บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานฐานข้อมูล 
เว็บศูนย์รวม "สถาบันโยคะวิชาการ"
(เข้าสู่หน้าเว็บไซด์ที่นี่ค่

 

ฟังความเงียบ

มัชฌิมา
(เข้าอ่านบทความของนัีกเขียนที่นี่)

อ้างอิงข้อมูลจาก ; โยคะสารัตถะ ฉบับ; ก.พ.'๕๒

(แถลงการณ์ผู้เขียน-หลังจากที่มาแอบๆ เขียนอยู่หลายฉบับผู้เขียนเลยคิดว่าจะหา ที่ทางลงโดยการมีคอลัมน์เป็นของตัวเองสักที เพื่อที่จะหาชื่อคอลัมน์ จึงได้ไปค้นงานเก่าๆของตัวเองมาดู ถึงได้สังเกตเห็นว่าตัวเองชอบเขียนเกี่ยวกับเรื่องรอบๆ ตัว เรื่องในเมืองใหญ่ ในสังคม

ซีมูเลเตอร์ (Simulator) คือเครื่องจักรเสมือนจริง เช่นเวลาฝึกนักบินฝึกหัด เค้าจะให้นักบินฝึกกับเครื่องซิมูเลเตอร์ นักบินจะรู้สึก เหมือนกับบินจริง ทั้งเสียง วิสัยทัศน์ ตัวเครื่องเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา แต่ถ้าเครื่องตกขึ้นมา ก็ไม่เจ็บไม่อันตราย

ตั้งแต่มาฝึกปฏิบัติโยคะ ฉันก็ยังอยู่ในสังคมแบบปกติ ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยว คุยกับคนนั้นคนนี้ แต่ฉันรู้สึกแตกต่างจากเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี้ ไม่ว่าไปเจออะไรมา เกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เป็นอันจะต้องเอาตัวเองไปใส่ ไปอินกับมัน

เอาตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้น เวลาสุขก็ลอยฟู เวลาเศร้าก็เศร้าจริง เจ็บจริง..ไม่มีสลิง ไม่ใช่ตัวแสดงแทน

แต่ตอนนี้ ฉันเรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่างๆโดยแยกตัวเองออกมาได้ เหมือนนั่งอยู่ในซีมูเลเตอร์ แยกได้ว่า นั่นคือเหตุการณ์ คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเราคือตัวเรา แยกออกมาจากปัญหา จากสิ่งต่างๆได้ ทำได้อย่างนี้แล้วเราก็มีสติมากยิ่งขึ้น ไม่เอาตัวเองไปคลุกกับสิ่งรอบๆตัว

เพราะฉะนั้น โยคะซีมูเลเตอร์ ก็คือคอลัมน์ ที่จะพูดสิ่งเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัว ผ่านสายตาของผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกปฏิบัติโยคะ อย่างผู้เขียน อาจจะไม่ได้มีสาระประโยชน์มากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติกันนะคะ ฉบับแรกนี้เขียนถึงเรื่องมลภาวะทางเสียงที่พวกเราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม หากผู้อ่านมีเรื่องที่อยากจะแลกเปลี่ยน หรือ เสนอแนะ ติชม ติดต่อกับผู้เขียนได้ที่ [email protected] ขอบคุณค่ะ)

ฟังความเงียบ


ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทบด้วยมลภาวะทางเสียงอย่างรุนแรง (มาตลอดชีวิตน่ะแหละแต่เพิ่งมารู้สึกเอาตอนนี้) ถนนที่ฉันอยู่เป็นย่านที่มีคนพลุ่กพล่าน รถเยอะ ร้านค้ามากมาย ทุกครั้งที่เดินออกไปปากซอยฉันได้ยินเสียง จ๊อกแจ๊ก จ๊อกแจ๊ก จอแจ อยู่ตลอดเวลา

ฉันเดินทางด้วยเรือด่วน เสียงเรือนั้นดังจนหูแตก ครั้นจะนั่งรถไฟฟ้าก็โดนกระหน่ำด้วยเสียงโทรทัศน์ โฆษณา ที่ดังเกินกว่าหูมนุษย์ธรรมดาจะทนไหว ส่วนตัวฉันว่ามันแย่กว่าเสียงเรืออีกนะ เสียงเรือมันแค่รำคาญแต่ไอ้เสียงโฆษณานี่นอกจากรำคาญแล้วยังล้างสมองอีกต่างหาก

แต่ถึงกระนั้นพวกนั้นก็ยังเป็นแค่ปัจจัยภายนอก แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ก็คือ ....

