 |
ในร่างกายของคนเรามีเม็ดเลือด
ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด
แต่เมื่อใดที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดขาวมากผิดปกติ
อาจคาดคะเนได้ว่า “โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว” กำลังมาเยือน
ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาและหัวหน้าโครงการเปลี่ยนถ่าย
ไขกระดูก โรงพยาบาลรามาธิบดี
อธิบายลักษณะของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ฟังว่า
สามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ 2 ชนิด คือ ชนิดเฉียบพลัน
และชนิดเรื้อรัง นอกจากนี้มะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้ง 2
ชนิดข้างต้นยังแบ่งออกตามลักษณะของเซลล์ได้เป็น 2 แบบ คือ
แบบไมอีลอยด์ (myeloid leukemia) และ แบบลิมฟอยด์ (lymphoid leukemia)
ซึ่งใน ปัจจุบันพบ
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยพบแบบไมอีลอยด์มากกว่าแบบลิมฟอยด์
|
 |
“สาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบไมอี
ลอยด์ยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่การฉายรังสีเป็นปัจจัยเดียวที่ยืนยันได้ว่าอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น
เนื่องจากผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีเพื่อการรักษาโรคข้อบางชนิดและผู้ที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิที่ได้รับสารกัมมันตรังสี
พบว่า
มีอัตราการเกิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบไมอีลอยด์สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า”
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวส่วนใหญ่จะพบในอายุระหว่าง 15-50 ปี
อายุเฉลี่ยในต่างประเทศประมาณ 39-48 ปี
แต่ในประเทศไทยจากการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า
อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ระหว่าง 36-38 ปี ร้อยละ 89
ของผู้ป่วยในประเทศไทยจะมีอายุต่ำกว่า 50 ปี
พบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
บางรายไม่มีอาการอะไรแต่ทราบว่าเป็นโรคนี้โดยบังเอิญ
อาจจะไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วตรวจพบว่าเป็นโรคนี้
หรือไม่สบายเป็นอย่างอื่น ไปพบแพทย์แล้วตรวจพบว่าเป็นโรคนี้
นอกจากนั้น อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผอมลง
ทานอาหารแล้วแน่นท้องหรือคลำพบก้อนเนื้อในท้อง
ผู้ป่วยชายบางรายอาจพบแพทย์ด้วยอาการอวัยวะเพศแข็งตัวไม่ยอมหด
รวมทั้งตรวจเลือดพบว่าเป็นโรคนี้ ประมาณร้อยละ 80-90
ของผู้ป่วยมีม้ามโต คลำได้ชัดเจน
ขนาดของม้ามขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโรคยิ่งเป็นมานานม้ามยิ่งโต
ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติทางเลือดที่พบจำเพาะโรคนี้คือ
บางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9
ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22
และบางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 ถูกย้าย
ไปอยู่บนแขนยาวของโครโม โซมคู่ที่ 9 สลับที่กัน
โดยเรียกโครโมโซมคู่ที่ 22 ที่มีส่วนของคู่ที่ 9 อยู่ด้วยว่า
ฟิลาเดลเฟียโครโมโซม ซึ่งพบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมในผู้ป่วยโรคนี้ประ
