ซอสพริกอร่อย เกาะลอยงามล้ำ อุตสาหกรรมรุ่งเรือง เมืองเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อนุรักษ์เต่าทะเล ประเพณีกองข้าว..... (คำขวัญประจำอำเภอศรีราชา) วันนี้จะได้มีโอกาส พาชาวGotoknow ท่องเที่ยวงานประเพณี ของอำเภอศรีราชากันค่ะ ตามคำขวัญข้อสุดท้าย"ประเพณีกองข้าว" ได้ยินครั้งแรก หลายคนคงเข้าใจผิด คำว่ากองข้าวของชาวศรีราชานั้น ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าว หรือทำขวัญข้าว แต่อย่างใด เพราะศรีราชา เป็นเมืองชายทะเล จึงไม่ได้มีอาชีพทำนา ประเพณีกองข้าว จะเริ่มกันในเทศกาลสงกรานต์ค่ะ แต่เดิมนั้นทำกันมาหลายอำเภอ แต่ก็ค่อยๆเลือนหายไป จนเหลือที่ทำสืบต่อกันมา เพียงอำเภอศรีราชาแห่งเดียว ก่อนจะถึงการกองข้าว เรามาชมการแห่สงกรานต์กันก่อนนะคะ เดือนเมษายน ที่ศรีราชา จะมีอากาศร้อนอบอ้าวมาก แต่ทุกๆหมู่บ้าน ก็เดินทางมาร่วมงาน เดินแห่สงกรานต์รอบเมือง เป็นประจำอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง วันนี้ผู้เขียน และเพื่อนชาวสาธารณสุข ใส่ชุดสีม่วงไปร่วมเดินในขบวนกับเขาด้วย พอได้เวลา ประมาณบ่าย๒ โมงครึ่ง เราก็นำป้าย เกี่ยวกับการรณรงค์ ให้ประชาชนดูแลสุขภาพให้ดี ออกมาถือ และเดินร่วมขบวน อันดับที่ ๑๒ ร้อนก็ร้อน สนุกก็สนุก หัวขบวนถึงท้ายขบวน ยาวเป็นกิโลเมตร ระหว่างทาง ชาวบ้าน ร้านค้า และโรงพยาบาลต่างๆ จะตั้งจุดบริการน้ำไว้ให้ดื่ม เป็นการให้กำลังใจผู้ร่วมขบวนแห่ทุกคน ส่งถึงที่เลยค่ะ ทั้งรถแห่ และขบวนเครื่องเสียง ดนตรี ดูยิ่งใหญ่อลังการ เราใช้เวลาเดินกันระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร กับเวลา ๓ ชั่วโมง ที่สุดเราก็เข้าสู่ศูนย์กลาง เกาะลอย สถานที่อันร่มรื่น เพื่อทำพิธีกองข้าวกันต่อ ไป แต่ละหมู่บ้าน จะนำอาหารหวานคาว จัดลงสำรับ กระทงใบตอง ฝีมือปราณีต สวยงาม ทั้งนำมาบวงสรวง เทพยดา ฟ้าดิน และดวงวิญญาณ ที่สถิตย์อยู่ในหมู่บ้านของเรา เหมือนการทำบุญอุทิศกุศล และขอพรให้ดูแลรักษา ชาวบ้านทุกคนให้อยู่ดีมีสุข ต่อจากนั้น ชาวบ้าน ก็จะนำอาหารที่จัดเตรียมมา นำมานั่งรับประทานร่วมกัน