อันว่าความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่, หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

        วันนี้ผมได้เล่าเรื่อง "เด็กชายปลาดาว" ให้ผู้เข้าประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างยั่งยืน ในการประชุมที่สุราษฎร์ธานี เป็นการเล่าเพื่อสรุปคำบรรยาย แต่ตอนนั้นเที่ยงเศษแล้ว จึงเล่าอย่างย่นย่อ สังเกตว่าผู้ฟังให้ความสนใจมาก จึงขอเล่าใน G2K อย่างละเอียด สำหรับผู้ที่ไม่เคยฟังด้วย (หากินง่ายๆ เพราะช่วงนี้งานยุ่งสมองปั่นป่วน เคยนั่งหน้าบล็อก "อดีต..ไม่อาจแก้ไข" อยู่เป็นนานแต่เขียนไม่ออก เอาไว้อีกซักวันสองวันจะกลั่นออกให้ได้ ฮิฮิ) 

        ริมทะเลที่เงียบสงบแห่งหนึ่งที่ในแต่ละปีมีผู้คนเดินทางมาเพื่อพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

        เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้นี้ ที่เดินทางมาจากในเมืองใหญ่ศูนย์กลางธุรกิจ และเศรษฐกิจ เพื่อมาพักผ่อน

        วันนี้เป็นวันที่สี่ของเขา และทุกๆ วันก่อนหน้านี้ ที่บริเวณชายหาดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะทอแสงแดดจัดมากขึ้น เขาจะพบเห็นสองเหตุการณ์เป็นประจำ คือ ปลาดาวจำนวนมากที่ถูกคลื่นทะเลซัดเข้าเกยตื้นตามแนวยาวของชายฝั่ง

        และอีกเหตุการณ์หนึ่งนั้นก็คือ เขาจะพบเห็นเด็กหนุ่มพื้นเมืองคนหนึ่งที่เดินบ้างวิ่งบ้าง เลาะชายหาด หยิบปลาดาวจำนวนมากที่ขึ้นมาเกยตื้น ขึ้นมาทีละตัว และขว้างจนสุดแรงออกไปในทะเลให้ไกลที่สุด เด็กหนุ่มคนนี้จะทำอย่างนี้จนสุดแนวชายหาดทุกๆ เช้า

         ชายหนุ่มสงสัยตลอดเวลา ในเหตุการณ์ซ้ำๆ ตลอดสามวันที่ผ่านมา ในการกระทำของเด็กหนุ่มคนนี้ และเช้ามืดวันนี้เขาจะคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้

         "สวัสดี เช้านี้อากาศดีนะ" ชายหนุ่มทักขณะเดินตามเด็กหนุ่มที่ดูมีอาการรีบร้อน เนื่องจากวันนี้ท้องฟ้าดูปลอดโปร่งกว่าทุกวัน 

         "ผมว่ามันก็คล้ายๆ กับทุกวันที่ผ่านมา" รอยยิ้มที่มุมปากเด็กหนุ่มทำให้รู้สึกได้ถึงไมตรีในการที่จะสนทนาด้วย แต่ท่าทีขะมักเขม้นต่อสิ่งที่กำลังทำไม่ได้ลดละลงไป

          "ฉันมาพักอยู่ที่นี่ วันนี้ก็เป็นวันที่ ๔ ฉันเห็นเธอทุกวัน ในเวลาเช่นนี้" ชายหนุ่มจากเมืองเริ่มต้น 

          "เธออาศัยอยู่ที่นี่ หรือ?" ชายหนุ่มถามต่อ

           "ครับ ครอบครัวของเราเป็นชาวประมงซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเกาะนี้ ที่ที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่ค่อยเห็น"

           เด็กหนุ่มตอบก่อนที่จะก้มลงหยิบปลาดาวที่เกยตื้นอีกตัวหนึ่ง และก็ขว้างมันออกไปจนสุดแรงไปในทะเล ที่ที่เขาเพิ่งจากมาจากการจับปลาตลอดทั้งคืน

          "คุณเคยเห็นปลาดาวเป็นๆ หรือเปล่า" เด็กชายกลับมาเป็นผู้ถามบ้าง

          "เคย แต่ฉันเห็นมากเป็นพิเศษก็ที่นี่"  ชายหนุ่มตอบเพื่อให้เข้าสู่คำถามต่อไปของเขา

           เด็กหนุ่มก้มลงหยิบปลาดาวสองตัวที่ขึ้นมาเกยตื้น

           "แล้วคุณเคยขว้างปลาดาว หรือยัง"

            พลันเขายื่นปลาดาวตัวหนึ่งให้กับชายหนุ่มจากเมือง แล้วเขาก็แสดงท่าทางการขว้างปลาดาวออกไปทะเลราวกับครูสอนนักเรียนมือใหม่

           ชายหนุ่มทำตามอย่างที่เด็กหนุ่มทำ พร้อมกับหันหน้าไปทางเด็กหนุ่ม

           "เธอขว้างมันลงทะเลทำไม?" ข้อสงสัยต่อมาของเขา

           "มันจะตาย หากมันเกยตื้นอยู่ที่ชายหาดนี้ หลังจากดวงอาทิตย์ส่องแสงจัดกว่านี้" เด็กหนุ่มตอบตามความตั้งใจของเขา

          "แล้วในวันหนึ่งๆ เธอขว้างมันมากแค่ไหน?" หนึ่งในชุดคำถามของเขา

          "ก็ก่อนที่แสงจากดวงอาทิตย์จะส่องแสงจัดไปกว่านี้" เด็กหนุ่มตอบตามจำนวนที่ตนเองสามารถกำหนดได้

          "สุดชายหาดนี้ได้ไหม?" ชายหนุ่มถามเพิ่ม

         "มันไม่เกี่ยวกับชายหาด แต่มันอยู่ที่ความร้อนของแสงอาทิตย์" เด็กหนุ่มตอบ

         ขณะเดียวกันกับปลาดาวตัวที่เกยตื้นกลางชายหาดกำลังถูกขว้างออกไปสวนทางกับแสงจากดวงอาทิตย์  ราวกับท้าทายความร้อนแรงของแสงอาทิตย์กับความเป็นตายของมัน

        "เธอทำอย่างนี้ทุกๆ เช้าของทุกๆ วัน หรือ" เสียงคลื่นทะเลในยามเช้าไม่ได้กลบเสียงคำถามนี้

         เด็กหนุ่มยืนนิ่ง ในมือของเขายังคงถือปลาดาวอีกตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังจะถูกขว้างออกไป

         "ถ้าหมายถึงตอนเช้าอย่างเวลานี้ คงไม่ทุกเช้า แต่จนกว่าจะไม่ต้องขว้างมันออกไป.... ทุกวันไหมนั้น ผมไม่เคยนับมันในเรื่องนี้"

           เด็กหนุ่มตอบ ก่อนที่จะขว้างมันออกไปอีกตัวหนึ่ง และออกเดินตามชายหาดต่อไป 

          "มันจะมีประโยชน์หรือความสำคัญยังไง ในเมื่อทุกๆ เช้าของทุกๆ วัน จะมีปลาดาวมาเกยตื้นอย่างนี้ และในบางครั้งมันก็อาจเป็นตัวเดิมที่เราเคยขว้างมันออกไปเมื่อวันก่อน สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่เธอกำลังทำในทุกๆ เช้าอย่างนี้"

          ชายหนุ่มแสดงความคิดเห็น ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังก้มลงหยิบปลาดาวอีกตัวที่เกยหาดมานานแล้ว

          แสงอาทิตย์เริ่มสว่างมากขึ้น อะไรๆ ต่ออะไร ที่ริมหาดเริ่มปรากฏตัวชัดมากขึ้น และในใจของชายหนุ่มดูเหมือนว่าบทสนทนาของเขาจะจบ

          เด็กหนุ่มยืดตัวขึ้น หายใจเอาลมบกเข้าปอดปละปนกับรอยยิ้มที่ยังคงเปื้อนใบหน้าของเขาตลอดการสนทนา 

          เด็กหนุ่มพื้นเมืองหันหน้าไปทางชายหนุ่มที่เดินทางมาพักผ่อนตากอากาศ

          "....แต่สำหรับผมว่า มันสำคัญที่ตัวนี้"

           เด็กหนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะขว้างปลาดาวอีกตัวออกไปในทะเลอย่างสุดแรง และหันกลับมายิ้มให้กับชายหนุ่มอีกครั้ง

           ก่อนจะสาวเท้ายาวไปที่ปลาดาวที่เกยตื้นอีกตัวตรงหน้า....

 

"แม้ 1 ชีวิต ที่เราช่วยเขาได้ มันมีค่ามาก แต่...มันไม่ใช่เพียงแค่ตัวเดียว มันยังมีเกาะเกี่ยวอีกมาก........"

       อันว่าความกรุณาปรานี

       จะมีใครบังคับก็หาไม่

       หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

       จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

       เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ

       แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล

 

ขอให้พวกเราชาวไทยรักกัน ช่วยเหลือกัน และอภัยให้กัน เพื่อชีวิตพวกเราจักสงบสุข