ก่อนที่การประชุมเครือข่ายฯสัญจร ครั้งที่ 4/2549
ซึ่งองค์กรออมทรัพย์ชุมชนบ้านต้าสามัคคีเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น
ผู้วิจัยได้ยิน อ.นวภัทร์
ซึ่งเป็นประธานองค์กรออมทรัพย์ชุมชนบ้านเหล่า (เถิน) คุยกับ
คุณวิรุฬห์ศักดิ์
ซึ่งเป็นประธานองค์กรออมทรัพย์ชุมชนบ้านร้อง
เกี่ยวกับเรื่องกบ
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงตั้งใจฟังอย่างมากว่าท่านทั้งสองกำลังคุยเรื่องกบว่ายังไงบ้าง
จับความได้ว่าในวันที่ 9 พฤษภาคม 2549
ทางคุณวิรุฬห์ศักดิ์ซึ่งเป็นประธานกลุ่มวันละบาทและเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรบ้านร้องด้วยจะเชิญวิทยากรเพื่อมาให้ความรู้กับสมาชิกเกี่ยวกับการเลี้ยงกบ
เนื่องจาก
คุณวิรุฬห์ศักดิ์ทำแล้วประสบความสำเร็จก็เลยต้องการหาความรู้เพิ่มเติมและเผยแพร่การเลี้ยงกบไปสู่ผู้ที่สนใจด้วย
ทางฝ่าย อ.นวภัทร์ ซึ่งอยู่ไกลถึงอำเภอเถิน
แต่ระยะทางก็ไม่เป็นอุปสรรค
มีความสนใจและตกลงเจรจากับคุณวิรุฬห์ศักดิ์เรียบร้อยแล้วว่าจะนำเงินของกลุ่มวันละบาทและเงินของกลุ่มแม่บ้านบ้านเหล่า
(เถิน) ซึ่ง อ.นวภัทร์
เป็นประธานอยู่มาร่วมลงทุนกับกลุ่มคุณวิรุฬห์ศักดิ์ด้วย
โดยขอแบ่งผลกำไรร้อยละ 20 ซึ่งคุณวิรุฬห์ศักดิ์ตอบตกลง
พร้อมกันนี้ อ.นวภัทร์
ยังได้แจ้งข่าวให้กับบรรดามิตรสหายฟังว่าตอนนี้ที่บ้านเหล่ากำลังจะเปิดโรงอิฐบล็อกแห่งที่สองซึ่งเป็นของกลุ่มแม่บ้าน
แต่จะเอาเงินกองทุนธุรกิจชุมชนของกลุ่มวันละบาทไปลงทุนกับโรงงานนี้ด้วยในลักษณะของการให้กู้ยืม
(โรงงานแห่งแรกก็เป็นอย่างนี้ค่ะ) ดังนั้น
หากใครต้องการอิฐบล็อกก็สามารถติดต่อซื้อที่กลุ่มบ้านเหล่าได้
ผู้วิจัยได้ถาม อ.นวภัทร์ ว่า
ทำไมจึงไม่นำเงินกองทุนธุรกิจชุมชนมาลงทุนเองแทนที่จะเอาไปให้กลุ่มแม่บ้านกู้ยืม?
อาจารย์ให้คำตอบว่า เพราะ
คณะกรรมการของกลุ่มแม่บ้านมีความพร้อมมากกว่าและสมาชิกของกลุ่มแม่บ้านทั้งหมดก็เป็นสมาชิกของกลุ่มวันละบาทด้วย
ดังนั้น ทั้ง 2 กลุ่มนี้จึงเหมือนเป็นกลุ่มเดียวกัน
แต่มีคณะกรรมการคนละชุดเท่านั้น ด้วยความอยากรู้
ผู้วิจัยเลยถามต่อว่า
แล้วทำไมไม่เอากรรมการให้เป็นชุดเดียวกัน อาจารย์บอกว่า
เพราะ การบริหารต่างกัน กลุ่มวันละบาทบริหารซับซ้อนกว่า
ประกอบกับเรื่องค่าตอบแทนของกลุ่มวันละบาทที่ไม่ชัดเจน
ทำให้หากรรมการยาก
โม้มาตั้งนาน
วกกลับมาที่ชื่อบันทึกดีกว่าค่ะ
ผู้วิจัยตั้งชื่อบันทึกว่า “ฝันที่ (ใกล้) จะเป็นจริง”
ก็เพราะว่า
จุดประสงค์ของกลุ่มวันละบาทอย่างหนึ่งก็คือ
การบูรณาการทุนชุมชน
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชุมชนต่างๆ
มาประชุมในวันนี้แค่ได้ยินทั้ง 2
ท่านคุยกันก็คุ้มแล้วค่ะ เพราะว่า
เราจะเห็นเค้าลางของความร่วมมือและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
อย่างกลุ่มบ้านร้อง ซึ่งมีสมาชิกน้อย (90 กว่าคน)
ทำให้มีเงินกองทุนธุรกิจชุมชนน้อย
แต่บ้านเหล่ามีสมาชิกมาก
ประกอบกับกลุ่มแม่บ้านก็มีกำไรจากการลงทุนทำธุรกิจต่างๆมาก
ทำให้มีเงินทุนมาก ทั้ง 2 กลุ่มแม้จะอยู่ห่างกันเกือบ 100
กิโล แต่ระยะทางก็ไม่ใช่อุปสรรค
เมื่อรู้จักกันในเวทีเครือข่ายฯ
รวมทั้งเข้าใจจุดประสงค์ของการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายฯก็สามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
ก่อนจะจบ
ขอกระซิบบอกว่า
ด้วยความที่ผู้วิจัยอยากมีส่วนร่วมในการชื่นชมความสำเร็จนี้
(สักนิดหน่อยก็ยังดี) ก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่าในวันที่ 9
พฤษภาคมนี้ จะพยายามทำตัวให้ว่าง
แล้วจะไปช่วยถ่ายภาพและวีดีโอการอบรมการเลี้ยงกบในครั้งนี้ด้วยค่ะ