มาณร้อยละ 95
สำหรับความผิดปกติ ทางเลือดที่ตรวจพบ คือ
ผู้ป่วยจะมีโลหิตจางเล็กน้อยถึงปาน กลาง
เม็ดเลือดขาวจะสูงกว่าปกติ โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานเท่าไรแล้ว
ม้ามโตมากเท่าไร ยิ่งเป็นมานาน ม้ามโตมาก เม็ดเลือดขาวจะยิ่งสูงมาก
บางรายสูงถึง 4-5 แสน ต่อ ลบ.ซม. โดยคนปกติจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ
5,000-10,000 ต่อ ลบ.ซม. ส่วนจำนวนเกล็ดเลือดมักปกติหรือสูงกว่าปกติ
มีบางรายที่อาจมีเกล็ดเลือดต่ำได้
|
 |
ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติทางเลือดที่พบจำเพาะโรคนี้คือ
บางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9
ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22
และบางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 ถูกย้าย
ไปอยู่บนแขนยาวของโครโม โซมคู่ที่ 9 สลับที่กัน
โดยเรียกโครโมโซมคู่ที่ 22 ที่มีส่วนของคู่ที่ 9 อยู่ด้วยว่า
ฟิลาเดลเฟียโครโมโซม ซึ่งพบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมในผู้ป่วยโรคนี้ประ
มาณร้อยละ 95
สำหรับความผิดปกติ ทางเลือดที่ตรวจพบ
คือ ผู้ป่วยจะมีโลหิตจางเล็กน้อยถึงปาน กลาง
เม็ดเลือดขาวจะสูงกว่าปกติ โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานเท่าไรแล้ว
ม้ามโตมากเท่าไร ยิ่งเป็นมานาน ม้ามโตมาก เม็ดเลือดขาวจะยิ่งสูงมาก
บางรายสูงถึง 4-5 แสน ต่อ ลบ.ซม. โดยคนปกติจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ
5,000-10,000 ต่อ ลบ.ซม. ส่วนจำนวนเกล็ดเลือดมักปกติหรือสูงกว่าปกติ
มีบางรายที่อาจมีเกล็ดเลือดต่ำได้
ผู้ป่วยจะมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน คือ ระยะเรื้อรัง
ส่วนใหญ่ตอนที่มาพบแพทย์ครั้งแรก
มักจะอยู่ในระยะนี้เมื่อได้รับการรักษาแล้ว
ผู้ป่วยมักเข้าสู่ระยะที่โรคสงบ ตับ ม้ามมักจะยุบหมด
เม็ดเลือดกลับมาปกติ ผู้ป่วยมักจะมีชีวิตอยู่ประมาณ 3-5 ปี
จากนั้นจะเข้าสู่อีกระยะหนึ่ง
ต่อมาเป็น ระยะลุกลาม
เมื่อรักษาไปสักระยะหนึ่งผู้ป่วยบางคนเข้าสู่ระยะลุกลามทำให้เริ่มไม่ได้ผลจากการรักษา
เริ่มมีอาการซีด อาจต้องให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด
บางรายเกล็ดเลือดต่ำ ถ้าต่ำมากก็อาจทำให้มีจุดเลือดออกตามตัว
หรือเลือดออกตามไรฟันได้ เม็ดเลือดขาวสูงขึ้น
ม้ามเริ่มโตขึ้นทำให้แน่นท้องมากขึ้น
สุดท้าย คือ ระยะเฉียบพลัน
ถือว่าเป็นระยะสุดท้ายของโรค มีอาการคล้าย ๆ
กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันคือ มีไข้ ซีดมาก
เพลีย มีอาการเลือดออกง่ายหรือ มีจุดเลือดออกตามตัว หรือแขน ขา
เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น ระยะนี้ถือว่าเป็นระยะสุดท้ายของโรค
การรักษาส่วนใหญ่มักไม่ได้ผลดี
“การวินิจฉัยของโรคนี้
ทำได้โดยการตรวจหาค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดที่เรียกว่า
ซีบีซี (Complete Blood Count : CBC)
เพื่อตรวจดูจำนวนเม็ดเลือดทั้งหลาย ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว
และเกล็ดเลือด และวิธีพิสูจน์ว่า เป็นโรคนี้หรือไม่นั้นทำได้โดย
การตรวจไขกระดูก
เพื่อดูว่ามีโครโมโซมที่ผิดปกติที่เรียกว่า
ฟิลาเดลเฟียโครโมโซม อยู่หรือไม่