ด้วยความสนุกสนานสามัคคี เอร็ดอร่อย ดูมีความสุขจังเลยค่ะ จะเห็นว่ามีการล้อมวงตั้งสำรับอาหาร กินกันเป็นกลุ่มๆ ตามอัธยาศัย ส่วนสาธารณสุขของเรา ก็นำอาหารมาเช่นกัน มีทั้งส้มตำ น้ำตก หมูย่าง ข้าวผัด ลูกชิ้น เป็นต้น การได้มานั่ง กินอาหารร่วมกัน ท่ามกลางสายลมจากทะเล เป็นความรู้สึกสุขใจ อย่างบอกไม่ถูก ไม่น่าเชื่อว่า สิ่งที่ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆเหล่านี้ จะสร้างคุณค่าทางใจได้ พวกเราต้องช่วยกันกินอาหารให้หมด เพราะจะไม่นำอาหารที่เหลือกลับบ้าน เป็นอันขาด นี่แหละค่ะ ประเพณีกองข้าว ของชาวศรีราชา คือการนำข้าวปลาอาหาร มาตั้งกองกินร่วมกัน เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่คิดประเพณีนี้ขึ้น เพราะเป็นการสร้างความสามัคคีในหมูคณะ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความรู้สึกทางใจ ที่ผู้ใดที่ได้มาร่วมในพิธี จึงจะเรียนรู้ด้วยตนเองค่ะ (ปล. คืนนี้มีมหรสพตลอดคืน )
แวะมาเยี่ยมชมอีกแล๊วครับท่าน
เอ! ในรูปเจ้าของบล็อกคนไหนหนอ? คนใส่หมวกสีขาว หรือคนถือป้ายหนอ (น้องคนถือป้ายก็หน้าตาดีนะครับ อยากรู้จักแต่คงไม่กล้า อิๆ)
เดินตั้ง 3 กิโลเมตร คงร้อนและเหนื่อยนะครับ (แ่ต่ก็ยังดีที่มีจุดบริการน้ำดื่ม)
เพื่อนๆ ดูเยอะดีจัง ไม่เหมือนผมเวลาไปเที่ยว บางทีไปคนเดียว รู้สึกเหงาๆ อิๆ
มีมหรสพด้วยหรือ... ชมมหรสพเผื่อผมบ้างนะครับ
สวัสดีค่ะคุณAndrew
เดาซะดีใจ
ว่าเป็นคนสวยถือป้าย
นั่นน้องที่สถานีอนามัยดิฉันค่ะ
ส่วนเจ้าของบล้อกก็ เดาๆต่อไปก็แล้วกัน
เดินจนอุณหภูมิเท้ายังไม่ลดเลยค่ะ
หมดปัญญาไปดูงานกลางคืนแล้ว
แต่เขาถ่ายทอดทาง เคเบิ้ลค่ะ
..สงสัยเพราะอยู่มานานในโลกนี้
เลยมีเพื่อนเยอะค่ะ
แสดงว่าคุณAndrew
ยังอยู่ในโลกนี้ไม่นานเท่าไหร่
เลยเพื่อนน้อยไปหน่อย
เที่ยวคนเดียวก็สบายดีนะคะ
ไม่มีคนขัดคอ
ขอบคุณที่แวะมาเที่ยวศรีราชายามดึก
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
แวะมาทักพี่ก่อนนอนค่ะ
ฮีตใดมีอยู่แล้ว เนานาน
มันย่อมคุณผะหมาน บ่หน้อย
หากแต่ปัจจุบัน ใผผ่อ หันนา
เหตุหนึ่งผลเป๋นร้อย จุ่งคล้อยแยงเอา.
