หลังรัฐรื้อกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2553 ส่งผลกระทบไปทั่ว นายกฯ ยอมรับต้องทบทวนโครงการลงทุนของกระทรวงต่าง ๆ ใหม่ รวมทั้งโครงการในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ด้วย "กอร์ปศักดิ์" เผยออกแนวรัดเข็มขัด หั่นงบเดินทางต่างประเทศ ฝึกอบรม แม้แต่โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงยังโดนตัดงบ รมว.คลัง ยืนยัน โครงการเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังอยู่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการปรับลดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ลงอีก 2 แสนล้านบาท จากเดิมที่มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท เหลือ 1.7 ล้านล้านบาท และยังคงจัดทำงบประมาณขาดดุล โดยจะขาดดุลประมาณ 3.5 แสนล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรวมถึงปัญหาด้านการเมือง ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าที่คาดไว้ จึงทำให้ต้องมีการปรับปรุงวงเงินงบประมาณใหม่ "รัฐบาลจำเป็นต้องไล่ทำรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 อีกครั้ง รวมทั้งกระทรวงต่างที่เสนอของบมาต้องกลับไปทบทวนโครงการอีกครั้ง เพราะเรามีข้อจำเรื่องของเงิน เพราะถ้ากระตุ้นมากก็ต้องใช้เงินมาก ซึ่งรัฐบาลก็ต้องดูหนี้สาธารณะด้วย ซึ่งเคยคาดไว้ว่าการกู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะทำให้หนี้ต่อจีดีพีเพิ่มเป็น 60%" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในปีงบ 53 นอกจากปรับลดงบรายจ่ายจ่ายจ่ายเหลือ 1.7 ล้านล้านบาทแล้วยังปรับประมาณการรายได้เหลือ 1.35 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.51 ล้านล้านบาท ทั้งนี้งบลงทุนปรับเหลือ 3.07 แสนล้านบาท จากเดิม 3.8 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลลดรายจ่ายในโครงการ โครงการฝึกอบรมค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศ ที่สำคัญคือตัดงบประมาณโครงการของรัฐบาล เช่น โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการตัดงบประมาณชดเชยเงินคงคลัง ซึ่ง 2 ส่วนนี้ก็ลดรายจ่ายรัฐบาลได้แล้วกว่าแสนล้านบาท
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า แม้จะมีการตัดงบประมาณปี 2553 แต่รัฐบาลยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการลงทุนวงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท โครงการเรียนฟรี และโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยกระทรวงการคลัง
จะสามารถหาแหล่งทุนได้ตามแผนที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ซึ่งจะมีความชัดเจนเรื่องแหล่งเงินและจะมาเสนอ ครม.ได้ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 อย่างไรก็ตาม การใช้เงินนอกงบประมาณ มากระตุ้นเศรษฐกิจ มีการกู้เงินจำนวนมาก รัฐบาลจะพยายามควบคุมให้อยู่กรอบวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการเข้ามาแก้ไขแทนภาคเอกชนที่ไม่มีกำลังซื้อ จึงจะมีการปรับกรอบหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มเป็น 60% จาก 50% ก็ไม่ได้เป็นปัญหา
แนวหน้า 22 เม.ย. 2552