ถ้ามีก็ชัดเจนว่าเป็นโรคนี้แน่นอน”
|
 |
ด้านทางการรักษา ทำได้โดย
ยาเคมีบำบัด ส่วนใหญ่จะ ใช้วิธี เคมีบำบัดชนิดรับประ ทานยา
ที่มีใช้กันแพร่หลาย คือ บูซัลแฟน (Busulfan) และไฮดรอกซียูเรีย
(Hydroxyurea) ยาทั้ง 2
ตัวสามารถจะควบคุมให้จำนวนเม็ดเลือดขาวที่สูงในโรคนี้
ลงมาอยู่ในระดับปกติได้ถือว่าอยู่ในระยะโรคสงบ
แต่ถึงแม้ว่าเม็ดเลือดขาวจะกลับมาปกติ โลหิตจางหายไปได้
แต่ตัวฟิลาเดลเฟียโครโมโซมก็ยังมีอยู่
ดังนั้นจึงหมายความว่าโรคยังอยู่ไม่ได้หายขาดจากโรค
และการให้เคมีบำบัดชนิดต่าง ๆ
ก็ไม่สามารถจะทำให้จำนวนฟิลาเดลเฟียโครโมโซมหายไปได้
เคมีบำบัดเหล่านี้จึงเป็นเพียงยาที่ควบคุมให้โรคสงบลงเท่านั้น
แต่ไม่ได้รักษาให้หายขาดได้ รวมทั้งการใช้ยาฉีดอินเทอร์เฟียรอน
(interferon) เป็นยาฉีดที่ราคาค่อนข้างสูง
ต้องฉีดทุกวันและมีผลข้างเคียงของยามาก เช่น เพลีย เป็นไข้สูง
ปวดเมื่อยคล้าย ๆ เป็นไข้หวัดใหญ่
คนไข้ไทยไม่ค่อยตอบสนองกับยาเท่าที่ควรมีเพียง 18
เปอร์เซ็นต์ที่ได้ผล
“การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษา
ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยมีข้อจำกัดอยู่ว่า
ผู้ป่วยที่จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกได้จะต้องมีอายุไม่เกิน 55 ปี
เพราะร่างกายจะทนการใช้ยาเคมีบำบัดไม่ไหวและมีปัญหาแทรกซ้อนจากการปลูกถ่ายไขกระดูกมากกว่าคนที่อายุยังน้อย
รวมทั้งต้องมีพี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้
โดยดูจากการตรวจ เอช แอล เอ ว่าเข้ากันได้หรือไม่
โดยพี่น้องพ่อแม่เดียวกันมีโอกาสที่จะมี เอช แอล เอ
เหมือนกันประมาณร้อยละ 25 ทำให้มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 15-20
เท่านั้นที่ทำได้
นอกจากนี้ การทำการ
ปลูกถ่ายไขกระดูกภายใน 1
ปีแรกหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จะได้ผลดีกว่าการทำการปลูกถ่ายไขกระดูกหลังจากวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เกิน
1 ปีไปแล้ว ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
มีการต่อต้านกันในร่างกายระหว่างช่วงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกได้ด้วยเช่นกัน”
หลังจากมีการศึกษาวิจัยพบว่า ยาที่มีชื่อว่า ทาร์เก็ต เธอร์ราปี
เป็นยาที่ส่งผลเฉพาะจุด ทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นเซลล์มะเร็ง
ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ที่ได้ผลดี โดย 85 เปอร์เซ็นต์
ของคนไข้ที่กินยาตัวนี้ตรวจไม่พบฟิลาเดลเฟียหรือพบฟิลาเดลเฟียเหลือศูนย์
ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี
ศ.พญ.แสงสุรีย์ แนะ
นำเพิ่มเติมว่า “เคล็ดลับการป้องกันโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง
คือ
หมั่นตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อดูความผิดปกติของเม็ดเลือดเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยวิธี ซีบีซี เป็นประจำทุกปี เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว
ได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น”
หมั่นตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำ...เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป.
|
|
| |