สวัสดีค่ะคุณแพรไหม
เห็นภาพที่ส่งมาด้วยแล้ว
นึกดีใจว่าคงชอบทะเล
ก็อาจหมายถึงชอบทะเลศรีราชาด้วย
ขอบคุณค่ะที่แวะมาทักกันยามดึก
นอนดึกเหมือนกันนะคะ
ไปเยี่ยมบล็อกและซึ้งๆกับทกลอนแล้วด้วย
สวัสดีค่ะอ.ทนัน ภิวงศ์งาม
คนแต่ก่อนมีสติและจิตใจที่ละเอียดอ่อน
มองสิ่งใดทะลุปรุโปร่ง
แลัวเห็นคุณประโยชน์ คุณค่าทางใจ
ที่ใครได้ทำคนนั้นจะรับรู้เอง
เหมือนการเขียนบล็อกในGotoknow
เรารู้สึกคุ้นดคย เป็นเพื่อน เป็นญาติ
ทั้งที่แค่เข้ามาเขียนตอบกันแค่ไม่กี่ประโยค
ขอให้อาจารย์ มีสุขภาพที่ดี
และแต่งโคลงด้วยคำเพราะๆอีกมากๆนะคะ
หนูแต่งโคลงไม่ค่อยเก่งเลยค่ะ
สักวันจะพยายามค่ะ
ได้ยินชื่อมานานแล้วแต่พึ่งเคยไปครั้งแรกเพราะเมื่อวานพี่ๆชวนไปค่ะ ครั้งแรกที่ไปถึงเห็นคนเยอะมาก ๆ นั่งเป็นวง ๆ ดูแล้วแลมีความสุข บางครอบครัวมากันเป็นครอบครัวใหญ่ มาร่วมวงกันทานข้าว ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ยากมาก ๆ ที่คนในครอบครัวใหญ่ๆขนาดเกือบ 20 คนจะมานั่งทานข้าวพร้อมๆ กันได้ และนี่มีอีกหลายๆ ครอบครัว บางครอบครัวก็เป็นครอบครัวเล็ก ๆ ซึ่งดูแล้วมีความสุขกะเขาด้วยค่ะ ส่วนวงของเราก็มีประมาณ 7-8 คน พี่ๆ และหลานๆ ค่ะ เราไม่ได้เอาอาหารไปเพราะ เราไม่ได้ตั้งตัวค่ะเราก็เลยไปซื้ออาหารมานั่งทานกันค่ะ แต่พอซื้ออาหารแต่ละอย่าง ราคาค่อนข้างสูงมากค่ะ ราคาสูงยังไม่พอ อาหารที่ขายยังมีคุณภาพต่ำมากเลยค่ะ อันนี้ไม่ใช่แต่เราพูดนะคะ
หลาน ๆ ที่ไปด้วย ยังพูดเลยค่ะ ก๋วยเตียวลุยสวน แลดูน่ากิน พอซื้อได้3หลอด 30 บ.
แต่พอเอาไปทานดูว่าในหลอดมีอะไรมั่ง มีแต่โหระพา แตงกวา ผักกาดหอม และกุ้งแห้ง2-3 ตัว พวกเรานี้ก็ได้แต่อึ่ง ยำๆ นี่ก็ 30 ค่ะ แต่สงสัยจะยำตั้งแต่เย็นค่ะ เราไปประมาณ 1 ทุ่มแล้ว กลิ่นออกปูด ๆ แล้ว ก็เลยต้องทิ้งค่ะ ข้าวมันอะไรน๊า ก็30 ค่ะ แต่เหมือนกับว่าต้องปนข้าวเหนียวแล้วข้าวเหนียวเหมือนยังนิ่งไม่ค่อยสุกค่ะ จะออกกรุปค่ะก็เลยทานกันไม่หมด และก็ซื้ออะไรอีกเยอค่ะ แต่บางอย่างก็ทานได้นะคะ เช่น ไข่กระทะนี่ 30 ใช้ได้ค่ะ ยำไข่ปู 60 บาท ก็โอเคค่ะ ของสดค่ะ คือจริงๆแล้วไม่ได้เอามาแฉนะคะ แต่ว่าอยากให้ทางผู้จัดงานควรย้ำให้กับพ่อค้าแม่ขาย ถึงเรื่องคุณภาพอาหารด้วยค่ะ ถ้าอาหารแพง แล้วมีคุณภาพ เราว่าไม่น่าเสียดายเงินนะ เพราะถือว่าอาหารดี อร่อย แต่นี่รวมๆ กันซื้อ เราจ่ายไป 180 พี่สาว200 พี่เขย 140 หลาน 80 กลายเป็นพอเราคำณวนแล้วเอามานั่งคิดก็สรุปว่า ถ้าเงินจำนวนนี้เราเอาไปทานที่ร้าน อาจจะได้อาหารที่ดีกว่าด้วยค่ะ งานนี้เราถือว่าเป็นงานที่ดีนะคะ ควรให้คงอยู่ไปอีกนานๆ ค่ะ แต่อยากให้ทางผู้จัดงานได้มีการพูดคุยกำชับกับแม่ค้าในเรื่องของคุณภาพอาหารคงจะดีกว่านี้มากๆ ค่ะ ก็คุยกันไว้นะคะ ว่าปีหน้าจะไปอีก แต่คราวนี้ขอให้พวกเราช่วยกันทำอาหารไปทานกันเองดีกว่าค่ะ จะดีที่สุดค่ะ และใครที่จะไปนะคะ ถ้ามีเวลาว่างก็ควรทำอาหารไปด้วยจะดีกว่าค่ะ อาจจะได้ความรู้สึกและบรรยากาศไปอีกแบบค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเล็กเล็ก
ขออภัยนะคะที่ไปแล้วรู้สึกมีเรื่องไม่สบายใจ
อาหารซื้อก็มักจะควบคุมยาก
เพราะขายกันมาหลายวันแล้วด้วย
ซ้ำอากาศก็ร้อนมากๆ
จึงเสียง่าย กว่าปกติ
แต่เดิมก็ทำอาหารมากินกันเอง
แต่ปัจจุบันมีคนมาร่วมงานมาก
จึงต้องอาศัยร้านค้าบ้าง
แต่หวังว่าคงได้รับความรู้สึกที่ดีกลับไปบ้าง
จึงมีความตั้งใจว่าจะมากันอีกครั้ง
ยินดีต้อนรับค่ะ
เจริญพร โยมหมอรุ่ง
ประเพณีของแต่ละภาคแต่ท้องถิ่นอาจแตกต่างกันบ้าง
แต่จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่จะเหมือนกันหมด
อย่างประเพณีกองข้าว ที่คุณโยมบันทึกไว้คล้ายกับทางใต้
คือชาวบ้านทางใต้จะจัดกันราวเดือนพฤษภาคม ฤดูทำนา
ทางใต้ส่วนใหญ่มักทำหนเดียวและเป็นนาดำ นาหว่านมีบ้าง
แต่น้อยมักทำในพื้นที่มีระบบชลประทานถึง มายุคปัจจุบันนี้
พื้นที่ทำนาทางใต้กลายเป็นาร้างมากและมีทุกจังหวัด ฉะนั้นข้าวสาร
ส่วนใหญ่แล้วคนใต้มักพึ่งจากภาคกลาง
เจริญพร
กราบนมัสการเจ้าค่ะท่านพระปลัด
เห็นควรคนรุ่นเรานี้
จะได้อนุรักษ์ประเพณี
และเข้าใจเข้าถึงจริงๆ
ก่อนที่กลายเป็นแค่ผู้มาร่วมงาน
โดยไม่รู้วัตถุประสง
หรือมาเที่ยวเล่นๆ
ซึ่งโยมคิดว่าส่วนต่างๆ ก็ทำได้ดีมากแล้วเจ้าค่ะ
ทางใต้มีเรื่องน่าสนใน
โยมณู้เรื่องภาคใต้น้อยมากค่ะ
กราบขอบพระคุณ ที่ท่านนำมาบันทึก
ให้ได้รู้ตามสมควรเจ้าค่ะ
เจริญพร โยมหมอรุ่ง
อาตมาทราบจากโยมคนใต้มาเล่าให้ฟังว่า
แถบภาคตะวันออกคนใต้ไปอยู่ทำงานเยอะเช่น ชลบุรี,ระยอง
เช่นกันทางใต้คนภาคอีสาณและเหนือมาอยู่กันเยอะ
เป็นการผสมผสานแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
แต่คนภาคกลางมาอยู่ใต้น้อยมาก ตามที่อาตมาพบเห็น
อาจเป็นเหตุว่าคนภาคกลางมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์จึงย้ายถิ่นกันน้อย
ผิดกับคนเหนือและอีสาณ มาอยู่ใต้มาแต่งงานอยู่บางคนไม่เคยกลับ
บ้านเกิดเลย แปลกที่หลายคนมาอยู่จนมีลูกหลาน แต่พูดภาษาใต้
ไม่ได้เลย แต่ฟังความหมายรู้เข้าใจ
เจริญพร
กราบนมัสการเจ้าค่ะท่านพระปลัด
เป็นความจริง
ภาคตะวันออกมีคนต่างจังหวัดเกือบครึ่ง
อย่างอำเภอศรีราชาเป็นต้น
คนใต้พูดจาน่าฟังดีค่ะ
แต่ทุกวันนี้โยมก็พูดภาษาใต้ไม่ได้
แต่เหนือกับอีสานพอพูดได้ค่ะ