เมื่อชีวิตสักชีวิตหนึ่งต้องเกิดมาด้วย "กรรม" อันเป็นแดนเกิด มี "กรรม" เป็นเผ่าพันธุ์ และต้องใช้ "กรรม" เป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมจักได้รับผลแห่งกรรมซึ่งเป็น "ความเหลื่อมล้ำ" นั้นสืบไป...
ในสังคมเมื่อบุคคลที่เกิดมาต้องมีชาย และหญิง
ในสังคมเมื่อบุคคลที่เกิดมาต้องมีหมอ และคนไข้
ในสังคมเมื่อบุคคลต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีตาย
สิ่งทั้งหลาย “เหลื่อมล้ำ” เป็น "สัจธรรม..."

หากเราน้อมนำดวงจิตเข้าใจ "ความเหลื่อมล้ำแห่งดวงจิต" เราจะสามารถเข้าใจเขา และสามารถเข้าใจเรา
ดวงจิตดวงหนึ่งได้โอกาสดีที่เกิดมาเป็นคน อีกดวงจิตหนึ่งได้จุติในสุขคติภพ โลกสวรรค์ หรืออีกดวงจิตหนึ่งได้เกิดในนรก ในอบาย เป็นอสูรกายร้ายด้วยแรง "กรรม"
ความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสัจธรรมแห่งชีวิต และการเข้าใจความเหลื่อมล้ำย่อมเป็นธรรมชาติแห่งชีวิต
สัตว์โลกทั้งหลาย มีเรา มีเขา...
เราคงทำให้ผู้หญิงเป็นผู้ชายทั้งหมดไม่ได้ เราคงจะไม่สามารถทำให้คนตายกลับกลายมาเป็นคนเป็น
หากเขาเข้าใจเรา และเราเข้าใจเขา เราย่อมพบ “สุขแห่งสัจธรรม”
เมื่อก้าวผ่านความจริงของสัจธรรมแห่งความเหลื่อมล้ำได้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้สัตว์โลกทั้งหลายเดินก้าวข้ามผ่านความเหลื่อมล้ำได้ด้วยตัวของตัวเอง
สัตว์โลกทั้งหลาย นับพัน นับหมื่น นับล้านดวงจิต
เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง
ในชาตินี้สัตว์คนไม่สามารถพลิกฟื้นกลับมาเป็นคน แต่คนถ้าประกอบตนด้วยความประมาท ชาติหน้าอาจจะกลับกลายลงไปรับสภาพความเหลื่อมล้ำ ต้องรับกรรมเกิดเป็น "สัตว์" ตามกรรมได้
โลกทุกวันนี้วุ่นวายด้วยความเหลื่อมล้ำ...
เมื่อคน ๆ หนึ่ง อยากให้คนอีกคนหนึ่ง หรือคนทั้งหลายคลายจากความเดือดร้อน วุ่นวาย ด้วยต้นสายแห่ง "ความเหลื่อมล้ำ..."

เด็กก็ทุกข์แบบเด็ก ผู้ใหญ่ก็ทุกข์แบบผู้ใหญ่
คนรวยก็ทุกข์แบบคนรวย คนจนก็ทุกข์แบบคนจน
หมอก็ทุกข์แบบหมอ คนไข้ก็ทุกข์แบบคนไข้
คนรู้ก็ทุกข์แบบคนรู้ คนไม่รู้ก็ทุกข์แบบคนไม่รู้
คนฉลาดก็ทุกข์แบบคนฉลาด คนโง่ก็ทุกข์แบบคนโง่ หรืออาจจะน้อยกว่า เพราะไม่ฉลาดรู้เวลาที่โดนใครต่อใครด่า ว่า หรือนินทา...!
เมื่อคน ๆ หนึ่ง อยากให้ตนเองซึ่งเป็นคน ๆ หนึ่ง "เท่าเทียม" กับคนทั้งหลายในสังคม
ยกตนเท่ากับคนหนึ่งแล้ว ก็ดิ้นอยากเท่ากับคนอีกคนหนึ่ง ดิ้นไปเท่ากับอีกคนหนึ่งแล้ว ก็ยังดิ้นไป ดิ้นไป "อนิจจา..."
คนเราในโลกนี้ทั้งหลายจึงต้องเร่าร้อน กระวน กระวาย ความสุขกระจุก ความทุกข์กระจาย เพราะต้องการสลาย "ความเหลื่อมล้ำ..."
เพียงแต่เราเข้าใจเรา เพียงแต่ตนเข้าใจตน ไม่พยายามให้เรา และไม่ขวนขวายให้เขาเท่ากัน ชีวิตนี้จะมีความสุขขึ้นอีกมาก
ตราบใดที่นิ้วทั้งห้านี้ยังเหลื่อมล้ำ สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่การทั้งนิ้วที่สั้นและยาวนั้นเป็นการเหลื่อมล้ำที่สอด ที่ประสานกัน ทำหน้าที่ของแต่ละนิ้วได้อย่างมีประสิทธิภาพตาม “สภาพความเหลื่อมล้ำ...” นิ้วทั้งห้านี้ย่อมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข...
หากดวงจิตนี้เข้าใจความเหลื่อมล้ำ ดวงจิตนี้จะคลายทุกข์อันนำมาซึ่งความเร่าร้อน กระวนกระวาย
หากดวงจิตนี้รู้จัก รู้จริง และรู้แจ้งในความเหลื่อมล้ำ ดวงจิตนี้ย่อมเป็นกับศานติสุข คือ “ความสงบ...”
ต้นไม้ทุก ๆ ต้น ต่างต้น ต่างเหล่า ต่างพันธุ์ ต่างก็ยืนทนง ตั้งลำต้นเป็นสง่า ยืนหยัดสู้ดิน น้ำ และนภา แต่ต้นไม้ทั้งหลายนั้นหนาก็มีกิ่ง ก้าน สาขาที่โน้มเข้ามาหากัน
หากเราอ่อนน้อมตน เข้าหาตน
หากเราอ่อนน้อมใจ เข้าหาใจ
เราย่อมสอดประสานความเหลื่อมล้ำให้งดงามและสมบูรณ์
น้อมดวงจิตนี้ให้เข้าใจความเหลื่อมล้ำ แล้วความเหลื่อมล้ำนั้นจักกลายเป็นพลังแห่งดวงใจ...

ความเหลื่อมล้ำและการอิงอาศัยกันอย่างเกื้อกูล
ในวงดนตรีออเครสตร้า มีทั้งเครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี เครื่องเป่า
เครื่องดนตรีบางชิ้นเล่นด้วยกุญแซซอลบ้าง อีกชิ้นเล่นด้วยกุญแจฟาบ้าง หรือบ้างชิ้นจะเล่นด้วยกุญแจโดอัลโต้ และเพียงชิ้นเล่นด้วยกุญแจโดเทนเนอร์ แต่ไม่ว่าใครจะเล่นเครื่องดนตรีด้วยโน๊ตกุญแจใด แต่เขาทั้งหลายก็เล่น "เพลงเดียวกัน..."
ปูนนั้นทำหน้าที่ของปูน คือช่วยสอด ประสาน ทราย หิน และเหล็กรวมกันให้แข็งแกร่งฉันใด ความเหลื่อมล้ำนั้นย่อมสอดประสานให้โลกนี้งดงามได้อย่างมั่นคง ฉันนั้น...
ขอบคุณบทความกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นสัจธรรม