางวัล รวมทั้งบรรจุชื่อไว้ในทำเนียบครูดีเด่น ครูต้นแบบ หรือครูภูมิปัญญา แต่ไม่ได้มีการส่งเสริมอย่างจริงจังให้ปัญญาและทักษะของครูเหล่านั้นได้ออกมาเป็นพลังปฏิรูปวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เด็ก
ลำดับที่สาม คือ การวางระบบการประเมินครูและผลงานใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรมของครู และการขยายวงเรียนรู้ได้ ระบบการประเมินผลงานครูในปัจจุบันเป็นระบบที่ต้องอาศัยการเขียนผลงานมาเป็นหลักฐานแสดงว่ามีผลงาน ทำให้ครูต้องเสียเวลามานั่งทำผลงานเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง แทนที่จะไปดูผลงานของครูที่วัดจากตัวเด็ก เพื่อให้ความก้าวหน้าของครูผูกติดกับความก้าวหน้าของเด็ก นอกจากนี้ ระบบนี้ยังเป็นการให้ครูทำ self report แทนที่จะเป็น peer review และเน้นการประเมินผลมากกว่าการติดตามเพื่อสนับสนุน ทำให้ระบบการประเมินผลงานครูในปัจจุบันเป็นภาระหนักแต่ไม่ค่อยได้อะไร โดยเฉพาะสำหรับเด็ก
ทั้งสามประการนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อและหนุนการเรียนรู้ของครู
3. ยุทธศาสตร์สื่อเพื่อการเรียนรู้
จากผลการสำรวจการใช้เวลาของเด็ก พบว่าเด็กไทยใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมงกับโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งคิดเป็นถึงร้อยละ 30 ของเวลาในชีวิตในแต่ละวันไม่รวมเวลานอน สื่อจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อเด็กมาก จริงๆ แล้วเด็กใช้เวลาในโรงเรียนต่อปียังน้อยกว่าใช้เวลากับสื่อด้วยซ้ำ ดังนั้น หากเราเอาเด็กเป็นเป้าหมายของการพัฒนา จึงจำเป็นต้องให้ความสำตัญกับสื่อ
เรียน ศ.นพ.วิจารณ์ ครับ
เคารพอย่างสูง
ธนิตย์ สุวรรณเจริญ
สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในระบบการศึกษา เกิดจากการละเลยสิ่งที่มีในตัวครูเหล่านี้ การพัฒนาครูมักทำในรูปของการฝึกอบรม (training) ระบบได้เรียกร้องให้ครูใช้เวลามาเข้ารับการอบรมจำนวนมากและบ่อยครั้ง โดยผูกโยงกับการประเมินความรู้ความสามารถของครู ความผิดพลาดอยู่ตรงที่การตั้งสมมุติฐานว่าครูไม่มีความรู้ จึงต้องมารับการอบรม และเมื่ออบรมแล้วเท่านี้จึงจะสร้างนวัตกรรมหรือไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนได้ ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่ผิด
ครูเป็นผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้คิดเอง ในสิ่งที่ทำเพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่นักวิชาการ(ข้างบน)วางมาให้เสร็จ และมากเหลือเกิน แล้วต้องทำด้วย ซึ่งบางเรื่องมันซ้ำซ้อนแบบน่าเบื่อ
เรียนท่านอ.หมอ
เห็นด้วยกับความคิดที่ 2 ค่ะ