รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ
จากทฤษฎี แนวคิดเรื่องการจัดการความรู้ การวิจัยในชั้นเรียน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยพบรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ โดยมีรายละเอียดใน 3 ด้าน ได้แก่ องค์ประกอบของการจัดการความรู้ ขั้นตอนของการจัดการความรู้ และแนวทางในการดำเนินการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ ดังต่อไปนี้
ความสำคัญของรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ
1. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรครู ในด้านการวิจัยในชั้นเรียน
2. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากร ในด้านอื่นๆ ต่อไป โดยใช้รูปแบบการจัดการความรู้เป็นฐานในการพัฒนา
วัตถุประสงค์
รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาความรู้และทักษะการทำวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ ตามขั้นตอนการจัดการความรู้ 5 ขั้น ซึ่งผนวกเอาองค์ประกอบของการจัดการความรู้ 4 องค์ประกอบ และกระบวนวิจัยในชั้นเรียน 7 ขั้นตอนเข้าไปในขั้นตอนของการจัดการความรู้
ทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐาน
รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ มีทฤษฎีและแนวคิดต่างๆ ดังนี้
1. การจัดการความรู้ (Marquardt และ Reynolds, 1994; Sultan, 2002; Nonaka & Takeuchi, 2004; กานต์สุดา มาฆะศิรานนท์,2546; วิจารณ์ พานิช, 2548; พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค, 2550)
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานย่อยในองค์กร ที่มุ่งให้บุคลากรในองค์กรสามารถกำหนดความรู้ แสวงหาความรู้ สร้างความรู้ จัดเก็บและสืบค้นความรู้ และถ่ายโอนความรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายขององค์กร ซึ่งการจัดการความรู้ มีอยู่แล้วในทุกคน ทุกองค์กร ทุกเครือข่าย และทุกสังคม แต่เป็นการจัดการความรู้ที่ไม่มีระบบแบบแผน
1.1 องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ หมายถึง องค์ประกอบที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการความรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ องค์ประกอบย่อย 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนรู้ ด้านองค์กร ด้านบุคคล และด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.1.1 ด้านการเรียนรู้
รูปแบบการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรในสถานศึกษา สรุปได้ว่า สถานศึกษาควรจัดรูปแบบการเรียนรู้ให้กับบุคลากรแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก การสอน การบรรยาย การอบรมหรือประชุมเชิงปฏิบัติการจากการลงมือปฏิบัติจริง การสอนงานแบบเพื่อนช่วยเพื่อน นอกจากนี้ควรส่งเสริมทักษะการทำวิจัย การทำวิจัยในชั้นเรียนซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้สอนต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตน เป็นการให้บุคลากรได้เรียนรู้จากปัญหาและการปฏิบัติจริงเพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอนที่ต้องรับผิดชอบโดยศึกษาและวิจัยควบคู่กับการจัดการเรียนการสอน สามารถเผยแพร่ผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นเป็นลักษณะหนึ่งที่จะช่วยถ่ายทอดความรู้เพื่อนำสถานศึกษาไปสู่องค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ได้
1.1.2 ด้านองค์กร
1) นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย สถานศึกษาควรทำการกำหนดโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย คือ 1) บริบทหรือสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อทั้งหมด และ 2) การมองภาพอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
2) กลยุทธ์ สถานศึกษาควรมีแนวทางหรือนโยบายในการจัดการความรู้ของสถานศึกษาอย่างชัดเจนจากการพัฒนาการเรียนรู้จากการทำงาน เช่น การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานตามแนวทางขององค์กร มีเป้าหมายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์พัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรทุกระดับ เปิดโอกาสการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ของบุคลากรในหน่วยงานเพื่อให้ความรู้ยังคงอยู่ต่อไป
3) รูปแบบการทำงานของบุคลากร บุคลากรในสถานศึกษาควรมีรูปแบบการทำงานในลักษณะการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การแบ่งปันความรู้ จัดตั้งคณะทำงานที่มีหน่วยงานรับผิดชอบเป็นการสร้างการทำงานที่สามารถแทนตำแหน่งกันได้ทุกตำแหน่ง เพื่อพัฒนาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
