จนกว่าวันเวลาจะหมดสิ้นไป ชีวิตจะยังอยู่ในกำมือเราเสมอ

ชีวิตลิขิตเอง

จนกว่าวันเวลาจะหมดสิ้นไป ชีวิตจะยังอยู่ในกำมือเราเสมอ สุดแท้แต่คุณจะทำอย่างไรกับชีวิตของคุณเท่านั้นเอง  ผมได้อ่านประโยคนี้จากหนังสือ The Best year of you life ก็ทำให้เราได้หวนกลับมาคิดกลับตนเองว่า ชีวิตเราในขณะนี้เป็นอย่างไร  เราเองนั้นแหละที่จะเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ผู้คนมากมายในโลกนี้ใช้เวลาของชีวิตผ่านไปเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนก็เป็นปี  โดยที่บางครั้งก็ยังตั้งคำถามกลับตัวเองว่า ชีวิตนี้ที่เราเกิดมา เราต้องการอะไร ตอนนี้เราได้สิ่งที่เราต้องการแล้วหรือยัง

                หนทางของชีวิตนั้นอีกยาวไกล ใครส่วนใหญ่พูดอย่างนี้ แต่กลับคนคน หนึ่งที่รู้ตนเองว่าจะมีชิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน ด้วยสภาพของโรคระยะสุดท้าย หากเป็นเรา เราจะเลือกทำอะไรในเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้  ผมลองหยิบหนังสือ ชื่อเรื่องของหนังสือเล่นนี้ดูเหมือนจะเป็นนิยาย อะไรประมาณนั้น แต่เนื้อในของหนังสือนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดต่อผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่มากมาย หนังสือเล่นนั้นก็คือ The Last Lecture

                The Last Lecture เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตของเรามันช่างวิเศษ และมีค่ามากมายหากแต่ตัวเราต่างหากที่คิดว่าเรามีค่ากับชีวิตนี้หรือไม่ เนื้อหาในเล่น กล่าวถึง ศาสตราจารย์แรนดี เพาช์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon  ที่ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย แต่ด้วยกำลังใจและความคิดของท่านที่ว่า เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดนี้มีค่าทุกวินาที ท่านใช้เวลาที่เหลือทำในสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้คนมากมาย โดยท่านได้บรรยายเป็นครั้งสุดท้าย ในหัวข้อเรื่อง ทำความฝันในวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง ทำให้เรารู้สึกว่า ความฝันที่เราเคยมีทุกคนนัยวัยเด็กได้กลับมาเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอีกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมากในเนื้อหาก็คือ การห่วงใยคนที่อยู่ข้างหลังเรา ความรักของผู้เป็นพ่อ ท่านบรรยายครั้งสุดท้านครั้งนั้นจุดประสงค์อีกข้อก็คือ ให้ลูกของท่านทั้งสามคนของท่าน เมื่อโตขึ้นมาได้ดูการบรรยายในครั้งนี้เพื่อที่จะได้สอนลูกๆ ในการดำเนินชีวิต และเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านผม ก็อยากจะเชิญชวนให้ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูนะครับ คงจะได้ข้อคิดอะไรมากมายในการดำเนินชีวิต