ฉันเป็นคนพูดมากและชอบคุย การสนทนาเป็นหนึงในไม่กี่สิ่งที่ฉันโปรดปราน (โปรดปรานมากที่สุดน่าจะเป็นการกิน) ด้วยความที่ฉันเสียงดัง เสียงแหลมเหมือนนางร้ายในละคร บางทีฉันรำคาญเสียงตัวเองสุดๆ ยิ่งคุยยิ่งหัวเราะไปนานๆ แสบแก้วหู จนปวดกบาลกันไปเลยทีเดียว แล้วฉันก็อยู่เงียบๆ ไม่เป็นซะด้วย ต้งหาโอกาสพูดอยู่ร่ำไป ตัวเองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

ทุกวันนี้เวลาที่ฝึกโยคะ ฉันจึงต้องฝึกที่จะผ่อนคลายกระดูกชิ้นเล็กๆ และเส้นประสาทในหูไปด้วย ฝึกที่จะอยู่กับความเงียบ ให้การได้ยินของเราได้พักบ้าง สำหรับฉันความเงียบไม่ใช่แค่การไม่มีเสียงแต่เป็นสภาวะหรือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเงียบสงบ หากเราพาตัวเองไปอยู่ในสภาวะที่เงียบสงบได้เราก็จะได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง

หนังสือ The Tibetian Art of living ของ Chistopher Hansard พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า

ความเงียบไม่ได้เกี่ยวกับเสียงแต่เป็นสภาวะ เป็นสิ่งที่เราต้องฝึกฝนเพื่อที่จะเข้าใจ ความเงียบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งกับจิตใจของเรา ความเงียบช่วยให้สติของเราขยายกว้าง ทำให้ขยะ, ความคิดไร้สาระ และ ลักษณะนิสัยที่ไม่ดีทั้งหลายหล่นหายไป ทำให้เราได้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราชัดเจนขึ้น

เพื่อที่จะพัฒนาเราต้องเรียนรู้ที่จะไม่กลัวความเงียบ ความเงียบสงบไม่ใช่เรื่องของเสียงเท่านั้นแต่เป็นสภาวะหนึ่งที่อยู่ในเสียงและการเคลื่อนไหวทั้งหมด เหมือนพายุทอร์นาโดที่มีแกนกลางเป็นอากาศนิ่งสงบ ความเงียบสงบเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ยิ่งเราเข้าใจความเงียบมากเท่าไหร่เ เราก็ยิ่งรู้จักที่จะนิ่งฟังมากขึ้นเท่านั้น

ความเงียบคือก้าวแรกของปัญญา

เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา การที่จะเข้าใจความเงียบได้เราต้องอาศัยประสบการณ์ พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาเงียบๆ กับตัวเอง เรามัวแต่ยุ่งกับสิ่งอันไม่เป็นสาระรอบตัว

หากคุณรู้จักที่จะค้นหาความเงียบสงบภายใน ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป คุณจะเริ่มมองหาบางอย่างที่ต่างออกไป บางอย่างที่จะมาเติมเต้มชีวิต คุณจะเริ่มตั้งคำถาม แล้วในที่สุดสิ่งเหล่านั้นจะพัฒนาตัวคุณให้ก้าวหน้าขึ้นไปโดยที่คุณแทบจะไม่รู้ตัวเลย'

สำหรับฉันการได้อยู่เงียบๆ บ้าง เป็นการให้รางวัลกับตัวเอง เป็นเรื่องเศร้าที่ลูกหลานเรา เติบโตขึ้นมาท่ามกลาง เสียงทีวี เสียงรถรา เสียงโฆษณา เสียงเกมส์คอมพิวเตอร์ยิงกัน เด็กๆ สมัยนี้มีแนวโน้มที่จะสมาธิสั้นกันมากขึ้น เหตุที่ไม่สามารถจะมีสมาธิกับสิ่งใดได้นานๆ นั้น ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะมันมีเสียงนั้นเสียงนี้มาคอยดึงความสนใจของพวกเค้าอยู่ตลอดเวลา

เราลองมาใช้ชีวิตแบบเงียบๆ ดูบ้างก็ดีนะ จากที่กลับถึงบ้านปุ๊บก็เปิดทีวี ลองดูเวลาและเปิดเฉพาะรายการที่จะดูจริงๆ หรือช่วงโฆษณาก็ปิดเสียงดู ใครจะรู้บางทีไปชอปปิ้งคราวหน้า คุณอาจจะซื้อน้อยลง ประหยัดเงินโดยไม่รู้ตัวเพราะเราไม่ยอมให้พวกพ่อค้ามาล้างสมองเราผ่านเสียงโฆษณาในทีวีอีกต่อไป

หรือจากที่ขึ้นรถไฟฟ้าปุ๊บต้องเอาหูฟัง mp3 มายัดรูหู เปลี่ยนเป็นหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ ขึ้นมาอ่านแทน หรืออ่านการ์ตูนตลกๆ ก็ยังดี

ถ้าเราทุกคนช่วยกันหรี่เสียงคนละนิดละหน่อย เราก็จะได้เมืองที่เสียงเบาสบายหู กลับมาให้ลูกๆ หลานๆ เรา

หรี่เสียงลงจนเงียบแล้ว คราวนี้ลองปิดเปลือกตาช้าๆ พาตัวเองเข้าไปหาความสงบ ...

อืม... สบายใช่มั้ยคะ? ขอให้ทุกคนมีความสุขกับความสงบของตัวเองค่ะ

 



ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน
 
220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com