4) แนวทางในการส่งเสริมบุคลากรให้มีศักยภาพ สถานศึกษาควรสร้างแนวทางในการส่งเสริมบุคลากรให้ใฝ่หาความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาโดยพัฒนาการเรียนรู้จากการทำงาน ให้บุคลากรร่วมค้นหาวิธีการทำงานจากหน่วยงานต่างๆมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเอื้อต่อการเรียนรู้ใหม่ๆในทุกด้านที่บุคลากรต้องการ ส่งเสริมให้บุคลากรวิจัย ค้นคว้าเพื่อสร้างความรู้ใหม่ทางการศึกษาและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ทางการศึกษา เช่น วิธีสอน เทคนิคการสอนใหม่ ส่วนสิ่งประดิษฐ์ทางการศึกษาใหม่ เช่น ชุดการเรียน แบบฝึก แบบฝึกหัดโปรแกรม
1.1.3 ด้านบุคคล
1) ด้านผู้บริหาร ลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่เอื้อต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ควรมีภาวะการเป็นผู้นำโดยเป็นแบบอย่างที่ดี เปลี่ยนจากผู้พูดเป็นผู้ฟัง ไม่สั่งการแบบท็อปดาวน์ (Top Down) มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าตัดสินใจยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา มีความยุติธรรม ยกย่องชมเชยเมื่อบุคลากรทำความดี นอกจากนี้ต้องมุ่งสนับสนุนบุคลากรทุกระดับให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน วิธีการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ กระบวนการคิด ส่งเสริมให้บุคลากรรักการอ่าน สนับสนุนให้บุคลากรศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
2) ด้านบุคลากร บุคลากรในสถานศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายของสถานศึกษาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความต้องการของตนที่มีต่อหน่วยงาน ใฝ่หาความรู้อย่างสม่ำเสมอ สามารถทำงานเป็นทีมได้ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น รู้จักแบ่งปันผู้อื่น มีทัศนคติที่ดี รักและภาคภูมิใจในสถานศึกษาโดยมองผลประโยชน์ของสถานศึกษาเป็นหลัก ซึ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการทำงานเป็นทีม หรือกระบวนการกลุ่ม กล้าคิดนอกกรอบโดยตั้งอยู่บนฐานของเหตุและผล จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเองและสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี
1.1.4 ด้านเทคโนโลยี
ระบบเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการจัดเก็บความรู้และสืบค้นข้อมูลเพื่อตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ของบุคลากรในสถานศึกษา ได้แก่ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) โดยใช้เป็นแหล่งแสวงหาความรู้ สามารถทำงานได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ ใช้เป็นช่องทางส่งเสริมบุคลากรในสถานศึกษาให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น เว็บล็อก เว็บบอร์ด
1.2 ขั้นตอนของรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ หมายถึง ลำดับการดำเนินการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่ม และองค์กร ของสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้ (Knowledge Identification) การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) การจัดเก็บและสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage & Retrieval) และการถ่ายโอนความรู้และใช้ประโยชน์ (Knowledge Transfer & Utilization) โดยในแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.2.1 การกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้ (Knowledge Identification) สถานศึกษาควรกำหนดแนวคิดด้านการจัดการความรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางองค์กรเอื้อการเรียนรู้ด้วยวิธีระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ โดยยึดกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ เป้าหมายของสถานศึกษาเป็นแนวทางในการดำเนินงานจัดกิจกรรมที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การประชุมปฏิบัติการ การเขียนเล่าประสบการณ์ปัญหาและความสำเร็จ การหาพื้นที่เว็บไซต์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตลอดเวลาของบุคลากร
1.2.2 การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ขั้นตอนและวิธีการจัดแหล่งความรู้ที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรในสถานศึกษาเพื่อศึกษา ค้นคว้าหาความรู้คือ การศึกษาความรู้ด้วยตนเอง รักษาความรู้เก่าด้วยการศึกษาจากเอกสารเก่าและสอบถามเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ตลอดจนแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆผ่านสื่อ เช่น ซีดี อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บล็อก
1.2.3 การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) สถานศึกษาควรสนับสนุนบุคลากรให้นำความรู้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมหรือสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการปฏิบัติงานโดยการรวบรวมความรู้ของบุคลากรทุกคนมาผสมผสานกับความรู้ของตนให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่แล้วประยุกต์ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของสถานศึกษาเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้มาพัฒนาสถานศึกษาต่อไป
1.2.4 การจัดเก็บและสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage & Retrieval) สถานศึกษาควรจัดเก็บความรู้ด้วยการวางโครงสร้างความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ให้เป็นระบบ ง่ายต่อการสืบค้นในอนาคตโดยข้อมูลที่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้นั้น ใช้วิธีจัดทำคลังความรู้ในรูปแบบฐานข้อมูล เอกสาร คู่มือ รายงานการประชุม รายงานปฏิบัติการ การเขียนสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บล็อกส่วนข้อมูลความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลนั้น จัดเก็บโดยการแต่งตั้งเป็นกรรมการ หรือทำเนียบ
1.2.5 การถ่ายโอนความรู้และใช้ประโยชน์ (Knowledge Transfer & Utilization) ควรใช้กระบวนการเผยแพร่ความรู้โดยอาจจัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงานกลุ่มงาน สร้างเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ จัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดความรู้โดยจัดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้โดยการจัดอบรมสัมมนา การพูดคุยอย่างเป็นกันเองโดยมุ่งให้เกิดการนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้อื่นไปใช้ในการทำงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นการสนับสนุนให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสถานศึกษา
2. กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิธีการที่เป็นระบบ มีการทำงานที่เป็นไปตามขั้นตอน เรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่มีกระบวนการ โดยครูผู้ดำเนินการวิจัยต้องมีกรอบแนวคิด และดำเนินการอย่างมีขั้นตอนตามแผนที่วางไว้
2.1 การวิเคราะห์และกำหนดปัญหา คือ การเริ่มต้นจากการเลือกหัวข้อที่จะทำวิจัย โดยหัวข้อนั้นเกิดจากการที่ครูนักวิจัยได้รับปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นส่งที่ไม่พึงพอใจหรือไม่ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2.2 การทำความเข้าใจและเลือกทฤษฎี คือ การกำหนดความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีที่จะใช้ในการวิจัย ซึ่งต้องสัมพันธ์กับหัวข้ออันเป็นประเด็นปัญหาการวิจัย
2.3 การกำหนดแนวทางและออกแบบการดำเนินการวิจัย คือ การหารูปแบบและคำถามการวิจัย เพื่อนำไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย และกระบวนการวิจัยต่อไป
2.4 การดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล คือ การลงมือปฏิบัติการเก็บข้อมูลตามวัตถุประสงค์ และกระบวนการวิจัย ซึ่งอยู่บนฐานของระเบียบวิธีวิจัย และข้อมูลที่ได้จะต้องมีความตรง และสอดคล้องกับรูปแบบงานวิจัยในชั้นเรียนโดยแท้จริง
2.5 การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การใช้สถิติในการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการวิจัย เพื่อแปลผลความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2.6 การสรุปและอภิปรายผลการวิจัย คือ ขั้นตอนที่สำคัญในการนำเสนอข้อมูลที่ได้ในการเชื่อมโยงปัญหากับข้อค้นพบในการวิจัย และทำการเผยแพร่ออกไปเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.7 การนำผลวิจัยไปใช้ คือ ขั้นตอนสุดท้าย ภายหลังจากการนำผลวิจัยไปปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนแล้ว ครูผู้สอนจะได้ปฏิบัติตามแผน ซึ่งเป็นการใช้ผลวิจัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากทฤษฎีและแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้นำมาสังเคราะห์เป็นรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ ได้ดังตารางที่ 4.1
แวะมารับความรู้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เป็นงานที่น่าสนใจ ดีมากครับ
ได้อ่านผลงานเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ของ ผอ. วิไลวรรณ และขอชื่นชมรูปแบบการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ซึ่งนับได้ว่าเป็นการบริหารงานแนวใหม่ที่ให้บุคคลในองค์กรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ขอเป็นกำลังใจให้ดำเนินการต่อไปนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ครูอ้อย มาอ่าน รับความรู้แล้วค่ะ
ขอขอบคุณ ที่เยี่ยมชมผลงานและให้กำลังใจ
ขอเป็นกำลังใจในการทำงาน รอศึกษาผลงานที่เป็นเลิศของงานนี้นะค่ะ จะได้นำไปใช้งานการทำวิจัยในชั้นเรียนต่อไป
ขอขอบคุณที่แวะเยี่ยมชม หากฝากข้อคิดการจัดการความรู้ด้านวิจัยในชั้นเรียนไว้บ้างจะเป็นพระคุณยิ่ง
การทำงานที่เป็นเลิศ หรือ กระบวนการการทำวิจัยในชั้นเรียนน่าจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากบุคลากรที่ประสบผลสำเร็จ
เวปที่น่าสนใจ ในการทำวิจัยในชั้น http://www.ipst.ac.th/research/classroom/knowledge.htm
ขอบคุณมากท่านได้ให้ข้อคิดที่ดีแล้วหวังว่าท่านผู้มีความรู้หรือมีประสบการณ์ด้านการจัดการความรู้หรือการทำวิจัยในชั้นเรียนซึ่งมีอยู่ภายในตัวเราได้นำมาขยายให้เพื่อนได้ทราบในโอกาสที่ดีเช่นนี้